ตอนที่ 2 ชายขี้เหงากับเกมของเค้า
ณ บริษัทแห่งหนึ่งในย่านรังสิตแม้ว่าจะเป็เวลาถึงตี 2 แล้วแต่ก็ยังมีชายคนหนึ่งนั่งทำงานอยู่ภายในห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆจากโคมไฟตั้งโต๊ะเพียงเท่านั้นชายคนนี้รูปร่างแลดูซูบผอม สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเ ไว้ผมทรงวินเทจมีเคราเล็กน้อย หน้าตาดูซีดเซียวไร้ชีวิตชีวาหากมีใครมาเห็นเขาคงมองว่าเหมือนลุงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีเป็แน่บริเวณโต๊ะทำงานของเขาเต็มไปด้วยกองเอกสารมากมาย
“เห้อ-------- ทำไมเราถึงต้องเป็แบบนี้ตลอดเลยนะแค่พูดปฏิเสธไปก็ได้แท้ๆ”
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แ่เบาขนาดที่เสียงแมลงมือที่ัักับแป้นคีย์บอร์ดยังดังเสียกว่า
ก่อนหน้านี้ 8 ชั่วโมง
“ ขอโทษนะครับคุณริน คุณช่วยงานผมชิ้นนึงได้มั้ยครับ พรุ่งนี้เส้นตายส่งงานลูกค้าแล้วน่ะครับ
ผมยังต้องรับผิดชอบการเขียนแบบตึกสกายทรีกับประมาณราคาวัสดุอยู่เลยครับ ”
ชายคนหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็พนักงานวัยรุ่นที่มองภายนอกแล้วรู้ได้เลยว่าอายุไม่ถึง25 ปีแน่ๆ เขากำลังฝากงานของตัวเองให้กับพนักงานรุ่นพี่ของเขา
“เอ่อ…..คะ….คือ……..ว---”
“ฝากด้วยนะครับ”
ไม่ทันที่รินจะกล่าวได้จบประโยคพนักงานหนุ่มรีบตัดจบการสนทนาแล้วเดินออกไปทันที
“ เอ๊ะ ดะ เดี๋ยว……… ”
รินพยายามส่งเสียงเรียกแต่มันก็สายไปเสียแล้ว
“ ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ”
เสียงอะไรบางอย่างกระทบกับโต๊ะทำงานดังขึ้นมา 3 ครั้ง รินรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
“ เอ่อ…คุณรินรบกวนของชั้นด้วยนะคะ ”
“ ของผมด้วยครับ ”
“ ของชั้นด้วยค่ะ ”
เสียงขอร้องปนบังคับสามเสียงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเข้าขาประดุจดั่งแก๊งสามช่าก็มิปาน
“ ขอตัวก่อนนะ ครับ/คะ ”
พวกเค้ารีบจบประโยค โดยที่ไม่ยอมให้รินได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ
“ หะ เห้ ……..พวกนาย ”
กว่าที่รินจะเอ่ยปากพูดออกมามันก็สายไปเสียแล้ว
“ อีกแล้วเหรอเนี่ย ครั้งที่เท่าไรแล้วนะ เกือบร้อยได้แล้วมั้ง หะ หะหะ ”
รินทำได้แต่เพียงหัวเราะแห้งกับสิ่งที่ได้พบเจอมา
หลังจากนั้นราว 8 ชั่วโมงกว่าๆ
“ เห้อ------- เสร็จสักที รู้สึกเหนื่อยขึ้นเป็สามเท่าเลยแฮะไปหาอะไรกินสักหน่อยดีกว่า. ”
หลังจากนั้นเขาก็ทำการเก็บเอกสารใส่กระเป๋า ปิดคอมพิวเตอร์ปิดโคมไฟและเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างเฉื่อยชาระหว่างทางเดินออกจากบริษัทมียามทักทายเขา รินก็ทำเพียงพยักหน้าให้เท่านั้นเขาเดินมาจนถึงร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่งที่เปิดยันโต้รุ่ง
“ ยินดีต้อนรับค่ะ คุณลูกค้าจะรับอะไรดีคะ ”
สาวเสิร์ฟกล่าวต้อนรับและนำทางไปที่โต๊ะพร้อมกับยื่นเมนูอาหารให้กับเขา
“ เอ่อ….. เอา เป็ ข้าวผัดปูกับน้ำเปล่าละกันครับ ”
รินบอกแก่พนักงานสาวด้วยท่าทีเก้ๆกังๆ
“โอเคค่ะ ข้าวผัดปูกับน้ำเปล่าสำหรับ 1ที่นะคะ “
พนักงานตอบกลับพร้อมรอยยิ้มและจากนั้นเธอก็เดินเข้าไปส่งรายการอาหารให้เ้าของร้าน
ร้านนี้เป็ร้านเล็กๆ ที่มีพนักงานต้อนรับแค่สองคนมีเ้าของร้านเป็พ่อครัวและมีผู้ช่วยอีก1คน
หลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาทีพนักงานเดินออกมาจากครัวพร้อมกับข้าวผัดปูและน้ำเปล่ามาในถาดเดียวกันพนักงานเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของชิงหง เธอพบว่าเขากำลังฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ
“ เอ่อ….คุณลูกค้าคะ อาหารได้แล้วค่ะ ”
พนักงานสาวสะกิดชิงหงและส่งเสียงเรียกเพื่อปลุกเค้าที่กำลังฟุบหลับอยู่
“ คุณลูกค้าคะ…..คุณลูกค้า! “
หลังจากสะกิดและเรียกไปร่วมสิบวินาที ยังไม่มีการตอบสนองพนักงานจึงเริ่มสะกิดแรงขึ้นและเรียกเขาด้วยสียงที่ดังขึ้น
“เชฟคะ มานี่หน่อยค่ะ ลูกค้าคนนี้เรียกเท่าไรก็ไม่ได้สติเลยค่ะนี่เขาเป็อะไรรึเปล่าคะ”
“ ห๊ะ จริงเหรอ เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า ”
หลังจากที่ได้ยินพนักงานสาวเรียก เ้าของร้านก็มาดูอาการแล้วบอกให้เรียกรถพยาบาลทันที
หลังจากนั้นไม่นานนักรถพยาบาลก็มาถึง…….
หวี๊…..หว่อ…..หวี๊……หว่อ
เช้าวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระทบลงบนสายน้ำเกลือของชายคนหนึ่ง
ที่ขณะนี้นอนสลบไสลไร้สติ ใช่แล้วเค้าคือชิงหงนั่นเอง ไม่นานนักแสงแดดเลื่อนผ่านมาสบกับเปลือกตาของเขาด้วยความแยงตาเขาค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
“หืม”
“แสบตาจัง”
“กี่โมงแล้วเนี่ย ต้องรีบเตรียมตัวไปทำงานแล้ว”
รินพึมพำกับตัวเองอย่างงัวเงียดังเช่นคนพึ่งตื่นทั่วไป
“ ตื่นแล้วเหรอคะ ”
มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยถามเค้า
“ เอ๊ะ คุณคือ….. ”
ดวงตาที่สลึมสลือของรินค่อยๆชัดเจนขึ้นทีละน้อยเมื่อเขามองไปยังผู้หญิงเ้าของต้นเสียง
เขาพบว่าเธอเป็ผู้หญิงวัยทำงานคนหนึ่งใส่ชุดขาว ที่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเธอคือ
“ พยาบาล….เหรอครับ ”
หลังจากได้ยินคำพูดของริน พยาบาลสาวไม่แสดงทีท่าแปลกใจอะไรคงมาจากการที่เธอเคยพบเจอคนที่สติเลอะเลือนเนื่องด้วยสาเหตุต่างๆมาแล้วมากมาย
“ว่าแต่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเหรอครับ”
รินถามด้วยความงงงวย
“พนักงานของร้านอาหารที่คุณไปเมื่อคืนเห็นว่าอยู่ดีๆคุณก็สลบไปเลยโทรเรียกรถพยาบาลให้คุณน่ะค่ะ”
“ผมเป็อะไรเหรอครับ”
รินถามอย่างร้อนใจ
“จากการวินิจฉัยของคุณหมอพบว่าคุณเป็โรคคาโรชิ หรือโรคบ้างานน่ะค่ะ”
“ตอนนี้อาการยังไม่ถึงขั้นรุนแรงมากถึงขั้นมีปัญหาทางจิตหรือมีโรคแทรกซ้อนแต่ก็ร่างกายก็ทรุดโทรมจากการทำงานหนัก ขาดการออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เพียงพอคุณหมอแนะนำให้คุณหยุดงานสัก 1 อาทิตย์เป็อย่างน้อยค่ะไม่งั้นอาจเป็อัตรายต่อร่างกายของคุณได้นะคะ”
“ ห๊ะ หยุดงาน แถมตั้งอาทิตย์นึง ”
รินอุทานอย่างร้อนใจ
[มีหวังได้ตกงานกันพอดีน่ะสิ เศรษฐกิจยิ่งไม่ค่อยจะดีอยู่ด้วย่นี้บริษัทก็ไล่พนักงานออกเป็ว่าเล่นเลยด้วยอย่างน้อยค่ารักษาก็ยังใช้สวัสดิการพนักงานได้อยู่]
รินบ่นพึมพำอยู่ในใจ
“เอ่อ….มีทางที่จะช่วยให้ผมหายเร็วกว่านี้ได้มั้ยครับ”
“ไม่มีค่ะ”
[สั้น แต่ได้ใจความ]
รินแอบนับถืออยู่ในใจ พร้อมกับน้ำตาที่เหมือนจะไหลแต่มันก็ไม่ออกมา
“ตอนนี้ก็พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ อีก 2-3 วันก็กลับบ้านได้แล้วค่ะ แต่ว่าห้ามทำงานนะคะ ”
คุณพยาบาลหันมากำชับจากนั้นก็เดินออกจากห้องไป
“เห้อ จะเป็ยังไงล่ะทีนี้”
หลังจากนั้น 2 วันก็มีคนเอาจนหมายมาให้ริน ตามที่เขาคิดไม่มีผิด เนื้อหาในจดหมายระบุอย่างชัดเจนว่า่นี้เศรษฐกิจไม่ดี จำเป็ต้องคัดคนที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพออกไปนี่ขนาดเขาขาดงานแค่ 2 วันก็โดนไล่ออกเสียแล้ว
“อย่างที่คิดเลยแฮะ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้”
“ยังไงวันนี้ก็กลับบ้านได้แล้วกลับไปแล้วค่อยคิดว่าจะเอายังไงต่อดีกว่า”
หลังจากที่เขาจัดการเื่ค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินทางกลับทันทีในระหว่างทางเขาก็ได้ยินเสียงเชิญชวนจากพนักงานร้านขายข้าวกล่องแห่งหนึ่ง
“ เห้ เห้ พี่ชายตรงนั้นนะ สนใจซื้อข้าวกล่องของเรามั้ยครับ ซื้อ 2 กล่องมีสิทธได้เสี่ยงโชค1 ครั้งเลยนะครับ 2 กล่อง 100บาท เท่านั้น เรามีรางวัลใหญ่เป็ถึงTV LED4K แล้วก็เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ล่าสุดที่พึ่งวางจำหน่ายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วด้วยนะพี่ชาย ”
พนักงานชายโฆษณาชวนเชื่อเหมือนกับของรางวัลนั้นได้มาง่ายนักล่ะ
“หืมข้าวกล่องเหรอ หิวพอดีด้วยสิ ไม่ได้หวังอะไรกับรางวัลหรอกนะ”
รินจ่ายเงินและรับข้าวกล่องมาเรียบร้อยจากนั้นก็เห็นพนักงานเอารูเล็ตออกมาให้หมุน
ลักษณะของรูเล็ตนั้นมีลักษณะเป็วงล้อ มีคันโยกสำหรับใช้หมุนเหมือนที่มีให้เห็นตามรายการทีวีญี่ปุ่นที่พอหมุนแล้วจะมีลูกแก้วสีต่างๆออกมานั่นเอง
“เชิญหมุนได้เลยครับคุณลูกค้า”
หลังจานนั้นผมก็ลงมือหมุนรูเล็ตทันที
แกร๊ก
แกร๊ก
ตุบ
“ โอ้วววว”
“ โอ้วววว”
ผมและพนักงานอุทานอย่างพร้อมเพียงกัน
ใช่แล้วลูกที่ออกมานั้นมีสีสันโดดเด่น แสงทองอร่ามยามพบเห็นก็รู้ได้เลยว่าลูกนี้มันต้องได้ของดีแน่นอน
เกร๊ง !
เกร๊ง !
เกร๊ง !
“ยินดีด้วยครับ คุณลูกค้าได้รับรางวัลที่ 1 เป็เครื่องเล่นเกมรุ่นล่าสุดยินดีด้วยครับ”
พนักงานสั่นกระดิ่งและพูดแสดงความยินดีด้วยท่าทีที่เหมือนจะไม่ยินดีนักจากนั้นก็ทำการมอบรางวัลให้แก่รินทันที
“หืม ในความโชคร้าย ก็เหมือนจะมีโชคดีแฝงมาด้วยแฮะ”
“ ว่าแต่ เกมงั้นเหรอ”
“ไม่ได้เล่นมากี่ปีแล้วนะ เป็เกมแนวไหนกันล่ะเนี่ย ”
“หน้ากล่องบอกว่าเป็เกมพร้อมเครื่องเล่นในตัวงั้นเหรอ สะดวกดีแฮะ”
“ ชื่อเกม Fraction of War เศษเสี้ยวแห่งาเหรอ ”
“น่าสนใจดีเหมือนกันแฮะ”