คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 124 ดาว

            

            “ดวงดาราจะคงอยู่เสมอ”

            ชิงหลุนที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นจากซากปรักหักพังมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยพลางพึมพำคำนั้นขึ้นมาเบาๆ

            มันเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยบอกกับนาง ไม่คิดว่าคำคำนี้จะออกมาจากปากของอวี้เหิงเช่นกันชิงหลุนไม่อาจเข้าใจว่ามันหมายถึงสิ่งใด แต่นางกลับรู้สึกได้ว่าสองคนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ที่นางไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

            แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดวิเคราะห์เรื่องนี้

            จู่ๆ แสงจากดาวดวงหนึ่งก็สว่างขึ้น

            แสงนั้นกรีดผ่านท้องนภาที่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านแห่งโลหิตลงมาช่างเป็นแสงที่คมเฉียบเหลือเกิน และแสงนั้นส่องเข้ามาที่ร่างของชายชรา

            ในที่สุดแววตากลั่นแกล้งของเทียนจ้าวก็มลายไป เขาจ้องไปที่ร่างของชายชราตาไม่วางตาขณะที่หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งเขาเริ่มรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งความอันตรายจากร่างของชายผู้นี้แล้ว

            “ต่อให้เจ้าเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่มีชีพดาราคอยช่วยเจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี” เขาตะโกนด้วยเสียงดังกึกก้องไม่ต่างจากการคำรามก่อนจะกระพือปีกขนาดใหญ่เบื้องหลังขึ้นหนึ่งครั้ง ในวินาทีต่อมา เขากลายร่างเป็นลำแสงพุ่งเข้าหาทันทีในขณะเดียวกันนั้น ผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนโดยรอบ ก็กระโจนเข้ารวมกัน และเรียงตัวจนกลายเป็นเกลียวแหลมสีดำขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยรังสีสังหารเสียแล้ว

            แสงหนึ่งเผยประกายขึ้นในแววตาของอวี้เหิงเขาส่งกระบี่ในมือขึ้นไปในอากาศเบาๆ ก่อให้เกิดลำแสงแห่งกระบี่อันเปี่ยมพลังอำนาจมหาศาลขึ้นขณะที่เบื้องหลังของเขาก็มีลำแสงแห่งกระบี่ปรากฏขึ้นถึงเก้าระลอกเช่นกัน

            ดาบแรกเป็นผู้นำ ดาบอีกเก้าเป็นผู้ตาม เมื่อดาบแรกพุ่งไป ดาบทั้งเก้าจะพุ่งตามออกไปเหตุนี้พวกมันจึงมีนามว่ากระบี่ ‘สิบทิศ’ นั่นเอง

            ลำแสงแห่งกระบี่และผีร้ายที่อยู่ในรูปของลำแสงสีดำเข้าปะทะเข้าด้วยกันแล้ว

            เสียงหนึ่งดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น

            แสงสีดำและขาวกระจายออกไปทั่วทิศทางพลันแสงที่สว่างเจิดจ้าจนไม่อาจทนมองตรงๆ ได้ก็ปะทุขึ้น

            ทันใดนั้น ร่างของอวี้เหิงถอยถลาออกไปไกลกว่าหมื่นจั้ง ถึงหยุดลงได้ในที่สุดพลันเลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากมุมปากของเขาในเวลาต่อมา

            ภาพตรงหน้าทำให้คนทั้งหลายระเบิดความกังวลขึ้นมาทันที

            อวี้เหิงได้ชื่อว่าเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหากแม้แต่เขาก็ยังสู้ปีศาจร้ายตนนี้ไม่ได้ เช่นนั้นเมืองฉางอันต้องเป็นอันตรายแน่

            ในขณะที่ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของคนทั้งหลายไอหมอกสีดำที่ปกคลุมร่างของเทียนจ้าวเอาไว้ก็ค่อยๆ สลายไปเช่นกัน

            ในตอนนั้น ที่คนทั้งหลายมองเห็นร่างของเทียนจ้าวชัดๆ ในที่สุด

            สิ่งที่น่าตกใจคือ ที่หน้าอกของเขามีรูโบ๋โชกเลือดขนาดใหญ่เท่าชามข้าวปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบพลันเลือดสีทองไหลออกมาจากรอยแผลอย่างไม่อาจหยุดยั้ง

            อวี้เหิงเป็นคนที่เหนือกว่าในการต่อสู้ครั้งนี้อย่างนั้นรึ

            เสียงเฮสนั่นปะทุขึ้นภายในเมืองฉางอัน

            ไอหมอกแห่งความกังกลที่เคยก่อตัวอยู่ในหัวใจของคนทั้งหลายมลายไปในพริบตาบัดนี้ความหวังเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งแล้ว

            พวกเขารู้ดีว่าอวี้เหิงต้องช่วยนำพวกเขาออกไปจากความอันตรายได้เป็นแน่ เหมือนที่เขาเคยทำมาตลอดสองร้อยปี

            เขาคืออวี้เหิง เทพที่คอยปกป้องคุ้มครองแผ่นดินต้าเว่ยเป็นผู้ชายที่ถูกประชาชนยกย่องในฐานะของเทพเจ้า

            ความเชื่อเช่นนี้ทำให้คนทั้งหลายระเบิดความฮึกเหิมขึ้นอีกครั้งประชาชนที่เคยสิ้นหวังและนอนรอความตาย บางคนเริ่มลุกขึ้นมาต่อต้านกันบ้างแล้ว

            ในบางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้ ต้องรอให้เห็นแสงแห่งความหวังเสียก่อนจึงจะมีความกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านได้

            แต่ในบางครั้ง ความหวังที่ถูกทำลายลงทั้งที่เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นก็เป็นสิ่งที่น่าสิ้นหวังได้มากที่สุดแล้ว...

            อย่างเช่นในตอนนี้...

            และในตอนนั้น เทียนจ้าวกลับเผยประกายรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก

            “เจ้าบาดเจ็บ?” เขากล่าวเช่นนั้น

            เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำพูดที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ในเมื่อใครๆก็รู้อยู่แล้วว่าอวี้เหิงได้รับบาดเจ็บ

            เช่นนั้น อวี้เหิงจึงขมวดคิ้วมุ่น แม้จะรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลแต่เขาก็ยังตอบกลับไปเช่นนี้ “เจ้าเจ็บหนักกว่าข้า”

            “ฮ่าๆ!”ทว่าเทียนจ้าวกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแต่เพราะการหัวเราะส่งผลกระทบไปถึงอาการบาดเจ็บภายในร่างกายเขาจึงกระอักเลือดสีทองออกมาอีกครั้ง

            แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางประหลาดใจออกมาเลยแม้แต่น้อยเพียงมองไปที่อวี้เหิง แล้วเผยประกายรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นที่มุมปากซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเท่านั้น

            “เจ้ารู้จักเทพมากแค่ไหน?” เขาหรี่ตาถาม

            อวี้เหิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบออกไปอย่างซื่อสัตย์“น้อยมาก”

            “เช่นนั้นวันนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้ประจักษ์กับพลังแห่งเทพเจ้าเอง!”เขาบอกแบบนั้น พลันจ่อกรงเล็บลงไปที่รูกลวงกลางอกของตัวเอง

            “รวมปีศาจ!”ทันทีที่สิ้นเสียง ผีร้ายที่ลอยวนอยู่รอบด้านก็ส่งเสียงคำรามดังสนั่นก่อนแสงสีเลือดอันเลือนรางจะลอยแยกออกมาจากร่างของพวกมัน แล้วลอยมารวมกันที่รูกลวงกลางร่างของเทียนจ้าวในที่สุด ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสะพรึงกลัวของคนทั้งหลาย จู่ๆ รูกลวงที่มีขนาดใหญ่จนน่าตกใจกลับสมานเข้าหากันด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า...

            แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงมากไปกว่านั้นก็คือ จู่ๆ ลำแสงสีแดงที่ปรากฏขึ้น ลำแสงเหล่านั้นเชื่อมเทียนจ้าวเข้ากับผีร้ายทุกตัวเข้าด้วยกันทุกๆ ครั้งที่มีผีร้ายกลืนกินร่างของสิ่งมีชีวิตเข้าไปร่างของเทียนจ้าวก็จะมีเส้นด้ายสีเลือดเพิ่มขึ้นหนึ่งเส้นพลังอำนาจที่แฝงอยู่ในร่างของเทียนจ้าวก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

            “มนุษย์ธรรมดา ไม่มีวันสังหารเทพที่แท้จริงได้!” เขาหันไปบอกกับอวี้เหิง

            ภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเมืองฉางอันทั้งหลายรู้สึกหวาดกลัวและหนาวสั่น ปานถูกทิ้งเอาไว้กลางหิมะ

            หากเจ้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าสามารถเยียวยาอาการบาดเจ็บของตัวเองได้ไม่รู้จบสิ้นต่อให้เป็นท่านอวี้เหิง ก็ต้องถูกดึงพลังออกไปจนหมดแน่

            ความหวังที่เพิ่งบังเกิดขึ้นถูกทำลายลงอีกครั้งพลันเงาแห่งความสิ้นหวังก็ปรากฏขึ้นแทนที่และครอบคลุมเมืองฉางอันเอาไว้ในเสี้ยววินาที

            “เห็นแล้วหรือยัง? เจ้ามนุษย์ภูตผีของข้าจะฆ่ามนุษย์ลงเรื่อยๆ และข้าก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันส่วนเจ้าก็จะมีจุดจบเหมือนกับคนในเผ่าของเจ้า คือถูกข้ากลืนลงท้องไป”ในที่สุดเทียนจ้าวก็ปรากฏแววตากลั่นแกล้งขึ้นอีกครั้ง

            อวี้เหิงขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม

            เขามองไปยังนักสู้ รวมไปถึงนักพรตในเมืองที่กำลังรับศึกอย่างยากลำบากและมองดูผีร้ายที่สังหารประชาชนลงอย่างบ้าคลั่ง

            สิ่งที่เห็นทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นในใจ

            เขาหันกลับมามองซูฉางอันในไม่กี่วินาทีต่อมา จากนั้นส่งยิ้มโอบอ้อมไปให้

            ซูฉางอันระเบิดความกังวลขึ้นในหัวใจ

            ดูเหมือนรอยยิ้มนั้นต้องการจะปลอบใจเขา ราวกับว่าเจ้าของรอยยิ้มบอกกับเขาว่าให้วางใจเช่นนั้น

            ทว่าซูฉางอันกลับมองเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในรอยยิ้มนั้น

            การบอกลา

            เพราะเขาเคยเห็นรอยยิ้มเช่นนี้มาก่อน ...ในคืนหิมะเมื่อสองปีก่อนในตอนนั้น มั่วทิงอวี่ก็ส่งรอยยิ้มเช่นนี้มาให้ไม่ต่างกัน

            ที่เมืองหลานหลิง ฉู่ซีฟงก็ด้วย

            และในตอนนี้ ในที่สุดก็ถึงตาอวี้เหิงเสียที

            “อาจารย์ลุง!” เขาร้องตะโกนออกไปแบบนั้น พลันน้ำตาหยดใสไหลรินออกจากหางตา

            ทว่าอวี้เหิงกลับหมุนตัวกลับไป เขามองไปยังท้องนภาอันแสนกว้างใหญ่มองดูท้องนภาที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปแสงจากดวงตาของเขาสว่างไสวไม่ต่างไปจากแสงดาวบนท้องนภาเลย

            เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้นที่ข้างหู

            อวี้เหิง! อวี้เหิง!

            เทียนหลาน! เทียนหลาน!

            สรรพชีวิต! สรรพชีวิต!

            เขาปกป้องแผ่นดินนี้ ปกป้องสิ่งมีชีวิตในแผ่นดินผืนนี้

            แต่โลกใบนี้กลับไม่ให้อะไรตอบแทนเขาเลย สิ่งมีชีวิตในแผ่นดินนี้รู้แต่ตักตวงผลประโยชน์จากผู้อื่นเท่านั้น

            เขาทุ่มเทและทำเพื่อผู้อื่นมาทั้งชีวิต

            และบัดนี้ ในที่สุดเขาก็เดินมาจนสุดทาง

            เขาไม่รู้ว่าการลงเอยเช่นนี้ นับเป็นบทสรุปที่ดีหรือไม่ และไม่รู้ด้วยว่าการทุ่มเทเช่นนี้คุ้มค่าหรือไม่

            แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ผิดต่อคำสั่งเสียของท่านอาจารย์

            ซึ่งสำหรับเขา เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว

            ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวบางอย่างออกมาเบาๆ ขณะเงยหน้ามองดวงดาราที่กำลังจะดับสูญ...

            “ข้ามาแล้ว”

            จากนั้น จู่ๆ ดวงดาวที่เคยมืดมนก็ระเบิดแสงเจิดจ้าขึ้น

            ช่างเป็นแสงที่เจิดจ้าเหลือเกิน ส่องให้แผ่นดินผืนนี้สว่างไสวราวกับเวลากลางวันเลยทีเดียว

            เขาในตอนนี้ก็เป็นดั่งดวงตะวันในยามเย็นที่ยอมสละพลังเฮือกสุดท้ายที่มีเพื่อประกายแสงออกมาอย่างสุดความสามารถ

            แสงจากดวงดาวส่องประกายลงมา ร่างค่อมโค้งของคนชราค่อยๆ กลับมาตรงตระหง่านรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าก็สลายไปราวกับช่วงน้ำลดเช่นกัน

            เสียงคำรามแห่งกระบี่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามของหงส์วิเศษและมังกรฟ้า

            ชายเสื้อปลิวไสว อวี้เหิงยืนตระหง่านขณะก็ถือกระบี่เอาไว้แน่น

            วินาทีนั้น...

            สายน้ำที่เคยหลั่งไหลหยุดลงอย่างเฉียบพลัน สายลมที่กำลังจะพัดผ่านชะงักไปสรรพชีวิตก้มกราบลงบนพื้นดิน โลกทั้งใบจมเข้าสู่ความเงียบไปในพริบตา

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน