THE ONE

    ตอนที่ 45 เอ็ดมัวร์ได้สติ


            ผลึกอสูรและชิ้นส่วนที่อยู่ในครอบครองของเทียนคงตอนนี้นั้นมีมากกว่าคลังของเมืองประกายเงินเสียอีกในตอนนี้แน่นอนว่าเขาไม่สามารถนำทั้งหมดไปขายได้ทันที และเขาไม่สามารถนำไปขายสุ่มสี่สุ่มห้าได้

                  

            เท่าที่เขาได้สอบถามเซียนอินการล่าสัตว์อสูรนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ผิดกฏของนครวิคหคครามแต่อย่างใดทุกคนที่มีความสามารถพอ สามารถออกล่าด้วยตนเองแล้วนำไปขึ้นเงินได้ทันที แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคนที่จะออกล่าได้ จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากเมืองที่ได้รับการรับรอง ซึ่งมีอยู่ 3หัวเมือง นอกจากนครวิหคครามที่สามารถออกได้อยู่แล้ว คือ เมืองประกายทองเมืองเพชะฆาตรอสูร และเมืองตระกูลกัวสาขา 2

                  

            และการขอใบอนุญาตนั้นจะต้องเป็นนักรบภายใต้สังกัดและสังกัดนี้ก็เป็นกลุ่มก้อนของนักรบที่รวมตัวกันเพื่อการล่าสัตว์อสูรโดยเฉพาะซึ่งการจะเข้าสังกัดได้นั้นจริง ๆก็ง่าย ๆเพียงแค่หัวหน้าสังกัดหรือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจตัดสินว่าเขามีความสามารถมากพอ ก็สามารถเข้าสังกัดได้ และสังกัดก็จะส่งรายชื่อให้กับเจ้าหน้าที่ของเมืองที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตอีกที

                  

            ดูเหมือนเป็นเรื่องยุ่งยากที่ขั้นตอนเยอะแต่นี่ก็เป็นการคัดกรองบุคคลที่ไม่รู้ประสา แล้วมีความประสงค์อยากออกล่าสัตว์อสูรโดยที่ไม่ประมาณตนแล้วเข้าไปตายอย่างเปล่าประโยชน์ จริง ๆแล้วพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจในช่วงแรกที่ใครอยากออกล่าก็ออกไปสิ ไม่มีใครคิดห้ามหรอก อยากเสร่อไปตายเองก็ไม่มีใครที่จะสนใจ

                  

            แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้ใหม่ เพราะมีข้อมูลบ่งชี้ว่าสัตว์อสูรที่เคยอยู่ในระดับที่จัดการได้ไม่ยาก กลับแข็งแกร่งขึ้นจนนักรบที่เคยเอาชนะพวกมันได้ไม่ยาก กลับรับมือกับพวกมันได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่สามารถรับมือได้ในที่สุด

                  

            พวกเขาทดลองและสืบทราบได้ว่าสัตว์อสูร มีพันธุกรรมที่สามารถซึมซับพลังของนักรบที่พวกมันกินได้ และสามารถยกระดับพลังจนถึงขั้นวิวัฒนาการความสามารถให้เหนือขึ้นไปได้

                  

            ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าไปตายและเพิ่มพลังให้กับสัตว์อสูรโดยใช่เหตุ พวกเขาจึงออกกฏเหล่านี้ขึ้นมา

                  

            และนี่ไม่ใช่กฏที่มีเฉพาะดาววิหคครามแต่มันเป็นกฏโดยทั่วไปของทุกดาวเคราะห์อาณานิคมมนุษย์ และมีมานานหลายหมื่นปีแล้ว

                  

            เทียนคงจึงคิดว่าเขาจะไปหาสังกัดอยู่จึงได้ติดต่อไปหาเซียนอิน และสอบถามเส้นทางเพื่อไปยังเมืองเพชรฆาตอสูร เซียนอินก็ไม่ลังเลที่จะบอกเขาแต่ก็ไม่วายกล่าวตักเตือนเทียนคงเล็กน้อย เพราะช่วงนี้เทียนคงออกจะเหลวไหลไปหน่อยแล้วทุกครั้งที่เขาออกจากฐานเป็นต้องนำเรื่องอะไรสักอย่างกลับมา ในครั้งนี้ไม่แน่ว่าเขาไปเมืองเพชรฆาตอสูรก็จะต้องสร้างเรื่องอะไรอีกแน่ ๆ

                  

            ผ่านไปอีกสองสามวันเทียนคงที่กำลังจะเดินทางไปที่โรงหลอมอาวุธ สัญญานเตือนก็ดังขึ้นเทียนคงรู้ได้ทันทีว่าเอ็ดมัวร์ได้สติแล้ว เขาจึงส่งข้อความหาวิคทอเรีย ที่ตอนนี้นางออกไปสูดอากาศด้านนอกฐานลับเพราะนางรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องอยู่ในที่แคบ ๆ และไม่สามารถอยู่ฐานลับใต้ดินนี้ได้นานนักวันทั้งวันนางจะออกไปอยู่ข้างบนเสียส่วนใหญ่ตรงปากทางเข้าฐานลับหลังหุบเขาแต่เมื่อนางได้ยินว่าพี่ชายของนางฟื้นแล้วก็ตาโต แล้วรีบกลับทันที

                  

            เมื่อเอ็ดมัวร์ได้สติ เขาลืมตาขึ้นมามองเห็นเพาดห้องที่แปลกตาไป ก็ต้องรู้สึกงงงันก่อนที่เขาจะหมดสติ เขาคิดว่าตัวเขาคงต้องตายแล้ว แต่นี่เขายังไม่ตายและยังอยู่ในสถานที่แปลก ๆอีก เขาสับสนไปหมด แต่ความสับสนนั้นก็หายไปทันทีที่สายตาได้เลื่อนไปเจอ สตรี ที่กำลังวิ่งเข้ามากุมมือเขา

                  

            “พี่เอ็ดมัวร์พี่ฟื้นแล้ว ดีจริง ๆ ดีจริง ๆ ฮือออ .... “ วิคทอเรียที่กุมมือที่ยังคงอ่อนแรงนี้ขึ้นมาและร้องไห้โฮ

                  

            “วิควิคทอเรียเหรอ เป็นเจ้าเหรอ ข้า ข้ายังไม่ตาย เจ้า แล้วเจ้าอยู่ที่นี่ได้ยังไงเกิดอะไรขึ้น แล้วเราอยู่ที่ไหน ....” แม้จะดีใจที่เห็นน้องสาวปลอดภัย แต่ความสับสนงุนงงยังคงอยู่เขารัวคำถามใส่วิคทอเรีย จนนางไม่รู้จะเริ่มต้นตอบจากตรงไหน

                  

            “พี่เอ็ดมัวร์ใจเย็นก่อน ข้าจะเล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง .... คือ ...” วิคทอเรียนั่งลงข้าง ๆเตียงก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่นางเจอกับเทียนคงในวันแรกจนวันที่เขาช่วยนางพาเอ็ดมัวร์ออกมาจากคุกพิเศษ

                  

            เอ็ดมัวร์ได้แต่ตะลึงงัน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าเหลือเชื่อเกินไป เขาสามารถเอาชนะวิคทอเรียได้ทั้งๆที่มีระดับพลังต่ำกว่า ที่ต่ำกว่าหนึ่งระดับขั้นเต็ม ไม่พอยังเอาชนะด้วยกระบวนท่าเดียวแล้วทำให้วิคทอเรียบาดเจ็บจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่รอดแล้วแน่ๆ ที่ยิ่งกว่านั้นคือเขารักษานางจนหายได้ แถมยังยกระดับพลังให้กับวิคทอเรียจนทะลุระดับเชี่ยวชาญขั้นสองแล้วสูงกว่าเขาในตอนนี้ที่มีพลังอยู่ระดับสูงขั้น 7 ในระยะเวลาสั้น ๆ

                  

            ในช่วงที่บุกไปช่วยเขาที่คุกพิเศษไม่เพียงจะลอบเล้นเข้าไปโดยไม่ถูกจับได้ และช่วยเขาออกมา ยังสามารถรับมือกับผู้คุมสองคนที่มีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้นสองแล้วหลบหนีออกมาได้อีก เขายังเป็นมนุษย์อยู่ไหม เท่าที่เขารู้มา แม้จะเป็นอัจฉริยะอันดับต้นๆของเผ่า ก็ยังไม่สามารถทำแบบที่เทียนคงทำได้ แล้วเขาทำได้ยังไงกัน บ้าไปแล้ว

                  

            แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาเสียใจและผิดหวังมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่เขาถูกคนในเผ่าตัวเองทำร้ายจนเกือบตาย และดันได้มนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่ตัวเขาเกลียดนักหนาช่วยชีวิตไว้

                  

            แต่ถึงอย่างนั้นความเกลียดชังต่อมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ของเขาใช่ว่าจะลดลงเหมือนวิคทอเรียเขายอมรับว่าผิดหวังต่อคนร่วมเผ่าตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยินดีที่จะผูกมิตรกับศัตรูเขาจึงเอ่ยกับวิคทอเรียว่า

                  

            “วิคทอเรียในเมื่อข้าก็ฟื้นแล้ว เจ้าพาข้าไปขอบคุณสหายต่างเผ่าของเจ้าเถอะจากนั้นเราจะได้บอกลาเขาเสียที” เอ็ดมัวร์แม้ในใจจะยังคงเกลียดชัง แต่เกลียดก็ส่วนเกลียดบุญคุณก็ส่วนบุณคุญ เขาถูกช่วยชีวิต แน่นอนว่าต้องขอบคุณและตอบแทนแต่จะให้เขายอมรับความช่วยเหลือจากคนที่เขาเกลียด เขาทำไม่ได้

                           

            “ท่านพูดอะไรน่ะท่านยังคิดที่จะไปไหนได้เหรอไงกัน ท่านไม่ได้ยินที่ข้าเล่าให้ท่านฟังเรื่องสหายของข้าเหรอ”วิคทอเรียกดร่างของเอ็ดมัวร์ที่พยายามลุกขึ้นลง ด้วยพลังที่มากกว่าเอ็ดมัวร์จึงไม่สามารถต่อต้านได้เลย จึงทำได้แต่มองวิคทอเรียแล้วพูดว่า

                  

            “ทำไมข้าจะไม่ได้ฟังข้าฟังและเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยล่ะ ว่าในเผ่าเรากำลังเกิดอะไรขึ้นและข้ารู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว”

            

            เอ็ดมัวร์เปิดเผยสิ่งที่วิคทอเรียไม่คาดคิดออกมาทำให้นางมองเอ็ดมัวร์ด้วยสีหน้างุนงงสับสน

            

            “ท่านพูดอะไรน่ะ.... ท่านรู้อยู่แล้ว หมายความว่าไงกัน”

            

            “เห้ออข้าก็เพิ่งรู้ก่อนเจ้าไม่นานหรอก หลังจากเจ้าหายตัวไป พี่เอ็ดเวิร์ดก็ได้ไปรายงานท่านเจ้าแต่ดูเหมือนท่านเจ้าและผู้อาวุโสต่าง ๆจะไม่สนใจใยดีเลยสักนิดเขาจึงตัดสินใจออกตามหาเจ้าด้วยตนเอง และจากนั้นไม่นาน ข่าวลือว่าพี่เอ็ดเวิร์ดได้แหกกฏเผ่าและออกนอกเขตหุบเขาก็แพร่สพัดไปทั่วจนรู้กันหมดหุบเขา เขาถูกตีโทษว่าเป็นกบฏและมีรางวัลนำจับ ตัวข้าที่เป็นน้องชายเขาแม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันจริง ๆแต่ก็ถูกสอบสวน จนในที่สุดก็ถูกจับกุมไปด้วยในวันที่เจ้าส่งข้อความมา และก็ลงเอยอย่างที่เจ้าเห็นน่ะแหละ”

            

            “พี่เอ็ดเวิร์ดออกตามหาข้า ??? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ท่านรู้หรือเปล่า” วิคทอเรียถามด้วยความร้อนรนเพราะเอ็ดเวิร์ดนั้นเป็นพี่ชายแท้ ๆของนาง เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดและคลาดออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ซึ่งต่างจากเอ็ดมัวร์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง จึงปฏิเสธไม่ได้ที่นางจะรู้สึกเป็นห่วงพี่ชายแท้ๆมากกว่าลูกพี่ลูกน้อง

            

            “ใช่เขาออกไปตามหาเจ้าตั้งแต่ 3 เดือนก่อนแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าตอนนี้ชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง”เอ็ดมัวร์ก้มหน้าตอบด้วยความสิ้นหวัง

            

            วิคทอเรียเองก็ใจเสียเขาออกไปนอกหุบเขาร่วม 3 เดือนแล้ว แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววที่จะกลับมายังหุบเขา เขาไม่มีทางหานางเจอแน่นอนเพราะตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา นางอยู่ที่นี่กับเทียนคงตลอดเวลา และเทียนคงก็บอกนางแล้วว่าไม่มีใครมาตามหานางที่เมืองประกายเงินเลย หรือต่อให้มี เอ็ดเวิร์ดก็คงไม่บอกใครต่อใครหรอกว่ามาตามหาคนแถมยังเป็นมนุษย์สายเลือดอสูรด้วย สิ่งที่เขาทำจะต้องทำการหานางด้วยการลอบเล้นและสืบค้นไปตามที่ต่าง ๆด้วยตนเองเท่านั้น

            

            “ข้าว่าเขาน่าจะเริ่มต้นที่เมืองเพชฆาตอสูรนะเราไปตามสืบจากที่นั่นก่อนก็ได้นี่”

            

            ระหว่างที่ทั้งสองคนใจเสียแล้วนิ่งงันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันนั้น เป็นเทียนคงนั่นเองเขากลับมาจากโรงหลอมอาวุธ บังเอิญได้ยินที่เอ็ดมัวร์กับวิคทอเรียสนทนากัน

            

            “ห๊ะเจ้า เจ้าคือ .....” เอ็ดมัวร์หันไปตามเสียง แล้วก็พบกับชายหนุ่มที่อายุราว 18-19ปีคนหนึ่งยืนยิ้มสองมือไขว้หลัง และกำลังเดินเนิบนาบมาที่เขา เขาแทบไม่ได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มพูด เขาเดาได้อยู่แล้ว ว่าเด็กนี่จะต้องคือเทียนคงแน่ ๆ แต่ไม่คิดว่าจะเด็กขนาดนี้

            

            “เขาคือเทียนคงที่ข้าเล่นให้ท่านฟังไงเล่า” วิคทอเรียยิ้มรับแล้วแนะนำ

            

            “เขาน่ะเหรอยังเด็กอยู่เลย” เอ็ดมัวร์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตอนที่ฟังวิคทอเรียเล่าเรื่องให้ฟังนางไม่ได้บอกว่าเทียนคงนั้นอายุเท่าไหร่หน้าตาเป็นอย่างไร เขาจึงจินตนาการไปว่าชายคนที่ช่วยชีวิตเขาและทำเรื่องไม่น่าเชื่อเหล่านั้นได้จะต้องเป็นนักรบที่ดูน่าเกรงขามรูปร่างหน้าตาจะต้องสูงใหญ่และดุดัน และอายุอย่างน้อยก็น่าจะต้องมี 25 – 28 ปีแต่นี่เด็กหนุ่มที่อายุดูยังไม่ถึง 20 ปี ช่างบ้าบอสิ้นดี .....

    คล้ายกับเรื่องTHE ONE ที่คุณอ่าน