“เราอยากให้เจ้าช่วยนวดฝ่าเท้าให้หน่อย” ไป่ฉีกล่าว เขาโบกมือเพียงครั้งเดียวรองเท้าก็หายไป เผยให้เห็นเท้าเปล่าที่งดงามราวกับของสตรี
“เออ พวกเรานวดไม่เป็นครับ แต่จะนวดเท่าที่จะสามารถทำได้” ไท่หยางกล่าว
“เดี๋ยวเราจะบอกพวกเจ้าเองว่าต้องนวดอย่างไร ไปเอาน้ำมาล้างเท้าให้เราก่อน” ไป่ฉีมองดูไท่หยาง ดูแล้วหน่วยก้านไม่เลว หากจะให้เป็นคนสนิทของเฟิงเทียนก็นับว่าได้อยู่ แต่คงต้องตรวจสอบนิสัยใจคอให้ละเอียดก่อน
“ครับ” ไท่หยางรับคำก่อนจะไปหากะละมังใส่น้ำมาล้างเท้าให้กับไป่ฉี ระหว่างนั้นไป่ฉีก็ค่อย ๆ ตรวจความทรงจำของไท่หยางและเต๋อเทียน
เวลาล่วงเลยถึงช่วง 1 ทุ่ม จางหนี่หวังขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน จี๋หลินเวิ่นเทียนจึงได้ให้บ่าวชายพาจางหนี่หวังกลับเรือนรับรอง
“เรือนพักของท่านอวี้กงอยู่ไหนน่ะ” จางหนี่หวังถาม
“อยู่ถัดจากเรือนพักของประมุขจางไปนิดหน่อยครับ” บ่าวชายกล่าว ท่าทางยังคงเกร็ง ๆ เพราะเรื่องที่จางหนี่หวังทำเมื่อช่วงบ่าย
“เจ้าอายุปาไป 40 แล้ว เราไม่รังแกเจ้าให้เสียแรงหรอก นำทางเราไปเรือนรับรองของท่านอวี้กงเถอะ” จางหนี่หวังกล่าว ทำให้บ่าวชายสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะนำทางจางหนี่หวังไปยังเรือนรับรองของอวี้กง
ทางฝั่งไป่ฉีเมื่อรู้ว่าจางหนี่หวังกำลังมา เขาเลยคิดจะแกล้งจางหนี่หวังเสียหน่อย โดยการบอกกับเต๋อเทียนและไท่หยางให้ร่วมมือกับเขา
“พวกเจ้า 2 คนนวดเท้าให้เราตามที่เราสอนไป หากได้ยินเราส่งเสียงอะไรออกไปให้ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรเข้าใจไหม” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ” ทั้ง 2 คนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
‘ขอดูการแสดงออกของป้าจางหน่อย ว่าถ้าได้ยินเสียงแบบนั้นจะมโนเหมือนตอนอยู่ที่ LSA รึเปล่า หึหึ’ ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็เริ่มแผนการทันที เขาหยุดการทำงานของอักขระลมปราณที่ใช้ปิดกั้นเสียงภายในห้องทั้งหมด และส่งเสียงร้องออกมา ทำให้เต๋อเทียนกับไท่หยางเงยหน้ามองเขาทันที ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและเสียงที่ฟังดูเร่าร้อน ทำให้ทั้ง 2 คนก้มหน้าลงด้วยไม่กล้ามองหน้าเขาอีก ใบหน้าของทั้ง 2 แดงก่ำ ด้วยความเขินอาย
ด้านจางหนี่หวังเมื่อเดินมาถึง หูที่ปกติไวอยู่แล้วก็ได้ยินเสียงจากภายในเรือนรับรองของอวี้กง เป็นเสียหอบหายใจถี่รัวของชายหนุ่ม 3 คน (ไป่ฉีใช้อักขระปราณสร้างเสียงบางเสียงขึ้น)
“อืม ดีมาก ไท่หยาง กดเข้ามาลึก ๆ อ้า นั่นแหละ เด็กดี” เสียงของไป่ฉีดังออกมา จนบ่าวชายที่มากับจางหนี่หวังต้องหูผึ่ง
“ซี๊ด เต๋อเทียน เบา ๆ มือหน่อย ค่อย ๆ ไล่มาเรื่อย ๆ อย่างนั้นแหละ อา ตรงนั้นแหละ สอดเข้ามาเลย” เสียงของไป่ฉีที่ดังออกมา คำนั้นชวนคิดสองแง่สองง่ามมาก
จางหนี่หวังกับบ่าวชายที่อยู่หน้าเรือนรับรองของอวี้กง ต่างเริ่มสร้างภาพเหตุการณ์ภายในห้องที่เกิดเสียงนั้นขึ้นมาภายในหัว
“ฟืด ๆ” จางหนี่หวังสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่น ๆ สีแดงไหลออกมาจากรูจมูก จึงสูดหายใจเข้า ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ด
‘โอ๊ย ฟินเกิน ไม่ได้ ๆ ฉันต้องรักษาภาพลักษณ์ของประมุขสมาคมการค้าตะวันจันทราไว้’ จางหนี่หวังรีบปรับอารมณ์และสีหน้าทันที
ส่วนบ่าวชายนั้นก็ก้มหน้าทันที เขาไม่คิดเลยว่าอวี้กงจะเป็นพวกตัดแขนเสื้อ แต่เสียงครางกระเส่าขนาดนี้จะเป็นอะไรได้ถ้าไม่ใช่การร่วมรัก
‘ไท่หยาง เต๋อเทียน การเสียสละของพวกท่าน บ่าวผู้นี้จะรายงานให้ท่านประมุขทราบทุกเสียงคราง เอ้ย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเลยครับ’ บ่าวชายคิด ก่อนที่เสียงของจางหนี่หวังจะทำให้เขาหลุดออกจากห้วงความคิด
“อวี้กง ท่านทำอะไรอยู่ในนั้น เราเข้าไปได้หรือไม่” จางหนี่หวังตะโกนถาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาตก็พังประตูเข้าไปทันที
“อ่ะ.......” บ่าวชายพูดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นประตูถูกพังลงต่อหน้าต่อตา
“อ้าว” จางหนี่หวังแปลกใจกับภาพที่เห็น เธอนึกว่าจะได้เห็นร่างอันเปลือยเปล่าของชายหนุ่ม 3 คนที่ทำกิจกรรมกันจนเหงื่อท่วม เสื้อผ้าที่กระจัดกระจายในห้อง แต่สิ่งที่เห็นคืออวี้กงนั่งอยู่บนเตียง โดยมีเต๋อเทียนกับไท่หยางกำลังนวดเท้าให้อยู่
“ประมุขจาง ท่านไม่รอเราอนุญาตก่อนเล่า ทำไมถึงต้องพังประตูเข้ามาด้วย” ไป่ฉีถาม
“ประมุขจางคิดว่าท่านอวี้กงกับเต๋อเทียนและไท่หยางกำลังซั่ม....อุ๊บ อื้อ ๆ” บ่าวชายยังพูดไม่จบ จางหนี่หวังก็เอามือมาปิด แล้วหัวเราะแหะ ๆ กลบเกลื่อน
“ว่าจะมาคุยอะไรนิดหน่อย แล้วได้ยินเสียงแปลก ๆ เลยคิดว่าท่านกำลังทำบางอย่างที่คล้ายการประลองกระบี่กันอยู่บนเตียง หรือกำลังปีนป่ายเขาสูงเพื่อไปให้ถึงจุดสุดยอดน่ะ แหะ ๆ” จางหนี่หวังกล่าว
“จะประลองได้อย่างไรกัน ท่านกลับไปที่เรือนรับรองของท่านดีกว่าประมุขจาง พวกจี๋หลินกงกง กำลังรอท่านอยู่” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น
“ชิ ฝากไว้ก่อนเถอะ ทำเราหน้าแตกแบบนี้ เราต้องเอาคืนท่านแน่ ๆ” จางหนี่หวังกล่าว
“แย่จังนะ เราคิดจะแนะนำชายหนุ่มดี ๆ ให้สักคน แต่ท่านจะคิดแค้นเราแบบนี้ คงจะ....” ไป่ฉีกล่าวไม่ทันจบ จางหนี่หวังก็พูดขึ้น
“ใคร อายุล่ะ หน้าตาเป็นยังไง” จางหนี่หวังเข้าประชิดตัวไป่ฉีทันที สองมือบีบที่บ่าของเขาแน่นทีเดียว
“ไม่มีหรอก ท่านก็ลองเลือกจากคนที่ประมุขจี๋หลินจัดหามาให้สิ หึ หึ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น
“ท่านมันมารร้ายชัด ๆ” จางหนี่หวังชี้หน้าว่าไป่ฉี ทำให้เต๋อเทียนกับไท่หยางสะดุ้ง เพราะกลัวว่าเทพกระบี่จะโกรธแล้วเข้าปะทะกับจางหนี่หวัง หากทั้ง 2 ปะทะกัน เกรงว่าพวกเขา 2 คนจะโดนลูกหลงเป็นพวกแรก
“เขาว่า เนื้อคู่เกิดด้วยบุพเพ บุพเพเกิดด้วยกรรม กรรมกำหนดชะตา ชะตากำหนดคู่ครอง ประมุขจาง หากท่านทำกรรมดีสักวันมันย่อมส่งผลเป็นแน่ แต่ไม่รู้ว่าชาตินี้ท่านทำมามากพอหรือไม่” ไป่ฉีแอบแซะจางหนี่หวังเล็กน้อย
“ต้น ๆ ก็ฟังรื่นหูดี แต่หลัง ๆ เราว่าไม่ใช่นะท่านอวี้กง” จางหนี่หวังกล่าว
“เจ้าพาประมุขจางกลับเรือนพักเถอะ เราจะให้เต๋อเทียนกับไท่หยางนวดเท้าให้อีกสักหน่อย จำไว้ว่าเสียงที่เจ้าได้ยินเป็นเสียงที่เกิดจากความสบายเท้าของเรา เข้าใจใช่ไหม” ไป่ฉีมองตรงมาที่บ่าวชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จางหนี่หวังทันที
“ค...ครับ แค่ความสบายจากการนวดเท้าครับ” บ่าวชายกล่าวย้ำสิ่งที่ไป่ฉีบอกเมื่อครู่
“เชิญประมุขจาง” ไป่ฉีผายมือไปที่ประตูเป็นเชิงบอกให้ออกไปได้แล้ว
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” จางหนี่หวังที่ทำอะไรไป่ฉีไม่ได้ กลับหลังหันเดินออกไปจากเรือนพักของแห่งนี้ไปทันที
ไป่ฉีใช้อักขระลมปราณซ่อมประตูห้อง ท่ามกลางสายตาของเต๋อเทียนและไท่หยางที่มองตาค้างด้วยความตกตะลึง ประตูที่แหลกจากน้ำมือของจางหนี่หวังกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยความเสียหายก่อนหน้าแม้แต่น้อย
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หึ หึ” ไป่ฉียังอดขำกับท่าทางหน้าแตกของจางหนี่หวังไม่ได้
“ไม่คิดว่าท่านอวี้กงจะเป็นคนชอบแกล้งเลยนะครับ” เต๋อเทียนกล่าว
“เราแค่หาอะไรทำแก้เบื่อน่ะ พวกเจ้า 2 คนเข้ามาใกล้ ๆ นี่” ไป่ฉีเรียกทั้ง 2 คนเข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มไปที่กลางหน้าผาก ถ่ายทอดกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานของเขาให้
เต๋อเทียนกับไท่หยาง ดวงตาเบิกกว้าง เพราะว่าอยู่ ๆ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนท่าและวิธีฝึกกระบี่ก็ไหลเข้ามาในหัวของพวกเขา 2 คน
“ท่านอวี้กง สิ่งที่ท่านให้นั้นมีค่ามากเกินไป ผมไม่กล้ารับไว้” ไท่หยางกล่าว
“ผมก็เช่นกันครับ” เต๋อเทียนกล่าว
“พวกเจ้า 2 คนเป็นคนดีและซื่อสัตย์ เราเห็นว่าในบรรดาคนรุ่นใหม่ของตำหนักเทพกิเลน มีเพียงพวกเจ้า 2 คนเท่านั้นที่ประมุขน้อยเฟิงเทียนสามารถฝากชีวิตไว้กับพวกเจ้าได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงส่งเสริมพวกเจ้า กระบวนท่ากระบี่พื้นฐานที่เราให้ไว้นั้น หากฝึกจนชำนาญแล้ว พวกเจ้าสามารถสร้างวิชากระบี่เฉพาะของตนเองได้ และหากมุ่งมั่นมากพอ อาจสามารถใช้เจตจำนงกระบี่ออกมาได้ด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ผมไท่หยางขอสาบานว่าจะส่งเสริมและปกป้องประมุขน้อยเฟิงเทียนตามความต้องการของท่านอวี้กง เพื่อตอบแทนท่านที่มอบเคล็ดวิชากระบี่นี้ให้” ไท่หยางประสานมือกล่าวให้คำสัตย์ออกมา
“ผมก็เช่นกันครับ ว่าแต่ท่านอวี้กง ทำไมท่านถึงให้ความสำคัญกับประมุขน้อยเฟิงเทียนมากกว่าประมุขน้อยของตำหนักเทพอื่นครับ” เต๋อเทียนถามความสงสัยในใจของตนออกมา
“เราเห็นว่าประมุขน้อยเฟิงเทียนเป็นคนมีคุณธรรม มากกว่าประมุขคนปัจจุบันน่ะสิ ดังนั้นเราจึงยินดีที่จะส่งเสริมประมุขน้อยเฟิงเทียนให้ขึ้นรับตำแหน่งประมุขตำหนักเทพกิเลน ด้วยเหตุนี้พวกเจ้า 2 คนน่าจะช่วยเขาได้” ไป่ฉีกล่าว
“ทำไมท่านถึงมั่นใจในตัวพวกเราครับ” ไท่หยางถาม
“ใช่ เราดูนิสัยคนไม่เคยพลาด เอาล่ะเราจะนอนแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ พวกผมนอนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง หากมีอะไรเรียกได้นะครับ” เต๋อเทียนกล่าว
“เข้าใจแล้ว” ไป่ฉีกล่าวจบก็เอนตัวลงนอนทันที เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขาหลับไปแล้ว
'ไท่หยาง นายคิดว่ายังไงกับเรื่องที่ท่านอวี้กงพูดเมื่อกี้' เต๋อเทียนส่งปราณคุยกับไท่หยาง
ฉันเห็นด้วยกับท่านอวี้กงนะ ประมุขน้อยเฟิงเทียนไม่เคยรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ให้เกียรติคนอื่น และไม่ทำเรื่องแย่ ๆ แบบประมุขจี๋หลินที่ส่งพวกเรามาสืบข้อมูลจากท่านอวี้กงแบบนี้ คิดว่าท่านอวี้กงไม่รู้หรือไงว่าประมุขส่งพวกเรามาดูแลรับรองท่านเพราะอะไร' ไท่หยางตอบกลับทางปราณ
'ก็จริงของนาย เราควรจะเลือกดีไหมว่าจะรับใช้ประมุข หรือจะรับใช้ประมุขน้อยเฟิงเทียนดี' เต๋อเทียนถาม
'ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะรับใช้ประมุขน้อยเฟิงเทียน เพราะตั้งแต่ได้รับคำสั่งมา ฉันก็ไม่ชอบวิธีการแบบนี้เลย นอกจากนี้ถ้าท่านอวี้กงตื่นแล้ว ฉันจะกราบท่านเป็นอาจารย์' ไท่หยางกล่าว
'ฉันเองก็คิดจะกราบท่านอวี้กงเป็นอาจารย์เหมือนกัน ไท่หยางเรามาเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเถอะ' เต๋อเทียนกล่าวพร้อมกับยื่นมือออกมาข้างหน้า
'ยินดี' ไท่หยางจับมือตอบรับ เป็นการบอกว่าเขายินดีเป็นศิษย์ร่วมสำนักด้วย
ส่วนไป่ฉีที่แกล้งทำเป็นหลับนั้น ได้ยินเสียงชายหนุ่มทั้ง 2 ที่สื่อสารกันด้วยปราณก็ยกยิ้มขึ้นในใจ ในที่สุดเขาก็หาคนดีที่จะเป็นสหายให้เจ้าศิษย์โรคจิตได้ซะที การจะขึ้นสู่ตำแหน่งประมุข เพียงตัวคนเดียวไม่สามารถทำได้ ด้วยไม่มีใครที่ไว้ใจเป็นมือเป็นเท้าให้เฟิงเทียนได้ ไป่ฉีเล็งเห็นเรื่องนี้จึงได้ลองตรวจสอบดู ทั้งการแนะนำจุดบกพร่องของผู้ประลองเมื่อตอนเช้านั้นเป็นการสร้างบุญคุณให้กับคนพวกนั้น พร้อมกับตรวจสอบนิสัยใจคอไปด้วย ไป่ฉี
ก็เห็นว่าทั้ง 2 คนนี้นี่แหละที่เหมาะจะเป็นสหายของเฟิงเทียนที่สุด
ค่ำคืนได้มาเยือน ท่ามกลางความเงียบสงบ เรือนพักของจางหนี่หวังกลับไม่ได้เงียบเชียบเช่นทุกเรือน เสียงครางสุขสมของชายหนุ่ม 3 คนดังตลอดทั้งคืน บ่าวชายที่เฝ้าอยู่ด้านนอกได้แต่ก้มหน้าและปิดหู เขารู้ว่าจางหนี่หวังคงใช้ยาปลุกกำหนัดกับทั้ง 3 คนที่มาใหม่อีกแล้วเป็นแน่
ช่วงเช้า ไป่ฉีตื่นขึ้น ก็เห็นเต๋อเทียนกับไท่หยางนอนกันอยู่ที่พื้น ด้วยความนึกสนุก เขาใช้อักขระลมปราณ [หลับลึก] ใส่ทั้ง 2 คน ต่อด้วยใช้ปราณค่อย ๆ จัดท่าทางของทั้ง 2 คนเสียใหม่ โดยการปลดเสื้อกับกางเกงทั้งหมดของเต๋อเทียนกับไท่หยางให้เหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า ก่อนจะเอาผ้าห่มผืนบางมาปิดส่วนสงวนของทั้ง 2 คนไว้ แล้วจัดท่าทางให้ทั้ง 2 นอนกอดกัน ใบหน้าแนบชิด ริมฝีปากห่างกันอีกแค่ 1 มิลลิเมตรก็จะแตะกันอยู่แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการป้ายเลือดสัตว์ที่บริเวณประตูหลังของทั้ง 2 จากนั้นก็ใช้การฝังเข็มอีกนิดหน่อยเพื่อทำให้เมื่อทั้ง 2 รู้สึกตัวแล้วจะเริ่มเจ็บบริเวณประตูหลัง คล้ายกับเมื่อคืนทั้ง 2 ได้กรำศึกด้วยกันมา ปิดท้ายด้วยน้ำสีขาวขุ่น เหนียวข้น ซึ่งเขาแอบไปจิ๊กมาจากเรือนของจางหนี่หวังเมื่อคืน สาดรดไปตามตัวทั้ง 2 คนและพื้นโดยรอบ
“เรียบร้อย” ไป่ฉีมองอย่างพอใจกับการแกล้งแบบเล่นใหญ่ ก่อนจะดีดนิ้ว 1 ครั้งเพื่อคลายอักขระลมปราณ [หลับลึก]
'ถือว่าข้าแก้แค้นพวกเจ้าฐานที่พวกเจ้าเป็นสายให้จี๋หลินเวิ่นเทียนก็แล้วกัน ข้าอยากเห็นจริง ๆ ว่าสีหน้าของชาย 2 คนที่พอตื่นมาแล้วพบว่า.......' ไป่ฉีคิด ก่อนจะเห็น 1 ใน 2 คนนั้นเริ่มรู้สึกตัว
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
