"เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้จงตอบข้ามา..!!" เว่ยเซี่ยแผดเสียงดังกึกก้องไปทั่วถ้ำใส่เจ้ากระบี่เทพมารราคะ ด้วย แววตาโกรธเกรี้ยวเดือดดาลสุดขีด ทว่า…เสียงในหัวที่เว่ยเซี่ย ได้ยินกลับมาเป็น เสียงหัวเราะแผ่วเบาพร้อมคำอธิบาย อย่างไม่รู้สึกรู้สา
"ข้านั้น..สัมผัสได้ถึงสายเลือดในกายของพวกเจ้าทั้งสองมาได้ตั้งแต่แรกพบแล้ว จากนั้นจึงแอบวางแผนมาตลอด…และในที่สุด…ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นจนได้ อ๊าาา..าาาา รสกามของสองพี่น้องที่สมสู่กันมันช่างหอมหวาน และเพิ่มพลังของข้าได้ดีจริง ๆ ฮ่าๆๆๆๆ ถ้ามีพลังอัดแน่นขนาดนี้ต่อให้เป็นเจ้าหยวนซิงก้านที่ฝึกวิชา ย้อนวัยก็คงไม่ใช่คู่มือของเจ้าอีกต่อไปแล้วเจ้าหนู"
เสียงของเจ้ากระบี่เทพมารราคะฟังดูพออกพอใจเป็นอย่างมาก แถมยังยุให้เว่ยเซี่ยไปจัดการหยวนซิงก้านอีก ทว่า…ในยามนั้นเสียงของ เว่ยเซี่ยก็ตวาดออกมาดังลั่น
"ไม่มีวันเจ้ากระบี่ชั่ว!! ข้าจะไม่มีวันทำตามที่เจ้าต้องการ! ไม่สินับจากนี้ไป ข้า…จะไม่มีชักเจ้าออกจากฝักอีก.." เมื่อพูดจบเว่ยเซี่ยจึงเก็บเจ้ากระบี่เทพมารราคะเข้าฝักแถมยังเอาผ้ามาห่อมัดอย่างแน่นหนาอีกด้วย จากนั้นมันจึงหันไปหา ถิงถิงเพื่อกล่าวขอโทษในสิ่งที่ถูกหลอกให้ทำลงไป
แต่ถิงถิงในยามนี้นั้นเอาแต่ก้มหน้านิ่งเงียบ เว่ยเซี่ยก็เลยไม่กล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใดต่อ มันคิดว่าควรปล่อยให้นางทำใจสักพักคงจะเป็นการดีกว่า ไว้ถึงรุ่งเช้านางอาจจะรู้สึกดีขึ้น
"ชะ…เช่นนั้น เจ้าก็พักผ่อนเถิด ไว้…ไว้รุ่งเช้าเราค่อยสนทนากันต่อ.." เว่ยเซี่ยเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่มันจะเอนตัวลงนอนหันหลังให้ถิงถิง ซึ่งนางก็ไม่ได้ตอบอันใดกลับ
เว่ยเซี่ยนอนนิ่ง ๆ แต่สายตาก็ยังมองจี้รูป…ในมือที่เว่ยถังมอบให้ไว้ มันรู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่ถูกหลอกให้สมสู่กับน้องสาวของตนเอง ครานี้มันจะมีหน้าไปพบ เยเหนียง ฟางเหนียง และเว่ยถังบนสวรรค์ได้เยี่ยงไร แล้วถ้าเกิด….ถิงถิงเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเล่า..!! ยิ่งคิดก็ยิ่งให้บังเกิดความโกรธแค้นเจ้ากระบี่เทพมารราคะยิ่งนัก เว่ยเซี่ย อยากจะโยนมันทิ้งไปให้พ้นหูพ้นตา แต่ก็ทำมิได้ เพราะหากมันตกไปอยู่ในมือคนชั่ว โดยเฉพาะกับหยวนซิงก้านแล้ว ยุทธภพคงลุกเป็นไฟอย่างแน่นอน เว่ยเซี่ยจึงต้องจำใจพาเจ้ากระบี่อุบาทว์เล่นนี้พกติดตัวไปด้วยทุกที่นับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป…
เว่ยเซี่ยครุ่นคิดในใจไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่ามีแสงแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์สาดส่องลงมาจากเพดานถ้ำเรียบร้อย
"หือ….เช้าแล้วรึ? นี่ข้าหลับไปตั้งแต่เมื่อใดกัน…" เว่ยเซี่ยค่อย ๆ ลืมตาตื่นอย่างงัวเงียก่อนที่จะเอ่ยขึ้นจากนั้น ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็พลันปรากฏขึ้นในหัวของมันอย่างรวดเร็ว แม้นว่าทุกอย่างที่ทำลงไปจะเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าเว่ยเซี่ยจะไม่รู้สึกเสียวซ่านอันใด จวบจนกระทั่งทุกอย่างพังทลายลง เพราะเว่ยเซี่ยรู้ความจริงว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนชั่วของเจ้ากระบี่เทพมารราคะ ที่วางเอาไว้
จุดประสงค์อันต่ำช้าของมันคือการหลอกให้สองพี่น้องต่างมารดาไม่รู้ความจริงสมสู่กัน แล้วดูดกลืนพลังปราณตัณหา เพื่อให้ตัวมันแข็งแกร่งดังเดิม
พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ความรู้สึกผิดก็พลันบังเกิดขึ้นมาในกายของเว่ยเซี่ย อย่างรวดเร็ว เมื่อคืนมันก็คิดจะเอ่ยปากขอโทษถิงถิง แต่นางยังไม่พร้อม แต่ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะ เว่ยเซี่ยคิดว่าถิงถิงคงจะทำใจได้แล้ว มันจะผุดลุกขึ้นก่อนจะหันไปหานางที่นอนอยู่อีกด้านของถ้ำ ทว่า….ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เว่ยเซี่ยคิด
ถิงถิง…..จากไปแล้ว แต่นางก็ยังใช้กระบี่เขียนข้อความไว้ที่ผนังถ้ำเพื่อบอกกล่าวบางอย่าง
"ถึงเว่ยเซี่ย ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย ที่จากไปโดยมิได้กล่าวลา ข้าขอบคุณมากเจ้าที่ช่วยชีวิต แต่ว่า..เรื่องที่เกิดขึ้น ข้ามิอาจทำใจยอมรับได้จริง ๆ หวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจ ไม่ต้องห่วงข้า ไม่ต้องตามหาข้า หากเรามีวาสนาต่อกัน สักวันคงได้พบกับอีกครั้ง ลาก่อน…"
เมื่ออ่านจบเว่ยเซี่ยก็ถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น นี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่มันตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าสตรีข้างกายได้จากไปด้วยไม่ร่ำลา คราวก่อนเป็นแค่สาวใช้คนงามผู้น่าสงสาร แต่ครั้งนี้เป็นน้องสาวต่างมารดาของมัน และมิรู้ว่าเว่ยเซี่ยจะได้พบเจอกับถิงถิงอีกหรือไม่ในชีวิตนี้
"นั้นสินะ เจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้เป็นใครจะทำใจได้ ข้าก็ได้แต่หวังว่านางจะปลอดภัย.."
เว่ยเซี่ยทอดถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนจะบ่นพึมพำขึ้นกับตนเอง
"เช่นนั้น ในยามนี้ข้าก็มิมีสิ่งใดให้ต้องทำอีกแล้ว คงถึงเวลาสักทีที่ข้าจะต้องกลับไปหาท่านแม่ ยามนี้นางจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดกันนะ.."เว่ยเซี่ยเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนที่มันจะเก็บข้าว เก็บของ และเอาห่อกระบี่เทพมารราคะมาสะพายไว้ด้านหลัง จากนั้นจึงเดินทางออกจากถ้ำแห่งความทรงจำอันขมขื่นเพื่อกลับไปหาฟางเหนียงมารดาคนงามของมันต่อไป…
ในระหว่างเดินทางเว่ยเซี่ยก็ครุ่นคิดไปเรื่อย ๆ ว่ายามนี้ฟางเหนียงน่าจะไปอยู่ที่ใด คงมิใช่โรงเตี๊ยมที่พวกมันสองแม่ลูกเคยนัดแนะกันแน่ เพราะเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้ บางทีฟางเหนียงเองก็คงอาจจะกำลังตามหามันอยู่เช่นกันก็เป็นได้
เมื่อเป็นเช่นนั้นอาจไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะถ้าต่างฝ่ายต่างตามหา เมื่อไรจะได้พบกัน เว่ยเซี่ยจึงมีความคิดว่า กลับไปรออยู่ที่หมู่บ้านเขียวขจี หมู่บ้านเดิมที่มันเคยอยู่กับ บิดา และมารดาจะดีกว่า หากฟางเหนียงจะไปตามหายังไงก็คงต้องไปที่นั่น และอีกประการที่เว่ยเซี่ย อยากกลับไปที่นั่น ก็เพื่อจะไปขอขมาเรื่องของถิงถิงต่อหน้าหลุมศพของเว่ยถังอีกด้วย
การเดินทางจากจุดที่เว่ยเซี่ย อยู่ในยามนี้ เพื่อกลับไปยังหมู่บ้านเขียวขจีนั้นค่อนข้างจะใช้เวลานานหลายวัน แต่ถึงกระนั้นมันก็คุ้มค่าอยู่ดีหาก เว่ยเซี่ยได้พบมารดาคนงามของมันอีกครั้ง และด้วยระยะทางที่ไกล เว่ยเซี่ยจึงจำเป็นต้องหยุดแวะพักที่ร้านน้ำชาข้างทางอยู่เป็นระยะ ๆ
"อ้าว คุณชายจะรับอะไรดีครับ ร้านเราเป็นร้านริมทางเล็ก ๆ อาจจะไม่ได้มีของรสเลิศมาบริการมากนักต้องขออภัยด้วย" เสี้ยวเออร์หนุ่มคนหนึ่งรีบออกมาต้อนรับเว่ยเซี่ย อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเดินมานั่งลงที่โต๊ะ
"มิเป็นไรดอกพี่ชาย ข้าไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษขอแค่ซาลาเปาสักสามลูก กับน้ำชาสักถ้วยก็เพียงพอแล้ว" เว่ยเซี่ยแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะกล่าวตอบเสี้ยวเออร์หนุ่มผู้นั้น"
"ได้ขอรับ ซาลาเปาสามลูก กับน้ำชาหนึ่งกา นะขอรับ คุณชายโปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบไปนำมาให้" เมื่อกล่าวจบมันก็รีบเดินหายเข้าไปหลังร้าน เพื่อที่จะเตรียมของที่เว่ยเซี่ยต้องการทันที
ยามนั้นเว่ยเซี่ยเองก็นั่งรออย่างใจเย็น พร้อมกวาดตามองไปรอบ ๆ และสิ่งที่เห็นก็คือ กลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีผ้าฝ้าย สองสามคนซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปนิดหน่อย พวกมันดูเหมือนกำลังสนทนาบางอย่างกันอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"แล้วจากนี้ไปยุทธภพจะเป็นเช่นไรกันนะ จู่ ๆ พรรคมารราคะก็มีประมุขคนใหม่ขึ้นมาหน้าตาเฉย แถมวรยุทธ์ของมันยังโหดเหี้ยมร้ายกาจ ชนิดที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน"
"แค่นั้นก็ว่าแย่แล้วแต่นี่มันยังประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะยึดครองยุทธภพ และจะกำจัดพวกชาวยุทธ์คุณธรรมที่ต่อต้านจนหมดสิ้นอีกด้วย ประมุขพรรคมารราคะ คนก่อนยังไม่เหิมเกริมขนาดนี้เลยให้ตายเถอะ"
"ใช่ ๆ ข้าก็ได้ข่าวมาแบบนั้นเหมือนกัน แต่เหมือนว่าเหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายคุณธรรมจะไปรวมตัวหารือกันที่ สำนักสตรีหยกสวรรค์มิใช่รึ ข้าเองก็คิดจะไปร่วมกับพวกเขาเช่นกัน…"
"จะว่าไปแล้วสำนักสตรีหยกเปลี่ยนไปมากทีเดียวเลย ตั้งแต่มีสองสตรีเจ้าสำนักขึ้นมาดูแลควบคู่กัน เรื่องความก้าวร้าวรุนแรงที่ห้ามบุรุษเข้าใกล้เขตแดนก็ถูกยกเลิก แถมยังผูกมิตรกับชาวยุทธ์สำนักอื่นมากขึ้น จนท้ายที่สุดก็ได้เป็นผู้นำในการต่อสู้กับพรรคมารในครั้งนี้.. เอ รู้สึกนางจะมีนามว่าอันใดนะ ฟาง…ฟาง อะไรสักอย่าง ส่วนอีกคนก็เป็นเจ้าสำนักเตียวเหม่ยเช่นเดิม.."
พอชาวยุทธ์ผู้นั้นกล่าวจบดวงตาของเว่ยเซี่ยก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงทันที สตรีที่มีนามว่า ฟางผู้นั้นน่าจะเป็นมารดาของมันไม่ผิดแน่ เตียวเหม่ยกับนางคง ละวางความบาดหมางในอดีตเรื่องเว่ยถัง ก่อนจะหันมาจับมือสามัคคีกันเรียบร้อยแล้วเป็นแน่
เว่ยเซี่ยครุ่นคิดในใจ ก่อนจะปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างขึ้นมา และในตอนนั้นเองที่ เจ้าเสียวเออร์หนุ่มก็นำถาดอาหารออกมาพอดี แต่ความตื่นเต้นของเว่ยเซี่ยในยามนี้มันพลุ่งพล่านถึงขีดสุดแล้ว หากเร่งเดินไปที่สำนักสตรีหยกสวรรค์ คงได้พบกับฟางเหนียงมารดาของมันเป็นแน่ เว่ยเซี่ยจึงรีบนำเงินค่าอาหาร กับน้ำชาออกจ่าย ให้เสี้ยวเออร์ ก่อนจะคว้าซาลาเปามาไว้ในมือ แล้วพลันรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สำนักสตรีหยกสวรรค์ทันที…
จบบทที่ 63