ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 บรรลุขั้นสัมผัสพลังลี้ลับ

            “เก่งนักก็ตามข้ามาสิ”

            รอบกายของตู้เซ่าฝู่มีประกายแสงสีทองอร่ามห่อหุ้มไว้จอมยุทธสาวน้อยคนนั้นมีสีหน้าตะลึงตาโตอ้าปากค้าง เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่กระโดดลงจากหน้าผาอันสูงชันทันใดนั้นเขาก็หายวับไปอยู่ใต้หมอกหนาที่อยู่ภายล่างช่องเขา

            จอมยุทธสาวคนนั้นช้าไปเพียงนิดเดียวคว้าตัวไว้ไม่ทัน ร่างบางๆ หยุดเท้าอยู่ที่เพียงปลายหน้าผานางโมโหจนกระทืบเท้าอย่างแรง ทว่าก็ไม่สามารถตามต่อไปได้ตีนเขาปลายสุดด้านล่างของหน้าผามองไม่เห็นปลายทาง ไม่มีที่ให้ยืนได้แถมยังมีหมอกหนาปกคลุมต่อให้เป็นอสูรที่เหาะเหินได้ก็ยากที่จะตามหาคนด้านล่างทะเลหมอกนั่น

            “ซู่ๆ!”

            มีเงาของคนกระโดดลงมาจากบนหลังของอสูรเหยี่ยวประกายเพลิงเป็นผู้เฒ่าอายุราวๆ ห้าสิบปี สวมชุดหลวมๆ สีเหลือง เขากล่าวว่า“เจ้าหนุ่มคนนี้รนหาที่ตายจริงๆผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภากระโดดลงหน้าผาไปเช่นนี้จะอย่างไรก็ตายแน่นอน และยังกินเห็ดหลินจือโลหิตทารกสดๆเช่นนั้นอีก เขาต้องถูกพิษมันตายแน่นอน ช่างไม่รักชีวิตของตนเองจริงๆ”

            “ท่านอาจารย์หวง ตามเขาลงไปได้หรือไม่?” จอมยุทธสาวนางนั้นมองลงไปทางใต้หน้าผาด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะเลือกกินเห็ดหลินจือโลหิตทารกแถมยังบ้าระห่ำจนขนาดกระโดดลงหน้าผาอีก การกระทำเช่นนี้คือการล้อเล่นกับชีวิตชัดๆเจ้าหนุ่มนั่นต้องบ้าไปแน่ๆ คนสติดีๆ ที่ไหนจะทำเช่นนี้ เพื่อเห็ดหลินจือโลหิตทารกกลับไม่สนชีวิตของตัวเองแล้ว

            ผู้เฒ่าชุดเหลืองคนนั้นส่ายศีรษะให้กับจอมยุทธสาวแล้วกล่าวว่า “องค์หญิงใหญ่ ด้านล่างหมอกหนาเกินไปต่อให้เป็นอสูรเหยี่ยวประกายเพลิงก็หาเจ้าหนุ่มคนนั้นไม่เจอหรอก แต่อย่างไรก็ตามเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นตายแน่นอนเสียดายเห็ดหลินจือโลหิตทารกจริงๆ”

            “พวกเราไปเถิด คนของสำนักยันต์ปราณ สำนักอสรพิษสวรรค์ และสำนักกระเงี้ยวนิลอยู่ในเทือกเขาอสุรกายนี้ทว่ากลับไม่พบยอดฝีมือนำกลุ่ม คิดว่าน่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นพวกเราหาวิธีสืบข่าวให้รู้เรื่องกันก่อน”

            ดังนั้นจอมยุทธสาวคนนี้เลยต้องจำใจปล่อยวางนางกระโดดขึ้นหลังของอสูรเหยี่ยวประกายเพลิง จากนั้นมันก็บินออกจากหน้าผาไป

            ภายใต้ซอกเขาใต้หน้าผาตู้เซ่าฝู่ตกจากที่สูงดิ่งลงพสุธาด้านล่างราวกับตกลงมาจากดาวดึงส์ชั้นเก้าพร้อมกับมีเศษหินมากมายตกโครมๆ ลงมาด้วย ร่างของเขากลิ้งตกลงมาราวกับก้อนเนื้อลูกกลมๆทั้งยังตัวกระแทกหินที่ยื่นออกมาข้างหน้าผา และหินที่ตกลงมาจากข้างบนหลายต่อหลายครั้ง

            เมื่อตู้เซ่าฝู่ตกลงมาถึงพื้นล่างสุดที่อยู่ใต้หน้าผาท่าทางราวกับไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมาย แต่ยังพอลุกขึ้นมายืนได้ทว่าหน้าและดวงตาสองข้างแดงก่ำ ร่างกายก็บวมราวกับจะระเบิดออกมาให้ได้

            ฉากในตอนนี้หากจอมยุทธสาวนางนั้นได้เห็นคงตะลึงตาโตอ้าปากค้างเด็กหนุ่มคนนี้กระโดดลงจากหน้าผาสูงชันขนาดนั้นกลับไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมายนี่ไม่น่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

            “อ๊าก!”

            ตู้เซ่าฝู่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทั้งร่างของเขาสั่นหวั่นราวกับจะระเบิด ตอนนี้เขารู้สึกว่ามีพลังบางอย่างกำลังพองตัวขยายราวกับสามารถดันให้ร่างของเขาจนแตกได้

            “เห็ดหลินจือโลหิตทารกมีฤทธิ์พลังของยาวิเศษมหาศาลเกินไปแล้ว”

            ตู้เซ่าฝู่รู้สาเหตุนี่เป็นเพราะการกินเห็ดหลินจือโลหิตทารกสดๆเห็ดหลินจือโลหิตทารกมีฤทธิ์พลังของยาวิเศษมากมายมหาศาลมีผลทำให้ร่างกายเขาจะระเบิด สร้างความเจ็บปวดอย่างสาหัสไปทั้งร่างร่างกายของเขาเอาแต่สั่นหงึกๆ

            “บ่มเพาะขนสีทอง!”

            ตู้เซ่าฝู่กัดฟันแบกรับความทรมานเขาต้องรีบบ่มเพาะดึงพลังอันมหาศาลของเห็ดหลินจือโลหิตทารกเข้าสู่เนื้อหนังมังสามิเช่นนั้นร่างของเขาจะต้องระเบิดไปทั้งในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่เป็นแน่ตามวิชาฝึกร่างของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง เขาต้องพุ่งชนกำแพงหินของหน้าผา การพุ่งชนเช่นนี้ทำให้บริเวณที่ใช้กระแทก เจ็บเสียดไปถึงขั้วหัวใจหลังจากเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็กลายเป็นความรู้สึกด้านชาไป

            “ไปต่อ!”

            ความเจ็บปวดเหนือเกินบรรยายทว่าตู้เซ่าฝู่ก็ไม่กล้าหยุด ยังคงกระโจนพุ่งชนกำแพงหินอย่างไม่หยุดยั้งเขาทำเหมือนว่าตัวเองไม่ใช่คน

            การกระแทกหลายต่อหลายครั้งทำให้เจ็บแสบทรมานไปทั่วร่างแต่ละครั้งที่กระแทกพลังของเห็ดหลินจือโลหิตทารก ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพลังที่ดูดซึมได้อย่างรวดเร็วฤทธิ์พลังทั้งหมดถูกส่งไปที่เนื้อหนังที่ปกคลุมอวัยวะภายใน ทุกๆเสี้ยวของพลังถูกหลอมรวมกับกล้ามเนื้อและผิวหนังแม้ความเจ็บปวดจะทรมานจนเกือบทนไม่ไหวแต่ตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกได้ว่าร่างของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้น...

            ใต้หน้าผาณ ด้านบนแท่นหินยักษ์แท่นหนึ่ง มีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวหนึ่งที่แอบอยู่ลับๆกำลังจับตามองดูตู้เซ่าฝู่ ในแววตาของมันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสงสัย

            “อ๊าก...”

            แต่ละครั้งที่พุ่งชนตู้เซ่าฝู่จะร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเขาปวดแสบปวดร้อนจนหน้าบูดและใบหน้าบิดเบี้ยวบริเวณนั้นจึงมีเสียงกระแทกอย่างรุนแรงปึงๆกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของคนก้องกังวานอยู่ไม่ขาดสายดีที่อยู่ในช่องใต้หน้าผาจึงไม่น่ามีใครเห็นหรือได้ยิน

            เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานถึงสามวันสามคืนเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดนั้นจึงค่อยๆ สงบลง

            ใต้หน้าผามีกองเศษหินสุมจนเป็นกองพะเนินเท่ากับเนินเขาเล็กๆหินแผ่นใหญ่บริเวณนั้นถูกกระแทกจนเกิดฝุ่นจับตัวหนา ตู้เซ่าฝู่นอนแผ่อยู่บนกองเศษหินทั้งร่างมีรอยจ้ำบวมฟกช้ำจนเกิดสีเขียวเป็นดวงๆ ทั่วร่าง ร่างกายของเขาถึงขีดสุดแล้วไม่มีแรงหลงเหลือได้แต่นอนเป็นอัมพาตเช่นนี้ไป

            “ไม่ได้ ยังจะล้มไม่ได้ ยังมีฤทธิ์ยาหลงเหลือให้ฝึกต่อ”

            ตู้เซ่าฝู่ตะเกียกตะกายปีนขึ้นมาจากนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองหินฤทธิ์ยาของเห็ดหลินจือโลหิตทารกในร่างส่วนใหญ่ดูดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อหนังในร่างเขาแล้วทว่ายังคงมีพลังฤทธิ์ยาอีกมหาศาลค้างอยู่ในร่างกายของเขา

            ตามการฝึกฌานของวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองตู้เซ่าฝู่บ่มเพาะให้พลังฤทธิ์ยาของเห็ดหลินจือโลหิตทารกที่เหลืออยู่กลายเป็นพลังปราณและดูดซึมเข้าไปในจุดชีพจรเสินเชวี่ย เขากำลังเริ่มบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมพลังปราณ

            ตู้เซ่าฝู่นั่งอยู่บนกองเศษหินรอบกายของตู้เซ่าฝู่เกิดประกายแสงสีทองอ่อนๆ ห่อหุ้ม และพลังปราณไหลเวียนทั่วร่างจากนั้นก็มีพลังงานมากมายเคลื่อนไหวพุ่งเข้าออกจากร่างของตู้เซ่าฝู่ไม่หยุดเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา ดูแล้วช่างน่าพิศวง

            ตู้เซ่าฝู่คิดว่าโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษของบ้านสกุลตู้ช่วยพัฒนาทำให้สภาพร่างกายของเขาแข็งแรงยิ่งขึ้นเส้นลมปราณและจุดชีพจรต่างๆ ในร่างของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป

            ทว่าหลังจากฝึกวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแล้วสภาพร่างกายเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นดั่งร่างของอสูรเส้นลมปราณและจุดชีพจรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นพลังปราณพัฒนาให้มีอานุภาพรุนแรงและมีปริมาณมากขึ้นจุดชีพจรเสินเชวี่ยยังสั่งสมปราณได้มากกว่าคนอื่นมากมาย

            หลังจากบ่มเพาะพลังฤทธิ์ยาของเห็ดหลินจือโลหิตทารกในร่างกายพลังปราณมากมายก็พุ่งเข้าสู่จุดชีพจรเสินเชวี่ยพลังปราณที่อยู่ในจุดชีพจรเสินเชวี่ยของตู้เซ่าฝู่ เพิ่มขยายขึ้นอย่างรวดเร็วไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน พลังปราณของในจุดชีพจรเสินเชวี่ยก็เพิ่มขึ้นถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

            ในขณะนี้ฝ่ามือตั้งท่ารวบรวมพลังของตู้เซ่าฝู่เปลี่ยนไปแสงสีทองรอบกายของเขาเกิดเป็นเสียงดังกังวานและทันใดนั้นแสงนั้นก็กลายเป็นแสงเจิดจ้าสีทองอร่ามพร้อมกับมีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมาสุดท้ายเกิดเป็นเงาของเหยี่ยวยักษ์สีทองตัวอยู่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเขา

            บริเวณแห่งหนึ่งบนแท่นหินยักษ์บนหน้าผามีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวหนึ่งเห็นร่างเงาของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองร่างของมันก็สั่นด้วยความหวาดกลัว

            “ปึง!”

            เกิดเสียงดังก้องเบาๆออกมาจากจุดชีพจรเสินเชวี่ยอักษรยันต์ด้านหลังตู้เซ่าฝู่ก่อตัวเป็นร่างเงาของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองจากนั้นอักษรนั้นก็เรียงตัวใหม่ไหลเข้าไปสู่ในร่างของเขาสุดท้ายแสงสีทองอร่ามก็ค่อยๆ จางหายไป

            “ฟู่!”

            เมื่อบริเวณนั้นทุกอย่างเงียบสงัดตู้เซ่าฝู่ก็เป่าปราณโสมมในร่างกายออกมา ดวงตาสองข้างเปิดออกทันใดดวงตาของเขาดูสุกใสเป็นประกายมีแสงทองอ่อนๆลมปราณที่ออกมายาวนานและให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่ง

            “ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับ”

            ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ถึงพลังในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงเขาปีติยิ้มออกมาอย่างพอใจความเหนื่อยล้าและบอบช้ำอย่างแสนสาหัสก่อนหน้าได้หายไปแล้ว ใบหน้าของเขาดูสดชื่นท่าทางกระปรี้กระเปร่านึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะสามารถทำให้ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสร้างรากฐาน กลายเป็นขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับได้

            ทันใดนั้นเองตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง ร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิลุกขึ้น เขาเงยหน้าและมองอย่างระแวดระวัง

            “โฮก!”

            เสียงคำรามสนั่นราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นมาบนหน้าผา มีอสูรเสือยักษ์ตัวหนึ่งขนาดราวๆ ยี่สิบจั้งกำลังสยายปีกบินว่อนลงมาเมื่อมันกระพือปีกทำให้เกิดลมพายุกระแทกหินที่หน้าผาแตกเป็นเศษ

            “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลน”

            ตู้เซ่าฝู่มีสีหน้าตกใจอสูรเสือยักษ์ที่ปรากฏตัวคืออสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่คิดจะแย่งชิงเห็ดหลินจือโลหิตทารกที่ช่องเขาจิตพิภพกับเขานึกไม่ถึงว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนจะมาปรากฏตัวที่นี่

            “โฮก!”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเก็บปีกของมันและเข้าไปยืนข้างหน้าตู้เซ่าฝู่เขารู้สึกประหลาดใจ เมื่อมันหันหน้ามามองตู้เซ่าฝู่แววตาที่ดุดันของมันก็กลายเป็นแววตาที่อ่อนโยนเป็นมิตรในทันใด ดูแล้วไร้พิษสงมันร้องออกมาเบาๆ ราวกับว่าอยากพูดอะไร

            ตู้เซ่าฝู่ตะลึงงงงวยเขารับรู้ได้ว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่ดุร้ายผิดแปลกจากปกติ ขณะนี้ดูไม่มีพิษไม่มีภัยราวกับว่ามันกำลังแสดงออกถึงความนบนอบของมันที่มีต่อเขา

            “เจ้าอยากตามข้ามาหรือ?” ตู้เซ่าฝู่พยายามเก็บความสงสัยประแปลกใจไว้ในใจเพื่อจะสำรวจท่าทีจึงลองพูดคุยอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่มาปรากฏตัวต่อหน้า

            “โฮก!”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร้องตอบเบาๆและผงกหัว ราวกับว่ามันสามารถเข้าใจคำพูดของตู้เซ่าฝู่

            “เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือ?”

            ตู้เซ่าฝู่ตกใจมากในแนวเขาอสุรกายอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคืออสูรที่จัดอยู่ในขั้นราชาอสูรแล้วสูงพอถึงระดับที่สามารถรับรู้ทางจิตได้ ได้ยินว่าอสูรที่แข็งแกร่งมากจะสามารถรับรู้ทางจิตได้จึงเข้าใจคำพูดของมนุษย์อสูรที่แข็งแกร่งมากกว่าขั้นนั้นยังสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย

            ตู้เซ่าฝู่ยังเคยได้ยินตำนานเรื่องหนึ่งหากอสูรร้ายฝึกฌานบรรลุถึงระดับหนึ่ง จะสามารถพัฒนาตัวเองเป็นมารได้และสุดท้ายจะสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ เพียงแต่อสูรที่กลายร่างเป็นมารและแปลงร่างเป็นคนได้นั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เรื่องในตำนาน

            “โฮก!”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนหยักหน้าอีกครั้งมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสายตาเคารพนบนอบ แววตาเสือที่ดุร้ายกลายเป็นแววตาที่เชื่อและใจดี

            “ถ้าอย่างนั้น เจ้าอยู่ในระดับขั้นชีพจรประสานวิญญาณแล้วหรือ?”

            ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจและรู้สึกตื่นเต้นมากอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้ถึงระดับขั้นที่สามารถสื่อจิตได้อสูรที่สามารถรับรู้ทางจิตได้อย่างน้อยก็ต้องเป็นอสูรที่อยู่ในขั้นชีพจรประสานวิญญาณแล้วอสูรที่อยู่ในขั้นชีพจรประสานวิญญาณ ผู้ฝึกฌานที่อยู่ในระดับฌานขั้นเดียวกับมันยังไม่สามารถเอาชนะได้เลยและในเมืองสือเฉิงยังไม่มีจอมยุทธคนใดที่มีฌานถึงขั้นชีพจรประสานวิญญาณเลยสำหรับยอดฝีมือหลายคนแล้ว ขั้นชีพจรประสานวิญญาณเป็นขั้นที่สูงเกินกว่าจะไปได้ถึง

            “โฮก!”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนพยักหน้าอีกครั้งเป็นการตอบว่ามันอยู่ในขั้นชีพจรประสานวิญญาณแล้ว

            “อึก!”

            ตู้เซ่าฝู่กลืนน้ำลายเป็นเสียงอึกๆราชาอสูรที่อยู่ขั้นชีพจรประสานวิญญาณปรากฏต่อหน้าตนเองเพื่อมาสวามิภักดิ์ให้กับตนหรือว่าพลังปราณและวรยุทธของเขาสูงส่งจนทำให้อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนยอมก้มหัวให้เขาเลยหรือ