อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 46 ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น

            โซอี้นิ่งเงียบไปพักหนึ่งเธอไม่รู้ว่าจะตอบคำถามอีกฝ่ายยังไงดี เพราะตามจริงแล้วเธอเองก็ไม่คาดหวังว่าปาฏิหาริย์แบบนั้นจะเกิดขึ้น แต่สำหรับชีวิตที่เป็นอยู่นี้เธอเองก็ขอบใจมากแล้ว เพราะสำหรับคนพิการอย่างเธอที่ทำประโยชน์อะไรให้ใครไม่ได้ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาดูแลด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่อยากตอบในสิ่งที่อาจเป็นการทำร้ายจิตใจของอีกฝ่าย เพราะถึงยังไงผู้หญิงคนนี้ก็เป็นผู้ช่วยชีวิตเธอทั้งยังเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายคนนั้น คนที่สัญญากับเธอว่าจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง

            แต่ครั้นจะให้ตอบว่าเชื่อใจก็ยังไงอยู่หากท่าทีคาดหวังของเธอ ทำให้อีกฝ่ายมุ่งมั่นเพื่อทำตามสัญญาอย่างไร้ความหมายล่ะก็ โซอี้ขบริมฝีปากแต่ไม่รู้ว่าจะตอบอะไร

            เรเวนเห็นโซอี้ไม่ตอบเสียทีก็ถอนหายใจออกมา

            “โล่งใจนะที่เห็นเธอไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก”

            คำพูดของเรเวนทำให้โซอี้จ้องมองเธอด้วยความสงสัย เรเวนยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน

            “ฉันกลัวว่าเธอจะเชื่อและคาดหวังในสิ่งที่เด็กคนนั้นพูดจนอาจจะต้องผิดหวังหากว่าเขาไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้น่ะ บางครั้งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กคนนั้นเขาพูดอะไรออกมา บางครั้งก็เหมือนว่าเขาจะฉลาดแต่บางครั้งก็เหมือนว่าเขาจะโง่พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และเกินตัวออกมา เด็กคนนั้นนี่ก็บ้าจังเลยนะทั้งที่เกิดมาเป็นพวกพลังเวทย์อ่อนด้อยแท้ ๆ แต่กลับพูดอะไรเกินตัวเสมอ”

            โซอี้จ้องเรเวนแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเรเวนที่ถูกจ้องก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาจึงถามไปว่า

            “มีอะไรเหรอจ้องฉันทำไม?”

            โซอี้นิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า

            “คุณเรเวนนี่โชคดีจังเลยนะคะ”

            “เอ๊ะ?” เรเวนอุทานออกมาเพราะไม่เข้าใจว่าเธอต้องการจะพูดอะไร

            โซอี้นิ้มออกมาแต่เรเวนรู้สึกได้ถึงความเศร้าในรอยยิ้มนั้น โซอี้บอกเธอว่า

            “กับคุณที่ได้เกิดมาพร้อมพลังทำให้มีที่ยืนในสังคม มีสิทธิ์มีความฝัน มีสิทธิ์รัก มีสิทธิ์แค้น ไม่ว่าใครก็ตามหากคิดจะรังแกคุณต่างก็ต้องชั่งใจเสียก่อน มันช่างผิดกับพวกเราจังเลยนะคะ ทั้งความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่พวกเราไม่กล้าแม้แต่จะมี ไม่กล้าคิดแค้นใครเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถึงแค้นไปก็ไม่มีวันได้ล้างแค้น หากใครคิดจะรังแกพวกเราก็ไม่ต้องชั่งใจ กฎหมายที่มีขึ้นส่วนใหญ่ก็พร้อมจะมองข้ามการมีอยู่ของพวกเรา บางครั้งฉันก็ยังสงสัยเลยค่ะว่ามันดีแล้วหรือที่พวกเราเกิดมา ”

            เรเวนนิ่งไปทันทีเธอไม่นึกว่าโซอี้จะพูดเรื่องนี้ออกมา การที่ตอนนี้เธอมักให้ความสนใจกับการฝึกของเออร์วินทำให้เธอเกือบจะลืมไปแล้วว่าผู้หญิงคนนี้มีชะตากรรมที่น่าเวทย์นาแบบใด และเพราะอะไรถึงทำให้เธอต้องมาอยู่ในสภาพนี้ โซอี้ที่ตอนนี้แม้จะยังคงยิ้มแต่น้ำตาของเธอมันกลับคลอออกมาเล็กน้อย เธอถามเรเวนว่า

            “คุณเรเวนคะมันผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอคะที่คนอย่างพวกเราจะพูดจาให้ความหวังกับใครสักคนแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เพ้อฝันหรือเกินตัวก็ตาม จริงอยู่ที่ตอนนั้นฉันไม่คิดว่าเขาจะทำตามที่พูดได้และไม่อยากจะฉีกหน้าเขาที่พูดอย่างนั้น แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ฉันนึกถึงที่เขาพูดในตอนนั้น ฉันก็จะรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เขามอบความหวังแม้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นจริงได้ก็ตาม”

            เรเวนรู้สึกจุกในอกแม้ว่าเธอจะรู้ดีอยู่แล้วว่าสถานะของคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยนั้นเป็นยังไงและต้องประสบชะตากรรมแบบไหนในทวีปอาร์เคนัส แต่การที่ได้ยินคนที่ประสบมากับตัวแล้วมาเล่าให้ฟังต่อหน้ามันก็เป็นสิ่งที่สะเทือนใจของเธอเป็นอย่างยิ่ง เรเวนนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะถามไปว่า

            “ขอโทษนะคือว่าฉัน...”

            เรเวนพูดขอโทษทำให้โซอี้รู้สึกตัวว่าเผลอพูดอะไรกับอีกฝ่ายไป เธอรู้สึกกังวลจนเผลอพูดติดอ่าง

            “มะไม่ใช่นะคะคะคือว่า...เอ่อ”

            เรเวนที่เห็นเธอมีอาการเหมือนอาบิเกลที่มาเดตกับเออร์วินในวันนี้ก็เผลอยิ้มออกมา เธอเข้าไปกุมมือขวาที่เหลืออยู่ข้างเดียวของโซอี้บอกกับเธอว่า

            “ไม่เป็นไรฉันผิดเองแหละที่ไม่ได้เข้าใจถึงความรู้สึกของเธอเลย เอาเป็นว่าฉันจะไปคอยกระตุ้นให้เด็กคนนั้นทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอเรื่อย ๆ นะ”

            โซอี้ที่ได้ยินดังนั้นรีบทำท่าจะพูดอะไรแต่เรเวนเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากของเธอก่อนจะพูดว่า

            “ฉันรู้ดีว่าเธอจะพูดอะไรแต่ไม่ต้องห่วงไปหรอก ถึงแม้ฉันเองก็จะไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ก็ตามแต่เหมือนว่าเด็กคนนั้นเขาจะมีความคิดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดังนั้นยังเร็วไปที่จะยอมแพ้นะ”

            โซอี้สบตากับนัยน์ตาสีม่วงของเรเวนก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ สำหรับผู้หญิงคนนี้โซอี้มีทั้งความขอบคุณและนับถือ ที่เธอขอบคุณก็เพราะเธอรู้ว่าเรเวนเป็นคนที่ช่วยเธอออกมาจากขุมนรกนั่นและทำให้เธอได้พบกับชีวิตใหม่นี้ ส่วนที่นับถือนั้นก็เพราะเรเวนต่างจากคนที่มีพลังเวทย์สูงคนอื่น ๆ ที่เธอเคยรู้จัก เรเวนทั้งใจดีกับเธอไม่กลั่นแกล้งเธอและยังขอโทษเธอที่เกิดมาไร้พลังแล้วยังพูดแดกดันเธออีก

            เรเวนเห็นโซอี้พยักหน้าก็ยิ้มให้จึงชวนเธอเข้านอน

            “นี่ก็ดึกมากแล้วเข้านอนกันเถอะ”

            พูดจบเรเวนก็ทำท่าเตรียมจะปูฟูกนอนที่พื้นเหมือนที่เคยทำแต่โซอี้กลับจับมือเธอไว้ ก่อนจะพูดว่า

            “คือว่าจากนี้ไปให้ฉันลงไปนอนข้างล่างเถอะค่ะ”

            เรเวนปฏิเสธโซอี้ไปว่า

            “ไม่ได้หรอกสภาพเธอเป็นแบบนี้จะปูฟูกและเก็บฟูกยังไงล่ะ”

            โซอี้อับจนถ้อยคำแต่ก็ยังจับมือของเรเวนไว้เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า

            “ถ้าอย่างนั้นนอนบนเตียงด้วยกันไหมคะ”

            เรเวนจ้องหน้าโซอี้ทำให้เธอต้องก้มหน้าหลบ เรเวนพูดติดตลกว่า

            “แต่เตียงนี้เป็นเตียงสำหรับหนึ่งคนนะ”

            โซอี้ไม่ตอบอะไรเพียงยังคงก้มหน้านิ่งแล้วจับมือเธอไว้อย่างนั้น เรเวนที่เห็นดังนั้นจึงพูดไปว่า

            “ก็ได้อึดอัดขึ้นมาก็อย่ามาโทษฉันล่ะ”

            โซอี้เงยหน้ามองเธอตาซ้ายข้างเดียวที่เหลืออยู่เป็นประกายพูดว่า

            “ค่ะ”

            เรเวนสบตาคู่นั้นก่อนจะนึกถึงสิ่งที่เขาบอกเธอในวันนั้นที่ถ้ำใต้หน้าผาวันนั้นเขาบอกเธอว่า หากเขาสามารถซ่อมแซมจิตใจที่พังทลายของโซอี้ได้เธอจะกลายมาเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมให้กับเขา เรเวนมองโซอี้แล้วถามเธอว่า

            “นี่โซอี้หากว่าสักวันเขาทำให้เธอกลับมาเดินได้จริง ๆ สิ่งแรกที่เธอจะทำคืออะไร”

            โซอี้นิ้มให้เรเวนก่อนจะตอบด้วยท่าทางที่ราวกับเพ้อฝันว่า

            “ฉันจะอยากลองวิ่งอย่างสุดฝีเท้าดูสักครั้งฉันอยากจะสัมผัสความรู้สึกการเดินด้วยขาทั้งสองข้างอีกสักครั้ง”

            เรเวนนิ่งไปสักพักก่อนจะถามอีกว่า

            “ถ้าเด็กคนนั้น ถ้าเขาทำได้จริง ๆ เธอคิดว่าจะตอบแทนเขายังไง”

            โซอี้หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

            “ถ้าหากเขาทำได้จริง ๆ สิ่งที่ฉันจะทำเลยก็คงเป็นการขายวิญญาณให้กับเขาค่ะไม่ว่าเขาจะสั่งให้ฉันทำอะไรฉันนั้นยินดีทำตามทุกอย่าง เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่คนไม่มีอะไรอย่างฉันจะมอบให้เขาได้”

            ทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้นของโซอี้เรเวนถึงกับขนลุกซู่ในทันที คำพูดที่เออร์วินพูดไว้ในตอนกลางวันแว่วเข้ามาในหูของเธอ ‘ผมรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ดีก็เท่านั้น’

            เรเวนกลืนน้ำลายลงคอใจเธออยากจะพูดให้โซอี้เปลี่ยนความคิด แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี เธอไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดอะไรเกลี้ยกล่อมดี เรเวนรู้สึกว่าบางทีการที่เธอยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปอาจจะเป็นการดีกว่าก็ได้ เรเวนขบริมฝีปากก่อนจะพูดว่า

            “เข้านอนกันเถอะ”

            “ค่ะ”

             

            ภายในบ้านของเจค

            ท่ามกลางเงาสลัวทำให้มองเห็นว่าตอนนี้บนเตียงอันนากำลังนอนกอดเนียส่วนเนียก็กอดตุ๊กตาผ้า รูบนกำแพงบ้านที่เกิดจากเรื่องเมื่อกลางวันตอนนี้ได้ถูกแผ่นไม้ปิดเรียบร้อย เจคนั่งบนเก้าอี้สายตาของเขาจ้องมองกำไลเหล็กสี่อันบนโต๊ะ เขาหวนนึกถึงสิ่งที่เออร์วินได้พูดกับเขาไว้

            “ถ้าอยากอยู่เหนือกว่าใครก็ต้องพยายามให้สาหัสกว่าใคร”

            และก่อนจะกลับเออร์วินก็ได้ทิ้งกำไลทั้งสี่นี่ไว้ให้เขากำไลแต่ละอันจะหนักสองกิโลกรัม แต่ที่เออร์วินพูดถึงหน่วยกรัมนั้นเจคไม่เข้าใจเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้หนังสือแต่เป็นเพราะเขาไม่เคยได้ยินหน่วยแบบนี้มาก่อน เออร์วินบอกว่าจริงอยู่ที่แต่ละอันนั้นหนักไม่มากแต่ถ้าต้องใช้ชีวิตโดยแบกน้ำหนักนี้ติดตัวไว้ตลอดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที และสิ่งที่เขาต้องทำก็คือใส่มันไว้ตลอดเวลาจะถอดได้ก็แต่ตอนอาบน้ำกับตอนนอนเท่านั้น

            เกี่ยวกับการอาบน้ำนี้เออร์วินได้กำชับและสั่งทุกคนให้อาบน้ำอยู่เสมอ การอาบน้ำทุกวันเป็นสิ่งที่คนชนชั้นล่างมักจะไม่ค่อยทำกัน เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างแต่เออร์วินไม่สน หากต้องการทำให้คนมีชีวิตที่ยืนยาวหนึ่งในปัจจัยสำคัญก็คือสาธารณสุข ดังนั้นไม่ว่าจะเหล่าคนรับใช้ในพระราชวังหรือพวกของเจคสิ่งที่เออร์วินกำชับพวกเขาก็คือความสะอาด

            แม้ว่าในตอนแรกที่ถูกเออร์วินสั่งเช่นนี้จะมีหลายคนไม่เห็นด้วยก็ตามโดยเฉพาะพวกของเจค แต่เมื่อผ่านไปหลายวันก็เริ่มมีคนชินมากขึ้นและพบว่าการได้อาบน้ำทุกวันนั้นดีกว่าที่คิด ส่วนเจคนั้นเดิมทีก็มักจะอาบน้ำทุกวันอยู่แล้วเพราะมีอันนากับเนียคอยกำชับ

            เจคนั่งมองกำไลข้อมือเหล็กทั้งสี่อันนั้นเงียบ ๆ ในตอนที่เขานึกถึงตอนที่รับมันมาเออร์วินได้พูดทิ้งท้ายว่า

            “ผมขอพูดตามตรงเลยนะครับว่าสิ่งที่ผมต้องการจากคุณไม่ใช่แค่ทหารคนหนึ่งแต่เป็นเครื่องมือที่จะพาผมไปยังจุดหมายได้”

            เจคที่ได้ฟังดังนั้นก็นิ่งเงียบเพราะเขานึกไม่ถึงว่าเออร์วินจะพูดกับเขาตามตรงว่าต้องการให้เขามาเป็นเครื่องมือ สิ่งที่เออร์วินพูดนี้เนียกับอันนาไม่รู้เรื่องด้วยซึ่งเจคก็ไม่ได้ตอบอะไรจนเมื่อเออร์วินกลับไป

            เจคนึกย้อนถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้เผชิญมาในชีวิต เขาพบว่าสิ่งสวยงามและสิ่งสำคัญในชีวิตที่เขาได้รับมานั้นล้วนแต่อยู่ที่นี่ คน ๆ นั้นที่มอบที่พักพิงให้กับเขา บ้านที่เขาต้องการรักษาไว้เพื่อรอที่สักวันเขาอาจจะกลับมา พวกพ้องที่เป็นเสมือนครอบครัวคนสำคัญของเขาก็ล้วนอยู่ที่นี่ และวันนี้ก็เกือบจะสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไป

            “เครื่องมืองั้นเหรอ”

            เจคพึมพำออกมาแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาเป็นเครื่องมือแต่ใจเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ ที่ผ่านมาเขาระแวงมาโดยตลอดว่าเออร์วินมีจุดประสงค์อะไรจนในวันนี้เขาก็ได้รู้แล้ว ในโลกนี้ไม่มีอาหารกลางวันที่กินเปล่า หากต้องการพลังย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนเป็นธรรมดา เจคนึกไปถึงสิ่งที่เออร์วินพูดเมื่อตอนกลางวัน แม้จะบอกเพียงว่าคิดเล่น ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นกลับเป็นสิ่งที่เจคจำได้ดี ‘เปลี่ยนแปลงกฎของโลก’

            เจคฉีกยิ้มออกมาแม้ว่าสิ่งที่เออร์วินพูดจะดูเลื่อนลอยเพ้อฝันและไม่มีทางเป็นจริง แต่ในใจลึก ๆ เขาก็หวังให้เออร์วินคิดเช่นนั้นจริง ๆ

            เขาลุกจากเก้าอี้เดินไปที่เตียงมองใบหน้าที่หลับพริ้มของทั้งสอง เขากำหมัดแน่นบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้เรื่องในวันนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด หลังจากนี้เขาจะเลิกอ้างนู่นอ้างนี่และลองดิ้นรนดูสักครั้งเพื่อปกป้องที่อยู่ที่คน ๆ นั้นได้ฝากฝังมันไว้กับเขาและเพื่อที่สักวันเขาคนนั้นอาจจะกลับมา และเพื่อปกป้องครอบครัวของเขา เพื่อการนั้นเขาจำเป็นต้องไขว่คว้าให้ได้พลังมาแม้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยการเป็นเครื่องมือของคนอื่นก็ตาม

            ภายในคฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส

            ร่างผอมซูบของลอร์ดอาร์เทมิสนั่งบนเก้าอี้บุนวมสายตาจ้องไปยังเปลวไฟในเตาผิง กิลเบิร์ตยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เขาได้รายงานเรื่องในวันนี้ให้พ่อของตนฟังแต่ผลที่ได้ก็คือพ่อของเขายังคงนิ่งเฉยไม่ตอบอะไร ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วห้องมีเพียงเสียงในเตาผิงที่ดังให้ได้ยิน ขณะที่เขากำลังยืนรออยู่นั้นพ่อของเขาก็พูดขึ้นว่า

            “เจ้าไม่น่าให้คนพวกนั้นทำการย่ำยีสตรีนางนั้น”

            กิลเบิร์ตแย้งว่า

            “ไม่แน่ว่าเจ้าหญิงจะเชื่อที่เจ้าชายขยะนั่นพูดซะหน่อยนี่”

            ลอร์ดอาร์เทมิสส่ายหน้า

            “ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเจ้าหญิงจะเชื่อหรือไม่แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันจะทำให้ภาพลักษณ์ของเจ้าในสายตาเจ้าหญิงย่ำแย่ลง”

            กิลเบิร์ตพูดไม่ออกยอมรับว่าเขาพลาดไปจริง ๆ เขาเสนอความคิดว่า

            “ถ้าผมฆ่าเจ้าชายขยะนั่นทิ้งล่ะ”

            “เมืองไพร์ล็อกเป็นเมืองเล็ก ๆ เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีปัญญาปกปิดได้หรือ”

            กิลเบิร์ตยิ้มก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าให้พวกเราลงมืออาจจะยากแต่พ่ออย่าลืมว่าวันนี้เจ้าชายขยะนั่นพลาดอย่างแรง เพราะมันดันไปฆ่าชาลีฟ ถ้าเราติดต่อไปหาพ่อของชาลีฟแล้วยื่นข้อเสนอเปิดทางให้พวกนั้นลงมือล่ะพ่อคิดว่าไง”

            คำพูดของลูกชายทำให้ลอร์ดอาร์เทมิสหรี่ตาลงคิดตรึกตรองในหัว ความสัมพันธ์ระหว่างชาลีฟกับกิลเบิร์ตนั้นแท้จริงแล้วเป็นการผลักดันของตนเพื่อต้องการสร้างเส้นสายไว้ที่เมืองอื่น เผื่อสักวันที่เขาต้องหนีหรือลี้ภัยจะได้ไม่อยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก ทว่าตอนนี้สายสัมพันธ์ที่เขาสร้างขึ้นนี้กลับถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เขาไม่นึกฝัน ตอนที่เขาได้ยินเรื่องนี้จากลูกชายทำเอาเขาตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ เขาทุ่มเทไปไม่น้อยแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นอากาศธาตุ ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้าชายขยะนั่น และไม่เพียงเท่านั้นคนสองคนที่ถูกฆ่าตายไปด้วยก็ล้วนเป็นบริวารที่เขาชุบเลี้ยงมาอย่างยากลำบาก

            ลอร์ดอาร์เทมิสกำมือแน่นเขาพยายามสะกดอารมณ์ไว้ไม่ให้อาละวาดแล้วใช้สมองตรึกตรองในสิ่งที่ลูกชายพูดก่อนจะส่ายหัวช้า ๆ

            “สิ่งที่เจ้าหวังจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก”

            เห็นลูกชายของตนทำหน้าไม่เข้าใจลอร์ดอาร์เทมิสก็อธิบายว่า

            “ในตอนนี้ที่มีอาณาจักรดราโกวิชจ้องจะขยายอาณาเขตอยู่ข้าง ๆ สิ่งที่พวกนั้นไม่ทำก็คือการเปิดสงครามกับไพร์ล็อก ต่อให้พ่อของชาลีฟต้องการจะแก้แค้นให้ลูกชายยังไง ทางอาณาจักรเซลเวเลียย่อมไม่มีทางให้เกิดแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตายของลูกชายขุนนางคนนั้นเกิดจากการไปแส่หาเรื่องขยะชิ้นหนึ่งจนโดนขยะชิ้นนั้นฆ่าตายกลับมาแบบนี้ ขืนใช้เรื่องนี้เป็นสาเหตุในการก่อสงครามได้กลายเป็นหัวข้อตลกของผู้คนในละแวกนี้แน่”

            “แล้วพวกตระกูลขุนนางพวกนั้นล่ะที่ว่าอยากจะได้ชาลีฟมาเป็นลูกเขย”

            ลอร์ดอาร์เทมิสพ่นลมหายใจออกมาบอกว่า

            “แกนี่บางครั้งมันก็โง่ในเรื่องที่ไม่น่าโง่นะ”

            กิลเบิร์ตนิ่งงันทันทีที่ได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น ลอร์ดอาร์เทมิสพูดต่อว่า

            “แกคิดจริง ๆ เหรอว่าในสายตาคนเหล่านั้นชาลีฟที่เป็นแค่ซากศพจะยังมีประโยชน์อะไรให้พวกเขาออกหน้า กับคนที่ลูกเขยก็ยังไม่ใช่แบบนี้น่ะ”

            กิลเบิร์ตเงียบไปทันทีคิดตามในใจก็พบว่าที่พ่อของตนพูดก็นับว่ามีเหตุผล ชาลีฟที่มีชีวิตอยู่กับชาลีฟที่กลายเป็นศพนั้นคุณประโยชน์ต่างกันคนละเรื่อง ดังนั้นคงไม่มีคนสติดีที่ไหนออกหน้าทวงความเป็นธรรมให้กับคนตายที่แม้แต่ญาติก็ยังไม่ใช่คนนี้ กิลเบิร์ตสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ พบว่าความคิดของตนนั้นช่างตื้นเขินยิ่งนัก

            “แล้วจะทำยังไงดีพ่อถ้าเจ้าชายขยะนั่นไปฟ้องเจ้าหญิงลิลิธล่ะข้าจบเห่แน่”

            ลอร์ดอาร์เทมิสหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นพูดว่า

            “เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”

            “ข้า? ไม่ต้องทำอะไร?”

            “ใช่เจ้าแค่อยู่เฉย ๆ ไปก็พอ”

            แม้ว่าจะยังสงสัยแต่กิลเบิร์ตก็พยักหน้าเข้าใจ เพราะถึงยังไงพ่อของเขาก็ฉลาดกว่าเขาอยู่แล้ว อยู่ ๆ ลอร์ดอาร์เทมิสก็พูดขึ้นว่า

            “แต่ข้าสนใจสาวใช้ส่วนตัวที่โผล่ออกมาจากเงากับอาร์ติแฟกต์ที่เจ้าชายขยะนั่นใช้มากกว่า”

    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน