“หนิงเหอ หมดพลังหรือยัง จะฝึกต่อไหม”
“หมดแล้วค่ะพี่ตงฟาง”
“ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้น้องสาวของเขาที่ฝึกจนตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ วันนี้พวกเขาฝึกกันจนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินเช่นเดิม ได้เวลาแล้วจึงต้องเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน ทันใดนั้นดวงตาของตงฟางก็เบิกกว้างกับตะกร้าสมุนไพรอันว่างเปล่า ปกติทุกวันมันจะต้องมีสมุนไพรอยู่ราวครึ่งตะกร้า วันนี้กลับไม่มีสักต้น
“แย่แล้วหนิงเหอ เราลืมเก็บสมุนไพร”
“พี่ตงฟางแหละชวนหนูนอนกลางวัน”
“พี่ขอโทษ ช่วยไม่ได้วันนี้อากาศมันเย็นนี่”
“อิอิ ยังทันอยู่นะคะถ้าเรารีบเก็บ” เสียงหัวเราะเล็กๆส่งออกมาจากน้องสาวหลังจากเห็นท่าทางร้อนรนของพี่ชายตัวเอง
“นั่นสิ ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบกันเถอะ”
ตะกร้านำขึ้นสะพายหลัง ทั้งสองเก็บสิ่งของทั้งหมดแล้วจึงพากันวิ่งไปยังจุดที่พวกเขาเคยเก็บสมุนไพรทุกๆวัน กระทั่งใช้เวลาราว 15 นาทีพวกเขาก็มาถึงจุดเก็บสมุนไพร ทว่ามันกลับหายไป ทุกอย่างเหลือเพียงแค่ตอเล็กๆติดดิน บ่งบอกว่ามีใครบางคนมาเก็บมันไป ไม่ว่าจะกวาดตามองออกไปไกลแค่ไหน พวกเขาทั้งสองก็ไม่พบสมุนไพรที่ต้องเก็บในวันนี้เลยสักนิด
“พี่ตงฟาง แย่แล้วค่ะ เหมือนจะมีใครมาเก็บพวกมันไปหมด”
“บ้าเอ๊ย อย่าให้รู้นะว่ามันเป็ใคร จะเตะให้ร่วงเลย”
ตงฟางพูดออกมาด้วยท่าทางโมโหอย่างกับเด็ก ั้แ่อยู่กับพ่อเขาถูกสอนสั่งเื่สมุนไพรมาเป็จำนวนมาก หนังสือทุกเล่มในบ้านเขาอ่านทั้งหมดจนรู้จักสมุนไพรเป็อย่างดี แล้วการที่เขาเห็นสมุนไพรทั้งหมดถูกเก็บไปไม่เหลือสักต้นนี้ ทำให้เขาโมโหมาก เพราะการเก็บสมุนไพรจำเป็ต้องเหลือต้นอ่อนของมันเอาไว้ให้เติบโต จะได้กลับมาเก็บในวันข้างหน้า ตอนนี้ทุกต้นถูกเก็บไปหมดจนเขาอยากจะไล่เตะก้นคนเก็บพวกมัน
“เราจะเอายังไงดีคะ”
“ไม่เป็ไร เรายังเหลือวิธี”
ตะกร้าวางลงไปบนพื้น จากนั้นตงฟางก็เริ่มเปิดใช้งานพลังจิตของเขาเช่นเดิม อย่างน้อยๆเขาขอเก็บพวกมันติดมือไปสัก 10 - 20 ต้นก็ทำให้หลุดพ้นจากคำด่าของพ่อแล้ว
หนิงเหอที่รู้ว่าพี่ชายของเธอใช้งานพลังจิตจึงมองจ้องด้วยความสนใจเช่นเดิม เนื่องจากพลังจิตของพี่ชายมันเป็พลังไร้สีต่างจากเธอที่พวยพุ่งออกมาเป็เปลวเพลิง ทุกครั้งที่พี่ชายใช้พลังจิตเธอจะเห็นเพียงแค่อากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อยในบริเวณที่มีพลังจิตััเท่านั้น
เธอจึงมองจ้องไปยังสมุนไพรต้นเล็กๆที่เหลือเพียงแค่ตอกำลังถูกปกคลุมด้วยพลังจิต ทันทีที่พี่ชายของเธอยื่นมือทั้งสองไปข้างหน้าแล้วทำท่าขมวดคิ้ว สมุนไพรที่เหลือเพียงแค่ตอมันก็เริ่มแตกใบอ่อนแล้วค่อยๆขยายลำต้นใหญ่ขึ้น ด้วยการใช้พลังจิตเข้าไปกระตุ้นการทำงานของสมุนไพรเพื่อเร่งการเติบโต ทำให้หนิงเหอตื่นตาทุกครั้งที่เห็นสมุนไพรเกิดใหม่จากพลังของพี่ชายตัวเอง
“พลังที่เหลือคงจะได้ราวๆ 20 ต้น เอาล่ะฮึบ”
“สู้ๆค่ะพี่ตงฟาง”
สมุนไพรต้นต่อไปค่อยๆงอกใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการใช้พลังจิตเข้าควบคุมกระบวนการต่างๆของสมุนไพร จากหนึ่งก็กลายเป็สองต้นไปเรื่อยๆจนกว่าพลังจิตของเขาจะหมดลง
ั้แ่เดินทางมายังโลกใบนี้ ตงฟางไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากฝึกแล้วใช้ชีวิตไปกับการศึกษาสมุนไพรในตำราและปรุงยาตามที่พ่อของเขาสอน
เขาไม่มีจุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเลยสักนิด เนื่องจากพ่อของเขาบอกเพียงแค่ว่าตัวของเขาจะต้องรับ่ทำร้านยาต่อ เขาจึงวางจุดมุ่งหมายลงไปทั้งหมด โลกเดิมเขามีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตอิสระ พอมาโลกนี้เขาจึงอยู่เฉยไม่ไขว่คว้าหาอะไรมากเพราะได้อิสระมาแล้ว ไม่ต้องวิ่งทำภารกิจมากมายเพื่อสังหาร แม้เขาจะได้รับคำสั่งจากพ่อให้มาเก็บสมุนไพรก็ตาม มันกลับเป็การละเล่นของเข้าเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความสนใจโลกภายนอกหมู่บ้านไม่น้อย การเดินทางมาพบเจอเข้ากับพลังใหม่ที่ไม่ใช่พลังจิต เป็พลังที่ถูกเรียกว่าจิติญญา คล้ายเหมือนพลังปรานในหนังที่เขาดู ทำให้เขาอยากฝึกมัน พ่อของเขากลับไม่ตอบอะไรเกี่ยวกับพลังจิติญญาเลยสักอย่าง ทำให้เขารู้ว่าเมื่อ 15 ปีก่อนที่เขาเกิดมา พ่อของเขาแบกรับปัญหาบางอย่างเอาไว้ จึงเลือกไม่พูดถึงพลังจิติญญาอีก
ตงฟางที่ไม่อยากสะกิดแผลเก่าของพ่อจึงเลือกที่จะเงียบเช่นกัน ต่อให้เขาเอ่ยปากถามหลายครั้ง พ่อของเขาก็ไม่พูด ทำเพียงสอนเขาเกี่ยวกับสมุนไพรและยาเท่านั้น แม้พ่อของเขาจะไม่พูดอะไรให้เขาฟัง ตงฟางก็ศึกษาเื่นี้ด้วยตัวเองผ่านการสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านไม้เขียวที่เขาอาศัยตลอด 15 ปี จนทำให้เขารู้คร่าวๆเกี่ยวกับพลังจิติญญา
พลังจิติญญาเป็การนำพลังลึกลับเข้ามากักเก็บในตัวเองเพื่อฝึกฝนจนสามารถบดขยี้ก้อนหินให้แหลกละเอียดไปจนถึงทำลายูเาให้หายไปเป็ลูกได้ แบ่งเป็หลายระดับด้วยกัน เพียงแค่ความรู้ของชาวบ้านไม้เขียวรู้เพียงแค่ 3 ระดับเท่านั้น
ระดับชำระชีพจร เป็พื้นฐานของผู้คนบนโลกใบนี้ที่ทุกคนจะต้องก้าวข้ามมันไปยังระดับสูงขึ้น ความสามารถที่ได้จากระดับนี้ มีเพียงแค่การทำให้ร่างกายแข็งแกร่งเท่านั้น เนื้อ หนัง กระดูก เื ทุกอย่างจะถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นจนสามารถยกสิ่งของน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 3 ตัน
ระดับััิญญา เป็ระดับที่อยู่สูงขึ้นมาอีก ผู้คนที่ก้าวมาถึงขั้นนี้จะเริ่มใช้พลังงานิญญาร่วมการต่อสู้ได้ ด้วยการนำพลังิญญาออกมาคลุมส่วนต่างๆที่้าใช้งาน หากเป็ทักษะฝ่ามือจะนำพลังมาคลุมมือ หากใช้งานอาวุธจะคลุมอาวุธ เพียงแต่ว่าการคลุมพลังิญญาไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แม้จะเป็ระดับััิญญาแล้วก็ตาม หากไม่มีทักษะจะไม่สามารถคลุมพลังลงไปในร่างได้เลยสักนิดเดียว
ระดับก่อตั้งิญญา เป็ระดับของการต่อสู้ที่แท้จริง การก้าวมาเป็ระดับก่อตั้งิญญาได้นั้น ผู้ใช้จิติญญาจะสามารถก่อรูปร่างิญญายุทธ์แล้วนำออกมาใช้ร่วมต่อสู้ได้ หากิญญายุทธ์เป็ดาบ จะสามารถนำพลังิญญาสร้างดาบขึ้นมาใช้งาน
ทุกระดับจะมีการแบ่งเป็ขั้นย่อยอีก 9 ขั้น หากฝึกไปถึงขั้น 9 แล้วทะลวงผ่านไปได้จะข้ามไประดับถัดไป
สำหรับหมู่บ้านไม้เขียวมีระดับสูงสุดเพียงััิญญาขั้น 1 เท่านั้นนั่นก็คือหัวหน้าหมู่บ้าน ระดับก่อตั้งิญญาเป็เพียงเื่เล่าในหมู่บ้านเท่านั้น การที่ในหมู่บ้านมีระดับน้อยนิดเพียงเท่านี้เป็เพราะว่าพวกเขาไม่มีทักษะฝึกฝน หากจะเรียนจำเป็ต้องเข้าสถาบันในตัวเมือง ทว่ามันกลับไม่ง่ายเพราะชาวบ้านมีิญญายุทธ์ต่ำเกินไปจึงทำให้ไม่ผ่านการทดสอบเข้าสถาบัน
โลกเดิมของตงฟาง เป็โลกของผู้ใช้พลังจิตในการต่อสู้ ด้วยการใช้คลื่นพลังออกมาจากสมอง ไม่ได้มาจากตันเถียนเหมือนโลกใบนี้
พลังจิตมีการแบ่งระดับออกเป็ 10 เลเวลด้วยกัน ยิ่งเลเวลสูงประสิทธิภาพในการใช้งานพลังจิตก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นน้ำหนักในการยกสิ่งของ ยิ่งเลเวลสูง น้ำหนักสิ่งของที่ยกด้วยพลังจิตก็เพิ่มมากขึ้น
ทว่าทุกคนที่เป็ผู้ใช้พลังจิตไม่มีการยืนยันว่าเขาจะยกสิ่งของด้วยพลังจิตได้ทุกคน ในกระบวนการใช้เซรุ่มกระตุ้นร่างกายให้กลายเป็ผู้ใช้พลังจิตนั้น มนุษย์จะได้รับความสามารถทางพลังจิตมาคนละ 1 อย่าง มากสุดที่เกิดขึ้นคือ 3 อย่างด้วยกัน
อย่างไรก็ตามการได้รับรูปแบบพลังจิตกลับไม่ตายตัวั้แ่รับเซรุ่มครั้งแรก ทุกครั้งที่เลเวลเพิ่มขึ้น ผู้ใช้พลังจิตมีโอกาสปลุกพลังจิตในตัวขึ้น 1 รูปแบบ ถึงอย่างนั้นการปลุกพลังจิตทุกครั้งที่เลเวลเพิ่มกลับไม่ใช่ทุกครั้งที่ต้องได้พลังใหม่ บางครั้งการเพิ่มเลเวลก็ไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน
พลังจิตที่ตงฟางรู้มานั้นมีด้วยกัน 10 อย่าง แม้มันจะมีเยอะมากๆ ในการต่อสู้เขากลับพบเพียงแค่ 10 อย่างนี้ที่ปะทะบ่อย
1.Telepathy เทเลพาที เป็พลังที่สามารถพูดคุยผ่านจิตระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือสัตว์อสูร
2.Empathy เอมพาร์ที รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ใน่เวลานั้นผู้ที่เขาััถึงกำลังเกิดความรู้สึกอย่างไร
3.Clairvoyance แคลร์วอยเอน พลังของตาทิพย์ เป็ความสามารถในการเพิ่มการมองเห็นให้ดีขึ้น มีการตอบสนองทางดวงตาที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้เห็นพลังงานที่ดวงตาธรรมดามองไม่เห็น มองเห็นพลังชีวิตของสิ่งต่างๆ หากฝึกฝนไปถึงเลเวล 10 สามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งอนาคต
4.Clairaudience แคลร์รอเดียนท์ หูทิพย์ เป็พลังจิตที่ช่วยเพิ่มความสามารถทางการได้ยิน ให้รับเสียงได้ดียิ่งขึ้น สามารถแยกเสียงต่างๆได้ดี แม้เสียงนั้นจะเบามากๆหากอยู่ในระยะรับรู้ก็สามารถรับฟังได้เช่นกัน หากฝึกเป็เลเวล 10 สามารถได้ยินแม้กระทั่งความคิดของฝ่ายตรงข้าม
5.Mind control ไมน์คอนโทรล เป็พลังในการสะกดจิต หากฝึกให้แข็งแกร่งสามารถควบคุมได้แม้กระทั่งจิตใจของฝ่ายตรงข้าม
6.Telekinesis เทเลคินีซีส เป็พลังในการควบคุมวัตถุให้ขยับได้
7.Teleport เทเลพอร์ต มีความสามารถเคลื่อนย้ายมวลสารเช่นวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต
8.Atmoskinesis สามารคควบคุมธาตุหลักทั้งสี่ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
9.Electrokinesis สามารถควบคุมประจุไฟฟ้า และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจนนำไปสู่การควบคุมโลหะ
10.Biokinesis เปลี่ยนแปลง DNA ให้เกิดลักษณะพิเศษตาม้ายกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของเปลวไฟ หรือเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของสายฟ้า
“เสร็จแล้ว เรารีบวิ่งกันเถอะหนิงเหอ หากช้ากว่านี้เราโดนตีก้นแน่”
“ค่ะพี่ตงฟาง”
สมุนไพรทั้ง 20 ต้นเก็บลงไปในตะกร้าพลางมีร่างของเด็กชายหญิงพยายามวิ่งออกจากป่ากลับเข้าไปในหมู่บ้านของพวกเขา ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน
สำหรับพลังจิตของตงฟางตอนนี้ เขาพอใจกับมันมาก เนื่องจากว่าโลกเดิมเขากลายเป็ผู้แข็งแกร่งและน่ากลัวเป็เพราะว่าเขามีพลังจิตถึง 5 อย่างด้วยกัน แต่โลกใบนี้เขาพึ่งเลเวล 3 พลังจิตของเขากลับมีถึง 6 อย่างด้วยกัน ได้แก่ Telepathy(เทเลพาที), Empathy(เอมพาร์ที ), Clairvoyance(แคลร์วอยเอน) ,Clairaudience(แคลร์รอเดียนท์) ,Mind control (ไมน์คอนโทรล),Telekinesis(เทเลคินีซีส) . เขาจึงทำหลายอย่างได้มากกว่าโลกเดิม แม้จะยังไม่ทรงพลังเท่าโลกเดิมก็ตาม
“เย่ นึกว่าจะกลับเข้ามาไม่ทัน ไปกันเถอะกลับบ้านเรากัน”
ตงฟางมองจ้องไปยังหมู่บ้าน ตอนนี้ผู้คนกำลังจุดตะเกียงหน้าบ้านเพื่อให้แสงสว่าง ทันใดนั้นเขากลับมองจ้องไปยังทิศทางที่หนิงเหอชี้ พลางแสดงท่าทางงุนงงออกมาเพราะตอนนี้หมู่บ้านของเขามีคนนอก หลังจากไม่มีใครเดินทางมาหมู่บ้านของเขาได้ราว 1 ปี
“พี่ตงฟาง คนพวกนั้นเป็ใคร”
“ไม่รู้สิ กลับบ้านกัน พ่ออาจจะรู้ก็ได้”
“ค่ะ”
“เฮ่ยๆ พวกแกไปไหนมาเนี๊ยกลับซะค่ำเชียว” ชายร่างกำยำะโเข้ามาดักหน้าพลางกางแขนไม่ยอมให้พี่ชายน้องสาวเดินกลับบ้าน การปรากฎตัวของชายร่างกำยำกลับไม่ได้มีจิตสังหาร เป็เพียงแค่การดักหน้าทำให้ใเท่านั้นตงฟางจึงหยุดเดิน
“ใหมดไอ้ลู่จิว ว่าแต่แกไปเก็บสมุนไพรมาเหรอ แล้วรู้ไหมว่าพวกนั้นเป็ใคร”
“รู้ งั้นฉันจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ด้วยความรอบรู้ของฉันในหมู่บ้านนี้คงไม่มีใครรู้มากกว่าฉันแล้ว ฮ่าๆๆๆ”