ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 223 เข้าหุบเขา

        สำหรับคนทั้งสองแน่นอนว่านี่คือการต่อสู้ถึงตายจะมีเพียงผู้เดียวที่รอด และอีกคนที่ต้องตาย

         

        ห่างออกไปหลายพันจั้งมีบุรุษนอนจมกองเลือดอยู่ แขนทั้งสองของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลโดยเฉพาะฝ่ามือขวาที่บิดเบี้ยวไม่เป็นรูป เขาบาดเจ็บอย่างหนักแม้แต่ในเวลานี้ก็ยังสำรอกโลหิตไม่หาย ชายผู้นี้ก็คือ...

         

        หนิงเฟยหลง!

         

        สายตาของเขาจ้องมองไปยังที่ห่างไกลอีกฝากเขาสัมผัสได้อย่างเลือนราง ที่ตรงนั้นมีศัตรูของเขาที่หายใจรวยรินอยู่ที่นั่นทว่าสำหรับมันแย่ยิ่งกว่าเขาเสียอีก

         

        ใครจะรู้ว่าก่อนที่หมัดและฝ่ามือจะปะทะกันสายฟ้าเลือกลงมาฟาดใส่เจ้ายักษ์นั่นเสียก่อนไม่เช่นนั้นหนิงเฟยหลงอาจจะต้องตายภายใต้หมัดอันทรงพลังนั่นก็เป็นได้เขามีสายตาที่ซับซ้อน คาดว่าคาชินเองก็คงรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดสิ่งนี้ขึ้นไม่อย่างนั้นทำไมมันต้องปกปิดไว้ด้วยควรใช้มันสังหารเขาตั้งแต่แรกแล้ว

         

        “วิชาหมัดราชันย์ปีศาจช่างน่าสะพรึงนักเกรงว่าแม้แต่วิชาทลายบรรพตก็ไม่อาจเทียบมันได้” เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะค่อยๆพยุงตนเองลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ปรับสมดุลร่างกายและลมปราณ ตบเม็ดยาฟื้นฟูเข้าไปมันเป็นเม็ดยาฟื้นฟูระดับสามเขาได้รับมันมาจากถุงสมบัติของท่านหญิงน้ำค้างแห่งหมอกคิดว่าจะเก็บเอาไว้ศึกษาไม่คาดว่าจะได้ใช้เร็วถึงเพียงนี้

         

        หากผู้อื่นรู้เข้าว่าเขามีเม็ดยาระดับสามอยู่ชีวิตน้อยๆของเขาคงอยู่ไม่เป็นสุขแน่แม้แต่ผู้อาวุโสยอดสำนักยังมีโอสถระดับสามติดตัวไม่กี่สิบเม็ดเท่านั้นมันมีมูลค่าเกินกว่าจะคาดเดาแม้แต่ในสำนักเทพโอสถอาจารย์หลอมโอสถระดับสามก็นับว่าหายากในโลกนี้มีอาจารย์หลอมโอสถเพียงห้าระดับเท่านั้นอาจารย์หลอมโอสถระดับสามจึงนับเป็นผู้สูงส่งและมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง หาตัวจับยาก

         

        สิ่งของล้ำค่ามักถูกใช้ไปอย่างง่ายดายเม็ดยานี้มีทั้งหมดห้าเม็ด เขาใช้ไปแล้วหนึ่งเม็ดหากไม่จำเป็นเขาตัดสินใจจะไม่ใช้มันเลยสักเม็ดการใช้มันก็เท่ากับทำให้ใจของเขาปวดร้าย นี่มันคือเม็ดยาระดับสาม ระดับสามเชียว!

         

        ไม่นานนักความเจ็บปวดก็ลดน้อยลงและค่อยๆหายไป เฟิงเหลย โต่วเยี่ยนฉวี่จึงค่อยปรากฏตัว ส่วนคนที่กล้าฉกฉวยผลประโยชน์จากเขาเดินเท้าเข้าหุบเขากันไปหมดแล้ว

         

        นั่นทำให้ดวงตาเขาฉายไอสังหารอย่างปิดไม่มิด“หลวนซาน...”

         

        ...

         

        เวลาผ่านไปสี่ชั่วยามหนิงเฟยหลงฟื้นสังขารได้เกือบเป็นปกติเหลือเพียงแต่ฝ่ามือขวาที่ผิดรูปร่างไปจำเป็นต้องให้หน่วยโอสถรักษาไม่อาจรักษาเองได้ เว้นแต่มียาวิเศษที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ในครอบครอง

         

        แต่ที่ทำให้เขาตื่นเต้นยินดียิ่งคือการทะยานของระดับพลังยุทธ์จากขั้นเก้าเข้าสู่ครึ่งก้าวขอบเขตแดนพิภพ!

         

        มากไปกว่านั้นร่างกายของเขาก็ยังแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมจนรู้สึกได้ว่าเพียงหมัดลุ่นๆ ก็สามารถจัดการกับแก่นแท้พลังสูงสุดได้!

         

        มันเป็นผลมาจากการดูดซับพลังหยวนมากมายนอกจากมันจะมุ่งหน้าไปยังจุดตันเถียนแล้ว คลื่นพลังบางส่วนก็แทรกซึมไปยังผิวหนังกล้ามเนื้อของเขาทำให้แข็งแกร่งทนทาน ยากจะทำลายร่างกายที่แปลกประหลาดนี้ของเขาได้

         

        ผู้เข้ารับการทดสอบส่วนใหญ่เข้าไปในหุบเขากันหมดแล้วมีบางส่วนที่หลงเหลือกระจัดกระจายอยู่ภายนอกเท่านั้นการประลองก็คงจะเริ่มอีกในไม่ช้า สามสหายจึงไม่อาจรั้งรอชักช้าได้พวกเขาอาจจะไปไม่ทันเวลา จึงมุ่งหน้าเข้าไปในหุบเขาอย่างไม่ลังเล

         

        ด้านในหุบเขาเต็มไปด้วยคริสตัลแปลกประหลาดมากมายส่องแสงสีเรืองรองสะดุดตาพื้นดินล้วนเป็นหิมะหนาเดินจมลึกไปถึงครึ่งหน้าแข้ง อากาศข้างในหนาวเย็นกว่าข้างนอกนักทำให้เขาหวนระลึกไปถึงการทดสอบในถ้ำท่านหญิงน้ำค้างแห่งหมอกโดยเฉพาะหมอกนั่นที่หนาวเย็นเกินจะทานทน

         

        ต้นไม้ใบหญ้าที่นี่ล้วนถูกกลบฝังไปด้วยหิมะสีขาวเขามองดูผู้คนมากมายต่างนั่งลงหมดเรี่ยวแรง ตามตัวมีบาดแผลมากมายไม่มีใครเลยที่ไม่มีบาดแผลประดับกาย หากแต่ที่สะดุดตาเขาที่สุดคงไม่พ้นคนกลุ่มใหญ่

         

        กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ใช่ใครที่ไหนมันคือคนของหลวนซาน บาดแผลที่พวกมันได้รับนั้นน้อยมากจนน่าอิจฉาสมาชิกทุกคนก็ต่างดูมีเรี่ยวแรงดีกันทั้งหมด โดยเฉพาะใบหน้าเอิบอิ่มของหลวนซานนั่นทำให้เขาหมั่นไส้จนเกือบจะระเบิดโทสะ

         

        คนผู้นี้ช่างน่ารังเกียจ!

         

        เขาไม่ลืมเรื่องการซุ่มดูที่ไร้การช่วยเหลือของหลวนซานแน่นอนและยิ่งภาพที่เห็นตอนนี้ก็ทำให้เขากระจ่างแจ้ง หลวนซานยืนสนทนาเจียงเหม่ยหลินและหลู่เหวินอย่างเป็นกันเอง ดูเหมือนว่าเขาจะตกอยู่ในแผนการร้ายของคนทั้งสามตั้งแต่แรก

         

        ใบหน้าของเขามืดมนเล็กน้อยก่อนจะผ่อนสีหน้ากลับมาเรียบเฉยจนดูเย็นชา “ช่างเถอะอย่างน้อยก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด”

         

        เขาตัดสินใจจะปล่อยเรื่องนี้ไปชั่วคราวคนของหลวนซานมีมากกว่ายิ่งร่วมมือกับเจียงเหม่ยหลิน เขายิ่งลำบากเขาไม่กังวลหลู่เหวินแม้แต่น้อย คนเช่นนี้ดีแต่ปากเสียเวลาจะไปมีเรื่องด้วยหนิงเฟยหลงเก็บความแค้นนี้ไว้ในใจ เขาจำต้องคิดถึงพรรคพวกที่ติดตามมาหากเกิดการตะลุมบอนฝ่ายของเขาจะเสียเปรียบอย่างมาก

         

        เขานำสหายไปยังส่วนลึกของหุบเขาเพื่อนรายงานตัวขณะนั้นเองหลวนซานก็เหลือบมองมาเห็นทันที ใบหน้าของมันดูตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดไม่เพียงเท่านั้นเจียงเหม่ยหลิน หลู่เหวินก็ดวงตาเบิกกว้าง

         

        มันรอดมาได้!

         

        คำเหล่าเกิดขึ้นในใจของพวกมันราวกับว่าเห็นผีในตอนกลางวัน!

         

        หลวนซานรีบสงบสติมันเดินเข้ามาหาหนิงเฟยหลงอย่างไว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดูเป็นมิตรอย่างยิ่งแต่สำหรับหนิงเฟยหลงนี่คือรอยยิ้มที่เสแสร้ง ใบหน้าของเขาเย็นชาดุจเดิมหันมามองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาด้วยนัยน์ตาที่ว่างเปล่าแฝงไปด้วยไอเย็นเยียบ!

         

        หลวนซานประสานมือทักทายแต่ก็รู้สึกว่าบางสิ่งไม่ถูกต้อง คนทั้งสามเย็นชากับมันมากเกินไป ราวกับรู้ว่า...

         

        ‘หือ?พวกมันรู้แล้ว?’

         

        ใจหลวนซานเต้นระส่ำใบหน้ามันซีดขาวเล็กน้อยรอยยิ้มที่เสแสร้งก็ดูเจื่อนไปในทันทีที่สบตากับหนิงเฟยหลง มันก็สั่นสะท้านในใจบรรยากาศนี้ไม่ถูกต้องอย่างแท้จริง มันรีบถอยร่นกลับไปยังกลุ่มอย่างรวดเร็ว

 

        แต่ทันใดนั้นหนิงเฟยหลงก็คว้ามือออกไปอย่างง่ายๆคลื่นหยวนก็รวมเป็นมือหยวนคว้าหลวนซานเอาไว้ หลวนซานแผดเสียงร้อง

         

        “ช่วยข้าด้วย!”

         

        คนในกลุ่มก็พุ่งพรวดเข้ามาหวังจะช่วยเจียงเหม่ยหลินเองก็เช่นกัน แต่หนิงเฟยหลงเร็วเกินไปเมื่อคว้าตัวมาได้ก็ดึงกลับมา

         

        บรรยากาศทั่วบริเวณก็ตรึงเครียดในทันทีในที่สุดพวกมันก็กลายเป็นจุดสนใจ

         

        “สหายข้าทำสิ่งใดให้เจ้าแค้นเคืองกันเจ้าถึงทำร้ายข้าเช่นนี้?” หลวนซานรีบตะโกนถามใบหน้าของมันเหลอหลาอย่างสิ้นเชิง

         

        หนิงเฟยหลงแค่นเสียงเย็นจากนั้นก็ตวัดกระบี่ฟัน ‘ฉับ!’ หลวนซานดวงตาเบิกโพลงแทบสิ้นสติ แขนข้างขวาของมันหลุดร่วงลงที่พื้นเลือดกระฉูดสาดกระเซ็น

         

        “กระบี่เร็วมาก”ใบหน้าหลายคนเปลี่ยนไปในทันที

         

        เจียงเหม่ยหลินที่พุ่งตัวมาก็ชะงักค้างนางไม่เคยเห็นชายหนุ่มในมุมนี้มาก่อนก็ทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะส่วนหลู่เหวินนั้นหอบหายใจถี่

         

        ไม่มีใครกล้าเข้ามาอีกนี่คือคำเตือน!

         

        น้ำเสียงที่เย็นชาก็ดังตามมาติดๆ“วันนี้ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า เจ้าทำสิ่งใดล้วนรู้แก่ใจดีแขนข้างนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้า ต่อไปอย่ามาให้ข้าเห็นหน้า ไสหัวไป!”

         

        หากไม่ใช่ว่าคนของหลวนซานมีเยอะกว่าเขาต้องฆ่ามันแน่ๆเจียงเหม่ยหลินก็คงไม่อยู่เฉยๆ เพียงเพราะการลงมือที่เด็ดขาดของเขาเพื่อเตือนไม่ใช่เพื่อสังหาร เจียงเหม่ยหลินจึงไม่กล้าลงมือพละการ ครั้งนี้มันรอดตัวไปแต่ครั้งหน้าที่เจอกันมันจะไม่มีชีวิตรอด!

         

        เขาสะบัดแขนราวกับปัดกวาดเสนียดจัญไรร่างของหลวนซานก็กระเด็นไปไกลกว่าสามสิบจั้ง ร่างหมุนตลบอยู่หลายรอบก่อนจะหยุดลงสีหน้าซีดเผือดอาเจียนโลหิตอย่างรุนแรง นัยน์ตาของมันมีทั้งความโกรธ ความเกลียดชังและความหวาดกลัวจนตัวสั่น

         

        อัจฉริยะผู้หนึ่งกลายเป็นคนพิการไปเสียแล้ว...

         

        การกระทำของหนิงเฟยหลงนั้นเด็ดขาดมากใบหน้าของผู้คนแตกต่างกันไป แต่ทุกคนล้วนตะลึงกับการกระทำนี้ของเขาไม่เพียงแต่ผู้เข้าร่วมการทดสอบ แม้แต่ผู้อาวุโสเองก็ทอดสายตามองเขาอยู่เช่นกัน

         

        “เด็กผู้นี้โหดเหี้ยมแต่ก็ช่างคิด ไม่เลวเลย”

         

        ผู้อาวุโสสำนักเทพกระบี่หัวเราะกับผู้อาวุโสท่านอื่นต่างจากผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้าและคนจากสมาพันธ์การค้าที่มีสีหน้ามืดมนนัก

         

        “เจ้าเด็กนี่จะปล่อยไว้ไม่ได้!”

         

        ...