ท่ามกลางขุนเขาที่ทอดยาวสุดสายตาสถานที่แห่งนี้คือเทือกเขากู่หยวน เขตพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับใจกลางของอาณาจักรต้าก้าน
ขุนเขาเขียวขจีทอดยาวไปไกลสุดสายตาต้นไม้เบื้องล่างเจริญงอกงามขึ้นมาในเวลาที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่านานเท่าใด แต่ได้บดบังแสงแดดไปจนหมดแล้วไม่นานพลันมีเหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบลงไปยังผืนป่าและทรงตัวบนพื้นดินอย่างใจเย็น ผู้ที่อยู่บนหลังของมันก็คือเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั่นเอง
พวกเขาใช้เวลาในการเดินทางถึงสองวันเต็มๆในที่สุดก็ได้ลงมาอยู่บนพื้นเสียที
เมิ่งฝานมองไปรอบกายก่อนมุมปากจะกระตุกและเอ่ยเสียงเบา“เหตุเจ้าเหยี่ยวตัวนี้จึงไม่ไปต่อเล่า?”
“หึ มันขี้ขลาดเกินไป เวลานี้อยู่ในอาณาเขตของอสรพิษเนตรทับทิมแล้วล่ะ!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กล่าวอย่างจนปัญญาก่อนจะลงจากหลังเหยี่ยวเมื่อนางตบไปตัวของมัน เหยี่ยวพลันส่งเสียงร้องแล้วบินกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมิ่งฝานไหวไหล่ก่อนจะมองไปรอบกายเขารู้ดีว่าสัตว์อสูรทุกตัวล้วนแต่มีพื้นที่ซึ่งเป็นอาณาเขตของตนเอง
และสัตว์อสูรผู้แข็งแกร่งทุกตัวก็มักจะไม่ยอมให้ผู้อื่นเข้ามาในอาณาเขตของตนมิฉะนั้นแล้วก็จะสังหารให้หมดสิ้น ยิ่งเป็นขั้นบรรพอสูร จักรพรรดิอสูร และขั้นที่แข็งแกร่งขึ้นไปนั้นยิ่งมีอาณาเขตใหญ่ยิ่งกว่าอาณาจักรบางแห่งของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ
ท่ามกลางผืนป่าที่มืดสลัวทั้งเงียบงันและวังเวงบรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ยามนี้แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกเกร็งไปทั้งร่างพลังปราณในตัวแผ่ซ่านเตรียมพร้อมต่อสู้ทุกเวลา เพราะถึงอย่างไรแล้วนี่ก็เป็นอาณาเขตของสัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่หากไม่ทันระวังผู้ยิ่งใหญ่นั้นก็อาจจะทำให้พวกเขาต้องทนทุกข์ได้แม้เพียงพ่นลมหายใจออกมา
ร่างอรชรของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก้าวไปเบื้องหน้าอย่างระมัดระวังสะโพกผายภายใต้เนื้อผ้านั้นน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเมิ่งฝานที่อยู่ด้านหลังของนางปรายตามองไปก็ครุ่นคิดขึ้นมาในใจว่านางนั้นเป็นดั่งของที่ล้ำเลิศแห่งโลกมนุษย์เลยก็ว่าได้
หากว่าสตรีธรรมดามีหน้าตางดงามเพียงนี้ก็คงจะมีโอกาสแต่งงานออกเรือนไปกับจอมยุทธ์ยอดฝีมือเป็นแน่แต่ดูคล้ายว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั้นรักอิสระบนคมดาบเสียมากกว่า
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาจากด้านหลังนางจึงหันหลังกลับก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามองอันใดกัน?”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาเขามองไปยังริมฝีปากแดงสวยของไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “มันไม่ได้มีไว้ดูหรือไร?”
“หึ!”
สีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เปลี่ยนไปเล็กน้อยจากนั้นจึงกัดฟันเอ่ยว่า “ถ้าเจ้ายังดูไม่เลิกข้าก็จะจัดการเจ้าเสีย!”
“ฮ่าฮ่า!”
เมิ่งฝานก้าวเดินพลางหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า“เจ้าจะสู้ข้าได้หรือ? หากข้าทำอันใดเจ้าณ ที่แห่งนี้เจ้าก็คงจะไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงขัดขืนเสียด้วยซ้ำ”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ปรายตามองนางสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันเปลี่ยนไปในทันใด ก่อนที่นางจะเอ่ยอย่างไม่ยอมจำนน “เจ้าอย่าคิดว่าตนเองมีพลังที่แข็งแกร่งแล้วจะสามารถรังแกข้าได้! เพราะหากท่านพ่อของข้ารู้เข้าละก็...หึหึ!”
ให้ตายสิ!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย“ตระกูลของเจ้าคงจะแข็งแกร่งไม่น้อยเลยสิท่า?”
พรสวรรค์ผู้มีวาจาเทพของไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั้นเป็นการสืบทอดทางสายเลือดจากตระกูลฉะนั้นแล้วเกรงว่าหากเทียบกับพรรคเหมันต์สวรรค์แล้ว ตระกูลของนางก็คงจะไม่ด้อยไปกว่ากัน
เพราะถึงอย่างไรแล้วผู้มีวาจาเทพทุกคนล้วนแต่มีพลังในการดึงดูดสัตว์อสูรมาตั้งแต่เกิดเคยมีอาณาจักรแห่งหนึ่งของมนุษย์ล่วงเกินผู้มีวาจาเทพ โดยผู้มีวาจาเทพเพียงผู้เดียวแค่ส่งเสียงเรียกกองทัพสัตว์อสูรมารวมพลก็สามารถทำลายอาณาจักรแห่งนั้นจนล่มสลายได้ภายในเวลาเพียงสามวัน
ฉะนั้นแล้วหากมาอยู่รวมกันเป็นตระกูลความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่เมิ่งฝานเพียงแค่คิดก็รู้สึกขนหัวลุกแล้วแต่เรื่องที่เขาสงสัยคือทั้งที่จริงๆ แล้วไป๋สุ่ยเอ๋อร์ควรจะเป็นดั่งเทพธิดาของตระกูลแต่เหตุใดจึงออกเดินทางเพียงลำพังเช่นนี้!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันวาวโรจน์ก่อนจะกัดฟันแล้วเอ่ยว่า “มันก็แข็งแกร่งจริงๆ นั่นแหละ!”
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ตนเองไม่ควรถามดังนั้นเขาจึงปิดปากเงียบแล้วก้าวเดินต่อไป
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ถามต่อไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ลูบเส้นผมแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้าไม่อยากรู้อย่างอื่นอีกหรือไร?”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า“ในเมื่อเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ย่อมแปลว่าไม่อยากเอ่ยถึงมันหากวันใดเจ้าอยากบอก ข้าก็พร้อมที่จะรับฟัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็วาบไหวใบหน้ามีรอยยิ้มปรากฏ ก่อนที่นางจะเอ่ยว่า “คนอย่างเจ้าแม้ว่าจะน่ารำคาญแต่ก็นับว่ารู้จักหนักเบา”
“นี่เจ้ากำลังชมหรือว่าด่าข้ากันแน่!”
เมิ่งฝานส่ายหน้ายิ้มเจื่อน
ทั้งสองก้าวเดินไปท่ามกลางผืนป่าอันมืดสลัวยิ่งเดินไปยังใจกลางผืนป่าเมิ่งฝานก็ยิ่งรู้สึกว่ารอบกายคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของเลือดอันน่าสะพรึง
ที่นี่คงจะเป็นใจกลางอาณาเขตของอสรพิษเนตรทับทิมแล้วเป็นแน่เด็กหนุ่มกระตุกยิ้ม เก็บความประมาทเอาไว้ในใจแล้วมองตรงไปยังเบื้องหน้าพวกเขาก้าวเดินต่อไปอีกราวหนึ่งร้อยเมตรก่อนจะหยุดลง เพราะเบื้องหน้ามีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง
“คงจะเป็นที่ตรงนี้แล้วล่ะ!”
ด้านหลัง ใบหน้าอันงดงามของไป๋สุ่ยเอ๋อร์มีความเคร่งขรึมปรากฏก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ตรงหน้าของพวกเราก็คือถ้ำของอสรพิษเนตรทับทิมเลือดบริสุทธิ์และศิลาวิญญาณที่พวกเราต้องการน่าจะอยู่ในถ้ำนี้”
“แล้วต้องทำอย่างไร?” นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย พลันมีขวดหยกขนาดเล็กปรากฏขึ้นมานางนำมันไปวางไว้ในผืนป่าที่ไม่ไกลออกไปนัก ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สองพยัคฆ์ต่อกรกันมักมีตัวใดตัวหนึ่งที่ต้องบาดเจ็บ คอยดูเถอะ ของสิ่งนี้สามารถดึงดูดสัตว์อสูรโดยรอบได้ทั้งหมดแม้ว่ากลิ่นหอมของมันจะไม่มีพิษภัยต่ออสรพิษเนตรทับทิมแต่สิ่งที่ตามกลิ่นมาจะต้องไม่ได้มีเพียงแค่มันตัวเดียวแน่!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ลากเมิ่งฝานไปหยุดอยู่ในพุ่มไม้ที่ค่อนข้างทึบแล้วมองผ่านพุ่มไม้ออกไปยังสิ่งที่วางเป็นตัวล่อ
เป็นกำยานยวนจิตอีกชนิดหนึ่งสินะ!
เมิ่งฝานแลบลิ้นยืนอยู่กับไป่สุ่ยเอ๋อร์ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มีเงาร่างของสัตว์อสูรจำนวนมากมายปรากฏขึ้นกลางผืนป่า
บรรยากาศของผืนป่าพลันตึงเครียดขึ้นในทันใดในบรรดาสัตว์เหล่านั้นมีสัตว์อสูรระดับสี่จำนวนไม่น้อยถึงขั้นมีสัตว์อสูรระดับห้าตามกลิ่นมาด้วย กลิ่นอายดุร้ายแผ่ซ่านอกมาจากร่างของพวกมันซึ่งต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ
แล้วในเวลาต่อมาก็มีเสียงคำรามอย่างเดือดดาลดังออกมาจากผืนป่าเมื่อเสียงคำรามซึ่งคล้ายดั่งพลังสายฟ้าฟาดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณผืนป่าก็พลันสั่นสะเทือน
อสรพิษตัวยักษ์ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตาต่อมาลำตัวของมันมีสีแดงทับทิมและแลบลิ้นออกมา มันมีความยาวถึงสิบกว่าเมตรทั้งยังมีอานุภาพที่น่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมาอีกด้วย
เมื่อกลิ่นอายแห่งพลังของมันแผ่ซ่านสัตว์อสูรโดยรอบต่างวิ่งหนีเตลิดไปทั่วสารทิศ เพียงแค่กลิ่นอายพลังก็สามารถสยบสัตว์อสูรได้นับร้อยยิ่งใหญ่สมกับเป็นราชาสัตว์อสูร!
อสรพิษเนตรทับทิม!
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไป ก่อนจะรีบกลั้นหายใจและไม่กล้าขยับไปไหนสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเช่นนี้เพียงแค่ระลอกคลื่นของกลิ่นอายแห่งพลังของมันก็สามารถสังหารสรรพสิ่งได้มากมายนับไม่ถ้วนการที่ต้องมาช่วงชิงสิ่งของที่อยู่ในการดูแลของสัตวอสูรชนิดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่บ้าคลั่งไม่น้อย!
ร่างกายขนาดยักษ์ของมันเคลื่อนตรงไปยังกำยานหอมอย่างรวดเร็วพร้อมกับนัยน์ตาที่เปล่งประกายแล้วในวินาทีต่อมาพลันมีเสียงคำรามคล้ายดั่งเสียงของวานรดังขึ้นมาจากผืนป่า ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
เพียงชั่วพริบตาระลอกคลื่นจากแรงสั่นสะเทือนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณพื้นดินขยับประหนึ่งแผ่นดินไหวก็ไม่ปานใบไม้จำนวนมากมายนับไม่ถ้วนลอยปลิวลงมาจากท้องฟ้า แล้วในเวลาต่อมาพลันมีวานรตัวยักษ์ปรากฏมันมีเส้นขนสีขาวปกคลุมไปทั้งร่างกายที่มีขนาดใหญ่ดุจดั่งขุนเขาขนาดย่อม พร้อมทั้งปล่อยไอความเย็นที่คล้ายว่าสามารถแช่แข็งทุกสิ่งได้ออกมา
เมื่อมันเคลื่อนกายไปที่ใดต้นไม้ใบหญ้าโดยรอบก็ล้วนแต่ถูกแช่แข็งวานรตัวนั้นมองไปยังอสรพิษเนตรทับทิมก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “วางสิ่งนั้นไว้ แล้วไสหัวไปเสีย!”
อสรพิษเนตรทับทิมล่าถอยไปเล็กน้อยทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับฉายแววร้ายกาจ แล้วตวาดเสียงต่ำ “หากยอมสละของสิ่งนี้ไปแล้วเปิ่นหวังจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”
วานรยักษ์ได้ยินแล้วกระตุกยิ้มมันก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับปล่อยให้ไอความเย็นแผ่ซ่าน “ถ้าอย่างนั้นก็ไปตายเสียเหล่าจื่ออยากสังหารเจ้ามานานมากแล้ว!”
ยิ่งย่างก้าวไปเบื้องหน้าไอความเย็นในกายของวานรตัวยักษ์ก็ยิ่งลึกล้ำมันเองก็เป็นสัตว์อสูรผู้แข็งแกร่งในขั้นราชาสัตว์อสูรเช่นกันสามารถเอ่ยวาจาเป็นภาษามนุษย์ แข็งแกร่งจนขยับขุนเขาได้ด้วยฝ่ามือเดียว!
เป็นเช่นนี้นี่เอง
เมิ่งฝานครุ่นคิดขึ้นในใจ เขารู้แล้วว่าเหตุใดไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงกล้าเดินทางมายังยอดเขาแห่งนี้นางอาศัยกำยานเพียงชิ้นเดียวทำให้สัตว์อสูรผู้ไม่รู้ความจริงทั้งสองมาต่อสู้กัน
เพียงชั่วพริบตาพลันมีระลอกคลื่นแห่งพลังปรากฏขึ้นในผืนป่าพลังปราณแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ในร่างกายของสัตว์อสูรก็แฝงไปด้วยพลังปราณซึ่งมีธาตุที่แตกต่างและแข็งแกร่งไม่แพ้กันการปะทะกันของสัตว์อสูรทั้งสองดุจดั่งมีอุกกาบาตตกลงบนพื้นโลกผู้ที่อยู่ในระยะหนึ่งร้อยเมตรล้วนแต่ต้องแหลกสลาย
น่าสะพรึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยแล้วในเวลาต่อมาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายก็เอ่ยขึ้นว่า “เวลานี้แหละข้าจะไปเอาของ ส่วนเจ้าอยู่ที่นี่คอยดูสถานการณ์และถ่วงเวลาเอาไว้ จะต้องทำให้อสรพิษเนตรทับทิมอยู่ข้างนอกนี้ให้นานที่สุด!”
เมื่อพูดจบไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ลุกขึ้นยืนนางกำลังจะขยับตัวแต่เมิ่งฝานกลับขัดขวางเอาไว้เสียก่อน เขาลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยไปเสียงเรียบ“ข้ามีวิชายุทธ์แขนงความเร็ว ข้าจัดการเองแล้วกัน!”
“เจ้า!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ชะงักงันไปชั่วครู่เท่าที่นางรู้จักเมิ่งฝานนั้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมีศักยภาพที่น่าสะพรึงแต่ก็ไม่เคยลังเลหรือสนใจในความงามของนาง
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าอยู่ข้างกายข้าย่อมหมายความว่าเจ้าเป็นสหายของข้า แล้วก็นับว่าเป็นสตรีของข้าเช่นกันเช่นนั้นข้าจะยอมให้เจ้าไปได้อย่างไร!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปสีแดงเลือดฝาดที่ปรากฏก็ช่างงดงามน่าหลงใหลอย่างยิ่ง เพราะนางเองก็เข้าใจถึงความนัยที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาแล้วแต่ในเวลาต่อมานางก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อยเพราะเมิ่งฝานหายไปแล้ว
ยาตราเซียนเหินถูกปลดปล่อยออกมาแล้วเมิ่งฝานเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้า เพียงชั่วพริบตาก็ทะลวงผ่านผืนป่าอ้อมลานต่อสู้ของสัตว์อสูรทั้งสองไปแม้จะมีระลอกคลื่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์มองตามเงาร่างของเมิ่งฝานแล้วกัดฟันแน่นนัยน์ตาของนางมีความรู้สึกมากมายปรากฏ แล้วหันกลับไปสนใจสนามการต่อสู้อีกครั้งในเวลาต่อมาผืนป่าในบริเวณนั้นแหลกสลายไปแล้วในเวลาเพียงไม่นาน การปะทะกันของพลังปราณอันแข็งแกร่งเต็มไปด้วยพลังการทำลายล้างที่ไร้เทียมทาน
นางรู้ดีว่ายิ่งราชาสัตว์อสูรทั้งสองต่อสู้กันนานเท่าใดก็ยิ่งดีต่อเมิ่งฝานเท่านั้น!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็วิ่งไปยังถ้ำด้วยความเร็วสูงหลังจากนั้นราวสิบอึดใจเขาก็พบว่านี่เป็นถ้ำที่เต็มไปด้วยความมืดดำไม่อาจมองเห็นภายใน
หากอสรพิษเนตรทับทิมตัวนั้นกลับมาเจอเขาในถ้ำแห่งนี้เพียงแค่ลมหายใจของมันก็คงทำให้เขาตายแล้วตายอีกเจ็ดแปดรอบเป็นแน่!
ทว่าเมื่อนึกถึงศิลาวิญญาณที่อยู่ข้างในเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นย่างก้าวเข้าไปด้วยยาตราเซียนเหิน หายเข้าไปในเงามืดพร้อมกับสบถเสียงเบา
“ให้ตายเถอะ มารดาเขาสิ!”