จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 153 หาสหายให้เฟิงเทียน Re

            “เราอยากให้เจ้าช่วยนวดฝ่าเท้าให้หน่อย” ไป่ฉีกล่าว  เขาโบกมือเพียงครั้งเดียวรองเท้าก็หายไป  เผยให้เห็นเท้าเปล่าที่งดงามราวกับของสตรี


            “เออ  พวกเรานวดไม่เป็นครับ  แต่จะนวดเท่าที่จะสามารถทำได้” ไท่หยางกล่าว


            “เดี๋ยวเราจะบอกพวกเจ้าเองว่าต้องนวดอย่างไร  ไปเอาน้ำมาล้างเท้าให้เราก่อน” ไป่ฉีมองดูไท่หยาง  ดูแล้วหน่วยก้านไม่เลว  หากจะให้เป็นคนสนิทของเฟิงเทียนก็นับว่าได้อยู่  แต่คงต้องตรวจสอบนิสัยใจคอให้ละเอียดก่อน


            “ครับ” ไท่หยางรับคำก่อนจะไปหากะละมังใส่น้ำมาล้างเท้าให้กับไป่ฉี  ระหว่างนั้นไป่ฉีก็ค่อย ๆ ตรวจความทรงจำของไท่หยางและเต๋อเทียน


            เวลาล่วงเลยถึงช่วง 1 ทุ่ม  จางหนี่หวังขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน  จี๋หลินเวิ่นเทียนจึงได้ให้บ่าวชายพาจางหนี่หวังกลับเรือนรับรอง


            “เรือนพักของท่านอวี้กงอยู่ไหนน่ะ” จางหนี่หวังถาม


            “อยู่ถัดจากเรือนพักของประมุขจางไปนิดหน่อยครับ” บ่าวชายกล่าว  ท่าทางยังคงเกร็ง ๆ เพราะเรื่องที่จางหนี่หวังทำเมื่อช่วงบ่าย


            “เจ้าอายุปาไป 40 แล้ว  เราไม่รังแกเจ้าให้เสียแรงหรอก  นำทางเราไปเรือนรับรองของท่านอวี้กงเถอะ” จางหนี่หวังกล่าว  ทำให้บ่าวชายสะดุ้งสุดตัว  ก่อนจะนำทางจางหนี่หวังไปยังเรือนรับรองของอวี้กง


            ทางฝั่งไป่ฉีเมื่อรู้ว่าจางหนี่หวังกำลังมา  เขาเลยคิดจะแกล้งจางหนี่หวังเสียหน่อย  โดยการบอกกับเต๋อเทียนและไท่หยางให้ร่วมมือกับเขา


            “พวกเจ้า 2 คนนวดเท้าให้เราตามที่เราสอนไป  หากได้ยินเราส่งเสียงอะไรออกไปให้ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรเข้าใจไหม” ไป่ฉีกล่าว


            “ครับ” ทั้ง 2 คนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี


            ‘ขอดูการแสดงออกของป้าจางหน่อย  ว่าถ้าได้ยินเสียงแบบนั้นจะมโนเหมือนตอนอยู่ที่ LSA รึเปล่า หึหึ’ ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็เริ่มแผนการทันที  เขาหยุดการทำงานของอักขระลมปราณที่ใช้ปิดกั้นเสียงภายในห้องทั้งหมด และส่งเสียงร้องออกมา  ทำให้เต๋อเทียนกับไท่หยางเงยหน้ามองเขาทันที  ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและเสียงที่ฟังดูเร่าร้อน  ทำให้ทั้ง 2 คนก้มหน้าลงด้วยไม่กล้ามองหน้าเขาอีก  ใบหน้าของทั้ง 2 แดงก่ำ  ด้วยความเขินอาย


            ด้านจางหนี่หวังเมื่อเดินมาถึง  หูที่ปกติไวอยู่แล้วก็ได้ยินเสียงจากภายในเรือนรับรองของอวี้กง  เป็นเสียหอบหายใจถี่รัวของชายหนุ่ม 3 คน (ไป่ฉีใช้อักขระปราณสร้างเสียงบางเสียงขึ้น)


            “อืม ดีมาก  ไท่หยาง  กดเข้ามาลึก ๆ อ้า นั่นแหละ  เด็กดี” เสียงของไป่ฉีดังออกมา  จนบ่าวชายที่มากับจางหนี่หวังต้องหูผึ่ง


            “ซี๊ด เต๋อเทียน  เบา ๆ มือหน่อย  ค่อย ๆ ไล่มาเรื่อย ๆ  อย่างนั้นแหละ  อา  ตรงนั้นแหละ  สอดเข้ามาเลย” เสียงของไป่ฉีที่ดังออกมา  คำนั้นชวนคิดสองแง่สองง่ามมาก


            จางหนี่หวังกับบ่าวชายที่อยู่หน้าเรือนรับรองของอวี้กง  ต่างเริ่มสร้างภาพเหตุการณ์ภายในห้องที่เกิดเสียงนั้นขึ้นมาภายในหัว


            “ฟืด ๆ” จางหนี่หวังสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่น ๆ สีแดงไหลออกมาจากรูจมูก  จึงสูดหายใจเข้า  ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ด


            ‘โอ๊ย  ฟินเกิน  ไม่ได้ ๆ ฉันต้องรักษาภาพลักษณ์ของประมุขสมาคมการค้าตะวันจันทราไว้’ จางหนี่หวังรีบปรับอารมณ์และสีหน้าทันที


            ส่วนบ่าวชายนั้นก็ก้มหน้าทันที  เขาไม่คิดเลยว่าอวี้กงจะเป็นพวกตัดแขนเสื้อ  แต่เสียงครางกระเส่าขนาดนี้จะเป็นอะไรได้ถ้าไม่ใช่การร่วมรัก


            ‘ไท่หยาง  เต๋อเทียน  การเสียสละของพวกท่าน  บ่าวผู้นี้จะรายงานให้ท่านประมุขทราบทุกเสียงคราง  เอ้ย  ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเลยครับ’ บ่าวชายคิด  ก่อนที่เสียงของจางหนี่หวังจะทำให้เขาหลุดออกจากห้วงความคิด


            “อวี้กง  ท่านทำอะไรอยู่ในนั้น  เราเข้าไปได้หรือไม่” จางหนี่หวังตะโกนถาม  ด้วยความอยากรู้อยากเห็น  เธอไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาตก็พังประตูเข้าไปทันที


            “อ่ะ.......” บ่าวชายพูดอะไรไม่ออก  เมื่อเห็นประตูถูกพังลงต่อหน้าต่อตา


            “อ้าว” จางหนี่หวังแปลกใจกับภาพที่เห็น  เธอนึกว่าจะได้เห็นร่างอันเปลือยเปล่าของชายหนุ่ม 3 คนที่ทำกิจกรรมกันจนเหงื่อท่วม  เสื้อผ้าที่กระจัดกระจายในห้อง  แต่สิ่งที่เห็นคืออวี้กงนั่งอยู่บนเตียง  โดยมีเต๋อเทียนกับไท่หยางกำลังนวดเท้าให้อยู่


            “ประมุขจาง  ท่านไม่รอเราอนุญาตก่อนเล่า  ทำไมถึงต้องพังประตูเข้ามาด้วย” ไป่ฉีถาม


            “ประมุขจางคิดว่าท่านอวี้กงกับเต๋อเทียนและไท่หยางกำลังซั่ม....อุ๊บ อื้อ ๆ” บ่าวชายยังพูดไม่จบ  จางหนี่หวังก็เอามือมาปิด  แล้วหัวเราะแหะ ๆ กลบเกลื่อน


            “ว่าจะมาคุยอะไรนิดหน่อย  แล้วได้ยินเสียงแปลก ๆ เลยคิดว่าท่านกำลังทำบางอย่างที่คล้ายการประลองกระบี่กันอยู่บนเตียง  หรือกำลังปีนป่ายเขาสูงเพื่อไปให้ถึงจุดสุดยอดน่ะ แหะ ๆ” จางหนี่หวังกล่าว


            “จะประลองได้อย่างไรกัน  ท่านกลับไปที่เรือนรับรองของท่านดีกว่าประมุขจาง  พวกจี๋หลินกงกง กำลังรอท่านอยู่” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น


            “ชิ ฝากไว้ก่อนเถอะ  ทำเราหน้าแตกแบบนี้  เราต้องเอาคืนท่านแน่ ๆ” จางหนี่หวังกล่าว


            “แย่จังนะ  เราคิดจะแนะนำชายหนุ่มดี ๆ ให้สักคน  แต่ท่านจะคิดแค้นเราแบบนี้  คงจะ....” ไป่ฉีกล่าวไม่ทันจบ จางหนี่หวังก็พูดขึ้น


            “ใคร  อายุล่ะ  หน้าตาเป็นยังไง” จางหนี่หวังเข้าประชิดตัวไป่ฉีทันที  สองมือบีบที่บ่าของเขาแน่นทีเดียว


            “ไม่มีหรอก  ท่านก็ลองเลือกจากคนที่ประมุขจี๋หลินจัดหามาให้สิ หึ หึ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น


            “ท่านมันมารร้ายชัด ๆ” จางหนี่หวังชี้หน้าว่าไป่ฉี  ทำให้เต๋อเทียนกับไท่หยางสะดุ้ง  เพราะกลัวว่าเทพกระบี่จะโกรธแล้วเข้าปะทะกับจางหนี่หวัง  หากทั้ง 2 ปะทะกัน  เกรงว่าพวกเขา 2 คนจะโดนลูกหลงเป็นพวกแรก


            “เขาว่า  เนื้อคู่เกิดด้วยบุพเพ  บุพเพเกิดด้วยกรรม  กรรมกำหนดชะตา  ชะตากำหนดคู่ครอง  ประมุขจาง  หากท่านทำกรรมดีสักวันมันย่อมส่งผลเป็นแน่  แต่ไม่รู้ว่าชาตินี้ท่านทำมามากพอหรือไม่” ไป่ฉีแอบแซะจางหนี่หวังเล็กน้อย


            “ต้น ๆ ก็ฟังรื่นหูดี  แต่หลัง ๆ เราว่าไม่ใช่นะท่านอวี้กง” จางหนี่หวังกล่าว


            “เจ้าพาประมุขจางกลับเรือนพักเถอะ  เราจะให้เต๋อเทียนกับไท่หยางนวดเท้าให้อีกสักหน่อย  จำไว้ว่าเสียงที่เจ้าได้ยินเป็นเสียงที่เกิดจากความสบายเท้าของเรา  เข้าใจใช่ไหม” ไป่ฉีมองตรงมาที่บ่าวชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จางหนี่หวังทันที


            “ค...ครับ  แค่ความสบายจากการนวดเท้าครับ” บ่าวชายกล่าวย้ำสิ่งที่ไป่ฉีบอกเมื่อครู่


            “เชิญประมุขจาง” ไป่ฉีผายมือไปที่ประตูเป็นเชิงบอกให้ออกไปได้แล้ว


            “ฝากไว้ก่อนเถอะ” จางหนี่หวังที่ทำอะไรไป่ฉีไม่ได้  กลับหลังหันเดินออกไปจากเรือนพักของแห่งนี้ไปทันที


            ไป่ฉีใช้อักขระลมปราณซ่อมประตูห้อง  ท่ามกลางสายตาของเต๋อเทียนและไท่หยางที่มองตาค้างด้วยความตกตะลึง  ประตูที่แหลกจากน้ำมือของจางหนี่หวังกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยความเสียหายก่อนหน้าแม้แต่น้อย


            “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  หึ หึ” ไป่ฉียังอดขำกับท่าทางหน้าแตกของจางหนี่หวังไม่ได้


            “ไม่คิดว่าท่านอวี้กงจะเป็นคนชอบแกล้งเลยนะครับ” เต๋อเทียนกล่าว


            “เราแค่หาอะไรทำแก้เบื่อน่ะ  พวกเจ้า 2 คนเข้ามาใกล้ ๆ นี่” ไป่ฉีเรียกทั้ง 2 คนเข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มไปที่กลางหน้าผาก  ถ่ายทอดกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานของเขาให้


            เต๋อเทียนกับไท่หยาง  ดวงตาเบิกกว้าง  เพราะว่าอยู่ ๆ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนท่าและวิธีฝึกกระบี่ก็ไหลเข้ามาในหัวของพวกเขา 2 คน


            “ท่านอวี้กง  สิ่งที่ท่านให้นั้นมีค่ามากเกินไป  ผมไม่กล้ารับไว้” ไท่หยางกล่าว


            “ผมก็เช่นกันครับ” เต๋อเทียนกล่าว


            “พวกเจ้า 2 คนเป็นคนดีและซื่อสัตย์  เราเห็นว่าในบรรดาคนรุ่นใหม่ของตำหนักเทพกิเลน  มีเพียงพวกเจ้า 2 คนเท่านั้นที่ประมุขน้อยเฟิงเทียนสามารถฝากชีวิตไว้กับพวกเจ้าได้  ด้วยเหตุนี้เราจึงส่งเสริมพวกเจ้า  กระบวนท่ากระบี่พื้นฐานที่เราให้ไว้นั้น  หากฝึกจนชำนาญแล้ว  พวกเจ้าสามารถสร้างวิชากระบี่เฉพาะของตนเองได้ และหากมุ่งมั่นมากพอ  อาจสามารถใช้เจตจำนงกระบี่ออกมาได้ด้วย” ไป่ฉีกล่าว


            “ผมไท่หยางขอสาบานว่าจะส่งเสริมและปกป้องประมุขน้อยเฟิงเทียนตามความต้องการของท่านอวี้กง  เพื่อตอบแทนท่านที่มอบเคล็ดวิชากระบี่นี้ให้” ไท่หยางประสานมือกล่าวให้คำสัตย์ออกมา


            “ผมก็เช่นกันครับ  ว่าแต่ท่านอวี้กง  ทำไมท่านถึงให้ความสำคัญกับประมุขน้อยเฟิงเทียนมากกว่าประมุขน้อยของตำหนักเทพอื่นครับ” เต๋อเทียนถามความสงสัยในใจของตนออกมา


            “เราเห็นว่าประมุขน้อยเฟิงเทียนเป็นคนมีคุณธรรม  มากกว่าประมุขคนปัจจุบันน่ะสิ  ดังนั้นเราจึงยินดีที่จะส่งเสริมประมุขน้อยเฟิงเทียนให้ขึ้นรับตำแหน่งประมุขตำหนักเทพกิเลน  ด้วยเหตุนี้พวกเจ้า 2 คนน่าจะช่วยเขาได้” ไป่ฉีกล่าว


            “ทำไมท่านถึงมั่นใจในตัวพวกเราครับ” ไท่หยางถาม


            “ใช่  เราดูนิสัยคนไม่เคยพลาด  เอาล่ะเราจะนอนแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “ครับ  พวกผมนอนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง  หากมีอะไรเรียกได้นะครับ” เต๋อเทียนกล่าว


            “เข้าใจแล้ว” ไป่ฉีกล่าวจบก็เอนตัวลงนอนทันที  เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ  บ่งบอกว่าเขาหลับไปแล้ว


            'ไท่หยาง  นายคิดว่ายังไงกับเรื่องที่ท่านอวี้กงพูดเมื่อกี้' เต๋อเทียนส่งปราณคุยกับไท่หยาง


            ฉันเห็นด้วยกับท่านอวี้กงนะ  ประมุขน้อยเฟิงเทียนไม่เคยรังแกคนที่อ่อนแอกว่า  ให้เกียรติคนอื่น และไม่ทำเรื่องแย่ ๆ แบบประมุขจี๋หลินที่ส่งพวกเรามาสืบข้อมูลจากท่านอวี้กงแบบนี้  คิดว่าท่านอวี้กงไม่รู้หรือไงว่าประมุขส่งพวกเรามาดูแลรับรองท่านเพราะอะไร' ไท่หยางตอบกลับทางปราณ


            'ก็จริงของนาย  เราควรจะเลือกดีไหมว่าจะรับใช้ประมุข หรือจะรับใช้ประมุขน้อยเฟิงเทียนดี' เต๋อเทียนถาม


            'ฉันตัดสินใจแล้ว  ฉันจะรับใช้ประมุขน้อยเฟิงเทียน  เพราะตั้งแต่ได้รับคำสั่งมา  ฉันก็ไม่ชอบวิธีการแบบนี้เลย  นอกจากนี้ถ้าท่านอวี้กงตื่นแล้ว  ฉันจะกราบท่านเป็นอาจารย์' ไท่หยางกล่าว


            'ฉันเองก็คิดจะกราบท่านอวี้กงเป็นอาจารย์เหมือนกัน  ไท่หยางเรามาเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเถอะ' เต๋อเทียนกล่าวพร้อมกับยื่นมือออกมาข้างหน้า


            'ยินดี' ไท่หยางจับมือตอบรับ  เป็นการบอกว่าเขายินดีเป็นศิษย์ร่วมสำนักด้วย


            ส่วนไป่ฉีที่แกล้งทำเป็นหลับนั้น  ได้ยินเสียงชายหนุ่มทั้ง 2 ที่สื่อสารกันด้วยปราณก็ยกยิ้มขึ้นในใจ  ในที่สุดเขาก็หาคนดีที่จะเป็นสหายให้เจ้าศิษย์โรคจิตได้ซะที  การจะขึ้นสู่ตำแหน่งประมุข  เพียงตัวคนเดียวไม่สามารถทำได้  ด้วยไม่มีใครที่ไว้ใจเป็นมือเป็นเท้าให้เฟิงเทียนได้  ไป่ฉีเล็งเห็นเรื่องนี้จึงได้ลองตรวจสอบดู  ทั้งการแนะนำจุดบกพร่องของผู้ประลองเมื่อตอนเช้านั้นเป็นการสร้างบุญคุณให้กับคนพวกนั้น  พร้อมกับตรวจสอบนิสัยใจคอไปด้วย  ไป่ฉี

            ก็เห็นว่าทั้ง 2 คนนี้นี่แหละที่เหมาะจะเป็นสหายของเฟิงเทียนที่สุด


            ค่ำคืนได้มาเยือน  ท่ามกลางความเงียบสงบ  เรือนพักของจางหนี่หวังกลับไม่ได้เงียบเชียบเช่นทุกเรือน  เสียงครางสุขสมของชายหนุ่ม 3 คนดังตลอดทั้งคืน  บ่าวชายที่เฝ้าอยู่ด้านนอกได้แต่ก้มหน้าและปิดหู  เขารู้ว่าจางหนี่หวังคงใช้ยาปลุกกำหนัดกับทั้ง 3 คนที่มาใหม่อีกแล้วเป็นแน่


            ช่วงเช้า  ไป่ฉีตื่นขึ้น  ก็เห็นเต๋อเทียนกับไท่หยางนอนกันอยู่ที่พื้น  ด้วยความนึกสนุก  เขาใช้อักขระลมปราณ [หลับลึก] ใส่ทั้ง 2 คน  ต่อด้วยใช้ปราณค่อย ๆ จัดท่าทางของทั้ง 2 คนเสียใหม่  โดยการปลดเสื้อกับกางเกงทั้งหมดของเต๋อเทียนกับไท่หยางให้เหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า  ก่อนจะเอาผ้าห่มผืนบางมาปิดส่วนสงวนของทั้ง 2 คนไว้  แล้วจัดท่าทางให้ทั้ง 2 นอนกอดกัน  ใบหน้าแนบชิด  ริมฝีปากห่างกันอีกแค่ 1 มิลลิเมตรก็จะแตะกันอยู่แล้ว  ขั้นตอนสุดท้ายคือการป้ายเลือดสัตว์ที่บริเวณประตูหลังของทั้ง 2  จากนั้นก็ใช้การฝังเข็มอีกนิดหน่อยเพื่อทำให้เมื่อทั้ง 2 รู้สึกตัวแล้วจะเริ่มเจ็บบริเวณประตูหลัง  คล้ายกับเมื่อคืนทั้ง 2 ได้กรำศึกด้วยกันมา  ปิดท้ายด้วยน้ำสีขาวขุ่น  เหนียวข้น  ซึ่งเขาแอบไปจิ๊กมาจากเรือนของจางหนี่หวังเมื่อคืน  สาดรดไปตามตัวทั้ง 2 คนและพื้นโดยรอบ


            “เรียบร้อย” ไป่ฉีมองอย่างพอใจกับการแกล้งแบบเล่นใหญ่  ก่อนจะดีดนิ้ว 1 ครั้งเพื่อคลายอักขระลมปราณ [หลับลึก]


            'ถือว่าข้าแก้แค้นพวกเจ้าฐานที่พวกเจ้าเป็นสายให้จี๋หลินเวิ่นเทียนก็แล้วกัน  ข้าอยากเห็นจริง ๆ ว่าสีหน้าของชาย 2 คนที่พอตื่นมาแล้วพบว่า.......' ไป่ฉีคิด  ก่อนจะเห็น 1 ใน 2 คนนั้นเริ่มรู้สึกตัว

    ________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน