บทที่ 2 เปิดหูเปิดตา
“จริงอย่างที่ว่า ข้ากลายเป็แม่คน ทั้งลูกสาวยังน่ารักขนาดนี้ ตัวข้าจะถวิลหาอาวรณ์มัวยึดติดกับอดีตไปไย”
หลันเฟิงเอื้อมมือลงไปลูบหัวทุยของลูกสาว ที่กำลังคลอเคลียหัวเข่าของตน ไม่ได้ต่างไปจากลูกแมวตัวหนึ่ง หวนนึกไปถึงความอาภัพของตัวเอง ก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความเวทนา
ก่อนที่จะข้ามชาติมาเกิดใหม่ หลันเฟิงเป็หมันไม่สามารถมีลูกได้ นั่นเป็เหมือนจุดบกพร่องของหลันเฟิง แต่มองอีกแง่หนึ่ง นั่นก็เป็เหมือนข้อดี เพราะหากหลันเฟิงไม่ได้เป็หมัน ถึงขั้นตั้งท้องกับเตี้ยนเหิงขึ้นมาจริง ๆ คงสงสารเด็กที่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก
ดูอย่างชูอิ๋งเป็ตัวอย่าง
นางมีเพียงมารดาข้างกาย มีบิดาก็เหมือนไม่มี ถึงได้มีนิสัยที่เจียมเนื้อเจียมตัวขนาดนี้ หากขาดมารดาไปอีกคน เด็กหญิงที่แสนน่ารัก วัยสามขวบอย่างเหยาชูอิ๋งจะน่าสงสารขนาดไหนกันนะ
ในหัวอกของหลันเฟิง ไม่ใช่ไม่เจ็บแค้นฝังใจ ที่เตี้ยนเหิงแทงข้างหลัง ตอบแทนความรักของภรรยาด้วยการนอกใจ มิหนำซ้ำยังมาตายเพราะความโลภของเตี้ยนเหิงอีก
แต่คับแค้นใจไปก็เท่านั้น
คนที่ตายแล้วเกิดใหม่ในโลกอีกใบจะทำอะไรได้เล่า แก้แค้นได้หรือ ก็ไม่! แจ้งตำรวจจับได้หรือ ก็ไม่! ฟ้องร้องได้หรือ ก็ไม่!
เอาล่ะ เหยาหลันเฟิงคนเก่าก็ตายไปแล้ว เพราะไม่ยอมปล่อยวางความเจ็บแค้นในอดีต ตัวอย่างก็มีให้เห็น แล้วเหตุไฉนเหยาหลันเฟิงคนใหม่ จะต้องมีจุดจบแบบเดิมด้วยล่ะ
นางไม่อยากตายง่าย ๆ เพราะผู้ชายแค่หนึ่งคนหรอกนะ ในเมื่อ์เมตตาให้โอกาสได้เกิดใหม่ นางจะต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ชาติก่อนเป็หมันไม่สามารถมีลูกได้ ชาตินี้มีลูกน้อยหนึ่งคน นั่นก็เท่ากับถูกเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปแล้วส่วนหนึ่งมิใช่หรือไง
อย่างน้อย ๆ ข้างกายก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเกินไป ต่อให้ชีวิตใหม่จะยากจนข้นแค้น เกิดในยุคที่ข้าวยากหมากแพง แต่ใช่ว่าคนมีมันสมองสองมืออย่างเหยาหลันเฟิง จะพลิกผันสู่ความร่ำรวยไม่ได้ อย่าลืมว่าก่อนที่จะมาเป็อย่างทุกวันนี้ นอกจากมีอาชีพเป็นักข่าว หลันเฟิงยังทำธุรกิจร้านอาหารขนาดย่อม และแปรรูปสินค้าหลายอย่างส่งออกต่างประเทศ
สินค้าแปรรูปภายใต้บริษัทของหลันเฟิง มีทั้งผลไม้อบแห้ง แยม ผลไม้กรอบเคลือบน้ำตาล ที่ว่ามานี้เป็ผลผลิตจากไร่ของตัวเองทั้งนั้น มีส่วนน้อยที่รับซื้อจากเกษตรภายนอก รายได้แต่ละปีกำไรจึงค่อนข้างมาก เมื่อก่อนเคยริเริ่มเข้าสู่วงการค้าขายได้อย่างไร ตอนนี้หลันเฟิงก็จะสร้างมันขึ้นมาอีกครั้ง
โครกคราก ~
เสียงท้องร้องประท้วงของสองแม่ลูกดังแข่งกัน ชูอิ๋งทาบอุ้งมือกุมท้องตัวเองแล้วส่ายหน้า บอกท่านแม่อย่างสุภาพว่า
“กินผักสักก้านก็อิ่มแล้ว ประเดี๋ยวชูอิ๋งจะไปหาท่านป้า ขอข้าวสุกสักชามมาให้ท่านแม่เ้าค่ะ”
ทั้งที่ตนเองก็หิวมากแท้ ๆ แต่เพื่อมารดา เด็กน้อยวัยสามขวบเลือกที่จะหยิบยื่นอาหาร ที่คิดว่าดีที่สุดไว้ให้ผู้เป็มารดา แม้ว่าจะเป็แค่ข้าวเปล่าหนึ่งชาม แต่สำหรับชูอิ๋งยกให้มันเป็ของที่แสนล้ำค่า
"ท่านป้าฉงกับท่านลุงโจวรับปากแล้วว่า หากชูอิ๋งมีเื่อะไรให้ช่วยเหลือ ก็แค่บอกตรง ๆ ห้ามขโมยของเด็ดขาด"
คำพูดของลูกสาว ทำให้มารดามือใหม่อย่างหลันเฟิงจุกเสียดในทรวงอก ตลอดมานางไม่เคยถูกใครถนอมอย่างบริสุทธิ์ใจเช่นนี้มาก่อนเลย ครั้งเดียวก็ไม่มี
ที่ผ่านมาหลันเฟิงมีเงินมากมาย จึงมีแต่คนอยากเข้าใกล้ หวังแสวงหาผลประโยชน์กันทั้งนั้น แม้แต่สามีของตัวเองก็ไม่เว้น คนแบบเตี้ยนเหิงเคยถนอมนางก็จริง แต่จะพูดว่าถนอมก็คงกระด้างกระเดื่องสากลิ้น หากทำไปเพราะหวังผลประโยชน์ ก็ไม่นับว่าถนอมแล้ว
ผิดกับชูอิ๋งราวฟ้ากับเหว แม้มารดาคนนี้ไม่มีอะไรจะแลกเปลี่ยน แต่เด็กน้อยผู้ใสซื่อไร้เดียงสา กลับยินดีจะเสียสละและปกป้องหลันเฟิงอย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย คงเป็แบบนี้สินะ ความสัมพันธ์ของแม่ลูก
“เสี่ยวอิ๋งของแม่โตแล้ว ทั้งยังรู้ความ จะไม่ให้รักได้อย่างไรไหว แม่สัญญาว่าจะไม่ทำให้เ้าต้องหิวโหยอีก”
หลันเฟิงอุ้มร่างเล็กของบุตรสาวตัวน้อยขึ้นมาพาดบนตัก ก้นนุ่มนิ่มแหมะลงบนหน้าขาเบา ๆ แล้วชูอิ๋งขดตัวลงอย่างอ่อนโยน ใช้หัวทุยซบพอดีกับวงแขนของมารดา ท่านอนของนางช่างเหมือนลูกแมวขี้อ้อนนัก
ผู้เป็มารดาเพ่งมองบุตรสาวด้วยแววตาสุกใส และฉาบไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหลันเฟิงที่ไม่ใช่มารดาตัวจริง ถึงได้รู้สึกถูกโฉลกกับเหยาชูอิ๋งั้แ่แรกเห็น ราวกับว่ามีชะตาพัวพันกันมาั้แ่ชาติปางก่อน
พอได้มาใกล้ชิด และซึมซับอุปนิสัยที่แสนดีของชูอิ๋ง ยิ่งทำให้หลันเฟิงรู้สึกรักลึกซึ้ง เหมือนมีลูกสาวเป็ของตัวเองจริง ๆ
ขณะเดียวกันนี้ตัวหลันเฟิงเองคลับคล้ายคลับคลาว่า ตนคงไม่สามารถกลับไปโลกเดิมได้อีกแล้ว จึงไม่อยากยึดติดกับเื่เลวร้ายที่เตี้ยนเหิงเคยทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ต่างพร่ำบอกกับตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วสินะ ที่เหยาหลันเฟิงคนนี้จะได้เริ่มต้นใหม่อย่างสมบูรณ์
“ท่านแม่ของชูอิ๋งทำได้แน่นอน ชูอิ๋งเชื่อมั่นในตัวท่าน ชูอิ๋งจะไม่หิวโหยอีกแล้ว”
คำพูดของลูกสาวดังแ่ ๆ จากนั้นสงบลงพร้อมเปลือกตาที่ปรือปิด เป็เสียงผ่อนลมหายใจที่มั่นคงดังขึ้นมาแทนที่ เ้าก้อนแป้งน้อยหลับไปทั้งที่ท้องยังหิวอยู่ ไม่รู้ว่า่ที่ร่างเดิมนอนป่วย ตลอดจนนอนตายบนเตียง ลูกสาวคนนี้ไปทำเื่เหนื่อยล้านอกบ้านอะไรไว้บ้าง
ลำบากเสี่ยวอิ๋งของแม่แล้ว...
หลันเฟิงวางบุตรสาวลงบนเตียงอย่างเบามือ ตามด้วยคลุมผ้าห่มผืนบางให้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปสำรวจห้องครัวขนาดเล็ก ที่เดินไม่เกินห้าก้าวก็เดินหน้าต่อไม่ได้อีกแล้ว
ภายในห้องคับแคบที่เรียกว่าห้องครัว มีฟืนสามท่อนให้ก่อไฟ ในตะกร้ามีไข่สองฟอง ไม่ใช่ไข่ไก่แต่เป็ไข่นก ไม่รู้ชูอิ๋งไปเก็บมาจากที่ไหน หรือจะมีนกน้อยมาไข่ไว้เองก็ไม่ทราบ เพราะในครัวก็ดูรกรุงรัง เหมาะแก่การซ่องสุมของสัตว์จริง ๆ นั่นแหละ
แต่ช่างเถอะ ไม่สนแล้วว่าไข่สองฟองนี้จะมีที่มายังไง ขอเพียงมีอาหารให้ชูอิ๋งได้อิ่มท้องสักมื้อ นั่นต่างหากที่สำคัญกว่า ยังดีที่ในโถมีข้าวสารหนึ่งกำมือ ในชามก็ยังมีผงแป้งสาลี ที่สามารถนวดขึ้นรูป แล้วนำไปจี่บนแท่นหินได้
หลันเฟิงไม่รอช้าที่จะรังสรรค์อาหารตามแบบฉบับของตัวเอง ระหว่างทำอาหารไปเพลิน ๆ โดยปราศจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หลันเฟิงก็ฉุกคิดไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งถลำลึกเข้าสู่ห้วงมโนทัศน์ของร่างเดิมอีกครั้ง
เหยาหลันเฟิง เด็กกำพร้าที่บ้านสกุลเหยาเก็บมาเลี้ยง หญิงสาวหน้าตาดีที่พ่อแม่ตายเพราะโรคระบาด เร่ร่อนตามขบวนอพยพมายังเมืองใหญ่ที่อยู่ปีกซ้ายใกล้เมืองหลวง ชื่อเมืองว่าซีเหลียง นางอดมื้อกินมื้อ นอนหนาวข้างถนน รอดชีวิตวันต่อวัน ไม่กล้าคาดเดาว่ารุ่งเช้าจะอยู่หรือตาย
ช่างเป็่ชีวิตที่แสนรันทด หลังถูกอุปถัมภ์โดยนายหญิงสกุลเหยา ก็ใช่ว่าชีวิตหลังจากนั้นจะดีเด่น เหยาหลันเฟิงวัยเจ็บขวบถูกจิกหัวใช้ไม่ได้ต่างจากทาส หลังเติบใหญ่สู่วัยสิบห้าปี นายหญิงสกุลเหยาจับหลันเฟิงยัดเข้าเกี้ยวแต่งกับคุณชายสกุลมู่ มู่เถิงเสอ
ที่มู่เถิงเสอไม่ได้เห็นต่างต่อการแต่งภรรยาครั้งนี้ เพราะเข้าใจว่าเหยาหลันเฟิงคือบุตรสาวคนเล็กของสกุลเหยา หากรู้แต่แรกว่าเป็แค่คนเร่ร่อนที่ถูกเก็บมาเลี้ยง มารดาของมู่เถิงเสอคงคัดค้านหัวชนฝาก่อนที่ผู้เป็บุตรชายจะอ้าปากพูดซะอีก
โดยกมลสันดานมู่เถิงเสอเป็ชายเ้าคารม รู้วิธีเอาใจสตรีสารพัด หลังได้แต่งงานกัน ก็มีมู่เถิงเสอที่คอยปลอบประโลมความหดหู่ในใจของหญิงสาว ไม่รู้ว่าสิ่งที่สามีแสดงออกเป็จริงหรือเท็จ ขอเพียงเขาดีกับนาง หลันเฟิงก็จะยอมหลับหูหลับตา เป็ภรรยาที่เชื่อฟังและว่านอนสอนง่าย
หลันเฟิงแต่งกับมู่เถิงเสอในฐานะภรรยาคนแรก ประจวบกับจวนสกุลมู่ในขณะนั้น ไม่มีลำดับชั้นจำพวกเมียใหญ่ เมียรอง อนุภรรยา หรือแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียง
ขึ้นชื่อว่า 'เมีย' ก็ให้เป็เมียอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมดนั่นแหละ เพราะท้ายที่สุด มู่เถิงเสอจะนอนกับใคร หรือแม้แต่โปรดปรานใคร ตำแหน่งก็ไม่ใช่ตัวชี้วัด
หากพวกสตรีชอบอิจฉากันเพราะเื่ของตำแหน่ง ก็ล้มเลิกมันไปให้หมด บ้านอื่นหรือธรรมเนียมเดิมจะสืบสานกันอย่างไร มู่เถิงเสอล้วนเห็นต่าง เขาไม่ใคร่ใส่ใจนัก ขอเพียงในบ้านไม่มีเื่ให้ปวดหัวก็พอแล้ว
หลังแต่งกับมู่เถิงเสอ ชีวิตที่แสนอาภัพของเหยาหลันเฟิงก็เหมือนได้ตายแล้วเกิดใหม่ เพราะหลันเฟิงมีใบหน้าสวยโสภา รอยยิ้มแฉล้มแช่มช้อย ทั้งยังดึงดูดราวมีเวทมนตร์ ผู้ใดพบเห็นล้วนใจสั่นหวั่นไหวเข้าสู่ภวังค์
มู่เถิงเสอที่เกี้ยวพานสตรีมาแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งค่อนเมือง ยอมยกให้ภรรยาคนงามอย่างเหยาหลันเฟิง เป็สตรีที่งามล่มบ้านล่มเมือง งามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยยลโฉมหลันเฟิง นายหญิงสกุลเหยาสั่งห้ามมิให้หลันเฟิงออกนอกรั้วบ้าน อ้างว่าหวงบุตรสาวคนเล็กมากเกินไป แต่หารู้ไม่ว่าจนป่านนี้คนสกุลมู่ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าสะใภ้คนสวยอย่างเหยาหลันเฟิง เป็แค่คนที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น
ในทางกลับกันหากนายหญิงสกุลเหยาจับได้ว่า หลันเฟิงแอบหลบหนี หรือแม้แต่ชะโงกหน้าออกจากรั้วบ้าน ก็จะทุบตีให้หลาบจำ คงเพราะนายหญิงสกุลเหยากลัวลาภลอยก้อนโตอย่างหลันเฟิงจะหนีออกจากอุ้งมือกระมัง หาใช่ห่วงใยซะเมื่อไหร่
วันแล้ววันเล่า...
เหยาหลันเฟิงมีความสุขสมหวังได้ไม่เท่าไหร่ จู่ ๆ มู่เถิงเสอที่เคยหลงใหลนาง ก็ผันตัวไปให้ความสำคัญกับคุณหนูสกุลเจียว ที่ขึ้นเชื่อเื่เอาแต่ใจเป็ที่สุด ไม่เพียงเท่านั้นเจียวเสี่ยวผิง สตรีที่ร้ายกาจเช่นนางยังหน้าตาอับโชค ไม่ได้ต่างจากคางคกตัวหนึ่ง!