องค์หญิงทรงนวดให้เสด็จย่าอย่างอารมณ์ดี ผ่านไปสักพักก็ทรงอ่านโคลงกลอนถวาย พระองค์ทรงอ่านจนกระทั่งมีน้ำเสียงแหบแห้ง
“พอแล้วล่ะหลาน เจ้าจะไม่มีเสียงแล้วนะ” เสด็จย่าทรงห่วง
“งั้นให้หม่อมฉันวาดภาพถวายนะเพคะ” องค์หญิงทรงรีบไปเตรียมอุปกรณ์วาดรูป
“หลานเป็นอะไรกันแน่ วันนี้หลานดูแปลกๆ นะ” เสด็จย่าสงสัยหลานสาวที่กระตือรือร้นผิดปกติ
“วันนี้หลานอยากเอาใจเสด็จย่าเพคะ” องค์หญิงตรัสกลบเกลื่อน
องค์หญิงทรงทำกิจกรรมหลายอย่างถวายเสด็จย่าทั้งวัน แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่ามือปราบหนุ่มจะมาที่ตำหนักองค์ไทเฮาตามสัญญา
หลังจากที่สองพระองค์ทรงทานอาหารเย็นและของว่างจนหมด องค์หญิงก็เลยขออนุญาตดีดพิณถวายที่อุทยาน
พอองค์หญิงดีดพิณได้สักสองสามเพลง เสด็จย่าก็ทรงฟังอย่างตั้งใจ แต่พอดึกมากแล้ว เพลงที่สี่ เสด็จย่าก็ทรงเริ่มง่วงหงาวหาวนอน
องค์หญิงทรงสงสารเสด็จย่า พระองค์ก็เลยยอมหยุดดีดพิณ และอาสาพาเสด็จย่าบรรทม และกลับตำหนักของตัวเอง
********************************************************
ณ ตำหนักองค์หญิงซานยี่
องค์หญิงยังคงไม่ยอมบรรทม พระองค์นำพิณมาดีดเพื่อรอชายคนรักที่อุทยานตำหนักตน พระองค์ทรงคิดเข้าข้างตัวเองว่า บางทีมือปราบอาจติดธุระและกำลังจะมาคืนนี้ แต่พอรอแล้วรอเล่า ทุกอย่างก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่มีการรายงานใดๆ ทั้งนั้น
พอทรงดีดพิณจนสายพิณขาดเท่านั้น องค์หญิงก็ทรงปล่อยกรรแสงเพื่อระบายความเศร้า ทรงคิดในพระทัยว่า “คนใจร้าย คนใจดำ ขนาดพวกเรามีอะไรกันแล้ว แม้จะเป็นเพียงการจัดฉาก เจ้าก็ยังไม่ยอมรับผิดชอบข้า ข้าเกลียดเจ้า ไอ้มือปราบบ้า”
คนสนิทและนางกำนัลรีบวิ่งเข้าไปปลอบพระทัยองค์หญิง และพาองค์หญิงบรรทม
********************************************************
เช้าวันรุ่งขึ้น องค์หญิงทรงตื่นตั้งแต่เช้าและมีอาการพระเนตรบวมจากการกรรแสงทั้งคืน
“บางทีท่านมือปราบอาจมีภัย ไม่สามารถมาที่นี่ได้ก็เป็นได้นะเพคะ” คนสนิทรีบปลอบ
“ข้าจะไปถามให้รู้เรื่อง” องค์หญิงทรงตัดสินพระทัย
“แต่ตอนนี้พระองค์ทรงถูกจำกัดบริเวณอยู่นะเพคะ” คนสนิทกล่าวทัดทาน
“ข้าจะปลอมตัวเป็นนางกำนัลและลอบออกไป” องค์หญิงทรงทนไม่ไหวจริงๆ
คนสนิทไม่อาจห้ามองค์หญิงได้ เลยต้องเตรียมชุดนางกำนัลและชุดชาวบ้านให้พระองค์
หลังจากที่องค์หญิงทรงสามารถออกจากวังได้สำเร็จ พระองค์ก็ทรงรีบเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดชาวบ้านและเดินทางมุ่งหน้าไปที่จวนท่านผู้ว่า
กุนซือออกมาต้อนรับ “ถวายบังคมพะย่ะค่ะ”
“ท่านยังดูออกอีกหรือว่าเป็นข้า” องค์หญิงทรงเห็นว่าตัวพระองค์ทรงปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดา
“กระหม่อมจดจำพระองค์ได้พะย่ะค่ะ” กุนซือกล่าวยิ้มๆ
“วันนี้ข้ามาขอพบท่านมือปราบหานอู่” องค์หญิงตรัสบอกวัตถุประสงค์
“สามวันก่อนเขาได้ขออนุญาตใต้เท้ากลับบ้านเกิดพะย่ะค่ะ ได้ยินว่าจะกลับจวนใต้เท้าเมื่อวาน แต่น่าแปลกที่ป่านนี้ยังไม่กลับมา” กุนซือรู้สึกเป็นห่วงหานอู่
“หรือว่าจะเกิดภัยกับเขา” องค์หญิงตรัสอย่างห่วงใย
“เดี๋ยวรอวันนี้ก่อน หากยังไม่มา กระหม่อมจะส่งทหารออกตามหาพะย่ะค่ะ” กุนซือกล่าว
“หากได้ความว่ายังไง รบกวนท่านแจ้งข้าด้วยนะ” องค์หญิงตรัสสั่ง
“พะย่ะค่ะ” กุนซือรับคำ
สักพักก็มีใครก็ไม่รู้บุกเข้ามาในจวน
องค์หญิงทรงสนพระทัยใคร่รู้ เลยยังไม่กลับ
“เจ้าเป็นใคร กล้าบุกเข้ามาได้ยังไง” กุนซือกล่าวเสียงดุกับชายแปลกหน้า
“ท่านกุนซือจำข้าไม่ได้งั้นหรือ ข้าเป็นน้องชายของหานอู่ไง” หานเยี่ยนกล่าว
“อ้อ เจ้านี่เอง ถ้างั้น เจ้าก็กลับมาพร้อมหานอู่ใช่มั้ย” กุนซือพยายามมองไปข้างหลังหานเยี่ยน
“หานอู่อยู่ที่ไหน” องค์หญิงตรัสถามทันที
“พวกท่านพูดอะไร ข้าก็มาหาพี่หานอู่เหมือนกัน” หานเยี่ยนงง
“อ้าว ก็ไหนว่าหานอู่เดินทางกลับบ้าน เจ้าไม่พบเขางั้นหรอ” กุนซือเองก็งง
“ไม่เห็นนะ นี่ข้าก็มาจากบ้านเกิด และคนแถวนั้นก็ไม่เห็นมีใครเจอหานอู่เลยนะ” หานเยี่ยนกล่าวยืนยัน
“หรือว่าจะเกิดภัยกับเขา” กุนซือให้ความเห็น
“พี่ข้ามีวรยุทธ์สูง ไม่มีใครทำร้ายเขาได้หรอก ท่านเองก็รู้ ลักษณะแบบนี้ พี่ข้าคงหลบหนีใครเสียมากกว่า” หานเยี่ยนให้ความเห็น
ท่านกุนซือพยายามยกนิ้วชี้จุ๊ปากให้เขาเงียบ
“ทำไมหรอท่านกุนซือ” หานเยี่ยนไม่เข้าใจ
“ข้าขอตัวกลับก่อนนะ พวกท่านตามสบายเถอะ” องค์หญิงทรงทนฟังไม่ได้อีกต่อไป
“ขอน้อมเสด็….” ท่านกุนซือพูดไม่จบ องค์หญิงก็ทรงรีบวิ่งออกไปจากจวน
องค์หญิงทรงหยุดวิ่งและเดินอย่างอ่อนแรง สักพักก็ทรงกรรแสงขึ้นมาอีก ในพระทัยทรงคิดว่า “ข้าเข้าใจแล้วหานอู่ เจ้าไม่ได้รักข้า และไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับข้าได้จริงๆ ข้ายอมแล้ว ยอมปล่อยเจ้าแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราอย่าได้เจอะเจอกันอีก เจ้าอยากจะไปแต่งงานกับใครก็เชิญ”
สักพักองค์หญิงก็ทรงหยุดกรรแสงและรีบกลับวัง เพราะพระองค์ยังทรงถูกจำกัดบริเวณ หากมีคนพบเห็นเข้า คนสนิทและนางกำนัลในตำหนักของพระองค์อาจเดือดร้อนไปด้วย
********************************************************
ณ สวนอุทยาน
ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางมาเข้าเฝ้าที่สวนอุทยานเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
ทุกคนนั่งประจำตำแหน่งเรียบร้อย
“วันนี้เรานัดทุกคนมาเพื่อมาหารือเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นเยี่ย จากข่าวที่ลือกัน ทุกคนอาจรู้มาบ้างแล้วว่า เราตั้งใจจะส่งบุตรสาวของเราไปอภิเษกกับท่านอ๋องแห่งแคว้นเยี่ย” ฝ่าบาทหยุดตรัสและสังเกตสีหน้าทุกคน จากนั้นก็ตรัสต่อ “เราขอบอกตรงนี้เลยว่า เรารักลูกทุกคนจริงๆ และไม่อยากให้ใครต้องจากบ้านจากเมืองไป แต่เพื่อป้องกันสงครามและปกป้องประชาชนของเรา เราจำต้องสละลูกสาวของเราไป ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการบีบคั้นจนเกินไป เราขอถามความสมัครใจลูกของเราก่อน มีองค์หญิงคนไหนสมัครใจไปแคว้นเยี่ยและยินยอมเข้าพิธีอภิเษกบ้าง” ฝ่าบาทตรัส
ทุกคนยังคงเงียบ
“ถ้าอย่างนั้น เรา…” ฝ่าบาททรงหยุดกะทันหัน เพราะได้ยินเสียงบุตรสาว
องค์หญิงซานยี่ทรงก้าวออกมาและตรัสว่า “ลูกเพคะ ทรงให้ลูกไปเถอะเพคะ”
“ไม่ได้นะ แม่ไม่เห็นด้วย ซานยี่ยังเด็กเกินไป” องค์ไทเฮาตรัสกับฝ่าบาท
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จย่า แต่ทรงยอมให้หลานไปเถอะเพคะ ที่ผ่านมา หลานได้ก่อความวุ่นวายไว้มากมาย และทำให้ทุกคนในวังพากันปวดหัวเพราะหลานก็ตั้งเยอะ ดังนั้นในครั้งนี้ขอหลานสร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองบ้าง หลานขอเป็นตัวแทนเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นลู่กับแคว้นเยี่ยเองเพคะ” องค์หญิงซานยี่ตรัส
“โถ่ หลานของย่า” องค์ไทเฮาทรงไม่อยากให้หลานรักไป
“เอาล่ะ ในเมื่อซานยี่สมัครใจไปเอง เราก็ไม่คัดค้าน” ฝ่าบาททรงหันพระพักตร์ไปที่บุตรสาวคนเล็กและตรัสว่า “ขอบใจมากลูกของพ่อ และพ่อก็ดีใจที่ตอนนี้เจ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เจ้าจงไปเตรียมตัวเถิด อีกเจ็ดวัน เจ้าต้องเตรียมออกเดินทางไปแคว้นเยี่ย”
“เพคะ เสด็จพ่อ” องค์หญิงซานยี่ตรัส
ส่วนองค์หญิงพระองค์อื่นต่างพากันโล่งพระทัยที่ตนรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
********************************************************
ณ ตำหนักองค์หญิงซานยี่
“เหตุใดถึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี่เพคะ พระองค์ทรงต้องการประชดท่านมือปราบใช่หรือไม่” คนสนิทถาม
“เปล่าหรอก ก็เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเสด็จพ่อทรงอยากให้ข้าไป ถ้าเป็นเช่นนั้น สู้ให้ข้ายอมสมัครใจไปเอง มันดูดีกว่ากันตั้งเยอะ” องค์หญิงตรัสอ้าง
“พระองค์ทรงไม่อาลัยอาวรณ์ที่นี่หรือเพคะ” คนสนิทถาม
“ความจริง ข้าอยากผจญภัยไปดินแดนอื่นบ้าง” องค์หญิงทรงยิ้มบางๆ
“แล้วท่านหานอู่ล่ะเพคะ” คนสนิทถามอีก
“ห้ามพูดชื่อนี้ให้ข้าได้ยินอีก ข้าไม่เคยรู้จักชายไร้ความรับผิดชอบคนนี้” องค์หญิงตรัสด้วยอารมณ์กริ้วโกรธ
“เพคะ”
********************************************************
องค์หญิงทรงไม่อยากออกนอกวังแบบหลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้ว พระองค์เลยไปขออนุญาตฝ่าบาทไปวัดหมิงต้าเพื่อไหว้พระขอพรก่อนออกเดินทางและเพื่อขอสร้อยข้อมือลูกประคำมาใหม่
“พ่อเคยเห็นเจ้าสวมสร้อยลูกประคำอยู่เป็นประจำ เหตุใดถึงต้องไปขอมาใหม่ด้วยละ” ฝ่าบาททรงสงสัย
“ลูกทำหายเพคะ ลูกอยากมีเครื่องรางเพื่อความสบายใจจริงๆ เพคะ” องค์หญิงตรัสอ้าง
“ก็ได้ พ่ออนุญาตให้เจ้าไปวัดหมิงต้าก็ได้ แต่เจ้าต้องระวังตัวล่ะซานยี่” ฝ่าบาทตรัส
“ทราบแล้วเพคะ”
********************************************************
เมื่อฝ่าบาททรงอนุญาต ขบวนองค์หญิงก็เดินทางไปที่วัดหมิงต้าเพื่อไปไหว้สักการะพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หลังจากที่ทุกคนสักการะบูชาเรียบร้อย องค์หญิงก็ทรงเสด็จไปพบซือไท่เพื่อขอสร้อยลูกประคำมาใหม่ เมื่อได้มาแล้ว พระองค์ก็ยังไม่อยากกลับเพราะนานๆ จะได้ออกมาที เลยแอบเสด็จหนีไปชมรอบๆ วัดเพราะทรงเบื่อบรรยากาศในวัง
องค์หญิงเสด็จไปหยุดที่หน้าผาแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ทรงคิดถึงวันที่หานอู่สวมสร้อยข้อมือลูกประคำของพระองค์ อยู่ดีๆ พระองค์ก็ทรงกรรแสงขึ้นมาอีก “ทำไมเจ้าถึงช่างใจไม้ไส้ระกำแบบนี้หานอู่ เจ้ามีหัวใจบ้างหรือเปล่า ไม่ใช่สิ หัวใจเขาคงมอบให้ชิงชิงไปหมดแล้ว ข้าดีใจด้วยนะ เจ้าเป็นอิสระแล้ว ขอให้มีความสุขกับชิงชิงก็แล้วกัน”
“โหๆ นางฟ้ามาจุติหรือยังไง ทำไมถึงมีสาวงามมาอยู่ที่นี่ด้วย” เสียงชายคนหนึ่งกล่าวแซว
องค์หญิงทรงตกพระทัย รีบหันไปทอดพระเนตรก็ทรงเห็นชายฉกรรจ์จำนวนสามคนยืนประชันหน้ากับพระองค์
“พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร” องค์หญิงรีบตรัสถามอย่างตื่นตระหนก
“ต้องการเมียอย่างเจ้าไง สาวน้อย” ชายคนที่สองบอก
“บังอาจ รู้มั้ยว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นองค์หญิง หากพวกเจ้าทำอะไรข้า ฝ่าบาททรงไม่ยอมปล่อยพวกเจ้าแน่” องค์หญิงตรัสขู่
“555 องค์หญิงไม่อยู่ตามป่าตามเขาแบบนี้หรอก อย่ามาโกหกพวกเรา เอาน่า พวกข้าสัญญาจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี เอาแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยดีมั้ย” ชายคนที่สามกล่าว
“อย่าเข้ามานะ ไอ้พวกชายชั่ว” องค์หญิงทรงค่อยๆ ถอยหลัง ระหว่างถอยก็คอยทอดพระเนตรไปด้านหลังเพราะทรงกลัวตกหน้าผา
“อย่าว่าสามีแบบนั้นสิ” ชายทั้งสามค่อยๆ เดินไปหาองค์หญิงอย่างช้าๆ
องค์หญิงทรงตะโกนร้อง “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”
“ที่นี่ห่างไกลผู้คนนัก ไม่มีใครช่วยเจ้าหรอก 555”
องค์หญิงทรงเม้มพระโอษฐ์ พระองค์ไม่อาจยอมให้ใครมาหมิ่นพระเกียรติแบบนี้ได้ ดังนั้นพระองค์ทรงตรัสในพระทัยว่า “เสด็จพ่อ เสด็จแม่ เสด็จย่าเพคะ อภัยให้หม่อมฉันด้วย หม่อมฉันอกตัญญู ไม่อาจเป็นตัวแทนไปอภิเษกที่แคว้นเยี่ยได้อีกแล้ว ลาก่อนเพคะ หากชาติหน้ามีจริง หม่อมฉันจะทดแทนบุญคุณของทุกพระองค์” จากนั้นพระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยกระโดดหน้าผาทันที
“เฮ้ย นางนั่นมันใจเด็ดจริงๆ” ชายคนหนึ่งกล่าว
“พวกเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า อาจมาเป็นพยานมาเอาผิดพวกเรา” ชายคนที่สองกังวล
“งั้นไปกันเถอะ น่าเสียดายจริงๆ เป็นเมียพวกเราดีๆ ไม่ชอบ ดันคิดสั้นฆ่าตัวตาย” ชายคนที่สามเสียดาย