ตอนที่ 11 แท้จริงแล้วเ้าคือผู้ใดกันแน่
เมื่อหลินหานเห็นสีหน้าเ็ปของหลินจงเขาขยับปากเหมือนอยากจะเอ่ยอันใดบางอย่าง ทว่าท้ายที่สุดเขาก็มิได้เอ่ยอันใดออกมาเขาดึงมือหลินหร่วนแล้วหันหลังจากไปทันที
หลินซิ่วนอนคว่ำหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นเบา ๆ อยู่บนไหล่ของหลินหร่วนนางมิได้ร้องเรียกหาท่านพ่ออีก นางอายุน้อยเพียงนี้แต่ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจอันใดบางอย่างแล้ว
ทั้งสามคนกลับไปยังบ้านหลังเก่า หลินหานวิ่งกลับห้องโดยมิเอ่ยอันใดสักคำหลินหร่วนเห็นว่าหลินซิ่วเปียกไปทั้งร่างบัดนี้นางซุกตัวอยู่ที่หน้าประตูอย่างน่าสงสารคงทำได้เพียงแบกหน้าไปหาอาสะใภ้โจวเพื่อขอยืมเสื้อผ้าเท่านั้น
เมื่ออาสะใภ้โจวได้ยินว่าหลินซิ่วถูกรังแก อาสะใภ้ก็โกรธมากยิ่งนัก
“ถึงบิดาของนางจะมิได้เลวร้ายอันใด ทว่าเขาอ่อนแอจนเกินไปยืนหยัดด้วยตนเองมิได้ก็ช่างเขาเถิด แต่นี่อันใดกันเขาทำให้พวกเ้าต้องลำบากไปด้วย”
หลินหร่วนมิได้เอ่ยถึงหลินจงในทางที่มิดีสักครึ่งคำ
เพราะที่นี่คือยุคสมัยโบราณ ซึ่งคำว่ากตัญญูยิ่งใหญ่เทียมฟ้าแม้ว่าหลินจงจะมีหลายเื่ที่มิดี ทว่าผู้เยาว์เฉกเช่นพวกเขาก็มิสามารถเอ่ยอันใดให้มากความได้
อาสะใภ้โจวก็ทราบถึงเหตุผลนี้เช่นกัน นางจึงมิเอ่ยอันใดอีกก่อนจะหันไปจัดการหยิบเสื้อผ้าเก่า ๆ ออกมา
“นี่เป็เสื้อผ้าที่เหลียนเอ๋อเจี่ยกับซานจู้เกอของเคยใส่สมัยตอนยังเยาว์เ้านำไปให้หลินซิ่วกับอาหานเถิดส่วนสองตัวนี้เป็เสื้อของเหลียนเอ๋อเจี่ยเมื่อสองปีก่อนข้าคิดว่ามันเหมาะกับเ้า” หลินหร่วนหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง
อาสะใภ้โจวตบหลังมือของนางเบา ๆ “อาหร่วน อาหานเองก็ยังเยาว์ครอบครัวนี้คงต้องพึ่งพาเ้าแล้ว เ้าต้องยืนหยัดด้วยตนเองให้ได้ รออาหานโตกว่านี้อีกสักสองปี เมื่อถึงตอนนั้นคงวางใจได้บ้างแล้ว”
“อาสะใภ้ ข้าทราบเื่นี้ดี ดังนั้นข้าจะยืนหยัดด้วยตนเองให้ได้”
หลินหร่วนมีความซาบซึ้งใจต่ออาสะใภ้โจวรวมถึงคนในตระกูลโจวเป็อย่างมากแม้ว่าพวกนางจะใช้คนละแซ่ ทว่าตระกูลโจวก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ
เมื่อนึกถึงหลินซิ่วที่ยังคงสวมเสื้อผ้าเปียกโชกอยู่ดังเดิมหลินหร่วนจึงมิได้รั้งรออีกต่อไป นางรีบหอบเสื้อผ้ากลับบ้านทันที
นางช่วยหลินซิ่วเปลี่ยนเสื้อผ้าจากนั้นก็ช่วยเช็ดผมให้แห้งเพื่อป้องกันมิให้นางเป็หวัด
จากนั้นก็หันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตนเองเมื่อเสร็จสิ้นแล้วหลินหร่วนก็หาอ่างไม้มาใส่เสื้อผ้าสกปรกเตรียมซัก ก่อนจะหันไปหาหลินหานแล้วกล่าวว่า “เ้าไปนำเอาฝักจ้าวเจี่ยว1มาเถิดข้าจะซักผ้า”
ภายในใจของหลินหานยังคงกลัดกลุ้มเป็อย่างมากเขาตีหน้าขรึมก่อนจะเดินเข้าไปในป่าหลังบ้าน
หลินหร่วนมิได้สนใจเขาอีกต่อไป หลังจากอธิบายให้หลินซิ่วฟังแล้วก็ได้กำชับนางให้เฝ้าบ้านให้ดีก่อนที่ตนเองจะเดินเข้าไปในไร่ข้าวโพดซึ่งอยู่มิไกลจากบ้านมากนัก
ที่ดินของตระกูลหลินมิได้ดีเท่าใดยิ่งเป็ที่ดินที่ได้มานั้นยิ่งมิดีไปใหญ่ ข้าวโพดในฝักนั้นเปราะบางและอ่อนแอพอ ๆกับพวกเขาสามพี่น้อง หากลมแรงสักหน่อยก็อาจจะทำให้ลำต้นหักได้ฝักข้าวโพดบนลำต้นก็ผอมแห้งยิ่งนัก มีเมล็ดข้าวโพดขึ้นอยู่บางตา
หลังจากเดินเข้าไปในไร่หลินหร่วนก็ถือโอกาสที่รอบด้านมิมีผู้ใดอยู่ใช้พลังทำให้ต้นข้าวโพดโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ด้วยวิธีนี้พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนหน้าผลผลิตของที่ดินสองผืนนี้จะต้องทำให้ชาวบ้านตกตะลึงอย่างแน่นอน
“มิใช่ว่าซักผ้าอยู่หรอกหรือ เหตุใดถึงวิ่งมาอยู่ที่นี่ได้กัน”
เสียงนี้ดังขึ้นมาจากข้างหลัง ทำให้หลินหร่วนสะดุ้งใจนตัวโยนภาพที่จินตนาการถูกขัดจังหวะ อดมิได้ที่จะหันศีรษะไปมองหลินหานด้วยสายตาว่างเปล่า
“มามิให้ซุ่มให้เสียง ข้าใแทบแย่”
“มิได้ทำอันใดผิดก็มิเห็นต้องกลัวเลยนี่ จริงหรือไม่ ? ”
หลินหานจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับ้าจับผิดดวงตาเล็กที่เฉียบแหลมนั้น ทำให้หลินหร่วนอดที่จะยิ้มมิได้
เด็กน้อยนี่สงสัยในตัวนางเข้าแล้ว
ใน่สองวันที่ผ่านมาพฤติกรรมของนางแตกต่างจากเ้าของร่างเดิมโดยสิ้นเชิง หลินหานและเ้าของร่างเดิมเติบใหญ่มาด้วยกันั้แ่เล็กจนโตเยี่ยงไรก็ต้องรู้เื่นี้มิช้าก็เร็ว
ในขณะที่หลินหร่วนกำลังจะหันหลังกลับไปซักผ้า หลินหานก็ได้ก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้านางพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางก่อนจะเผยอยิ้มเล็กน้อย
“เ้าคือผู้ใด ? ”
หลินหร่วนยื่นนิ้วมือไปเคาะศีรษะของเขา “เ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ แม้แต่ข้าก็มิรู้จักแล้วหรือเยี่ยงไรกัน? ”
หลินหานเอียงศีรษะหลบเขาทำหน้าบูดบึ้งแล้วเอ่ยออกมาว่า “อย่ามายุ่งกับข้า อย่าแกล้งทำเป็มิรู้มิชี้รีบบอกมาเร็วเข้า ว่าแท้จริงแล้วเ้าคือผู้ใดกันแน่ ? ”
หลินหร่วนจ้องมองเขาด้วยสายตาเฉยเมย “ดูท่าว่าสมองของเ้าคงจะผิดปกติจำมิได้แม้กระทั่งข้าคือผู้ใด เ้าไปถามคนในหมู่บ้านดูสิ”
นางถอยหลังไปสองก้าวเตรียมที่จะเดินไปข้างหน้า ทว่าหลินหานกลับเข้ามาขวางไว้อีกครา
หลินหร่วนยกมือขึ้นเท้าเอว“เ้ามาที่นี่เพื่อหาเื่ทะเลาะกับข้าใช่หรือไม่ ? ”
หลินหานยังคงเอ่ยถามอย่างดื้อรั้น“แท้จริงแล้วเ้าคือผู้ใดกันแน่ ? ”
หลินหร่วนค้านที่จะเอ่ยเื่ไร้สาระกับเขาจึงเดินเข้าไปอุ้มเขาขึ้นมา จากนั้นก็เดินดิ่งตรงกลับบ้าน
หลินหานตกตะลึงกับการกระทำของนางหลังจากได้สติ เขาจึงพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
“วางข้าลงประเดี๋ยวนี้ ได้ยินหรือไม่ บอกให้วางข้าลง”
หลินหร่วนแสร้งทำเป็มิได้ยิน หลินหานที่พยายามดิ้นรนในอ้อมแขนของนางเปรียบดั่งลูกไก่ที่กระพือปีกต่อหน้านางซึ่งมิได้ส่งผลกระทบต่อฝีเท้าของนางเลย
พออุ้มหลินหานมาถึงลานบ้าน นางจึงวางเขาลงสีหน้าของหลินหร่วนมิได้แสดงออกถึงความเหนื่อยหอบเลยสักนิด นางเดินไปยกอ่างพลางหยิบฝักจ้าวเจี่ยวไปที่แม่น้ำ
หลินหานที่ดิ้นรนมาตลอดทางเหนื่อยหอบจนหน้าแดงหน้าดำ เขาจดจ้องไปยังแผ่นหลังของหลินหร่วนพลางกัดฟันกรอด ๆ
หลินซิ่วเอียงศีรษะลงก่อนจะเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสาว่า “พี่ชายท่านเล่นอันใดกับพี่สาวหรือ ข้าอยากเล่นด้วย”
หลินหานรู้สึกแน่นอกราวกับหายใจมิออกเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะกระทืบเท้าแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
หลินซิ่วใช้สองมือลูบผมตนเอง ทำปากมุ่ยแล้วเอ่ยว่า “พี่ชายท่านช่างใจแคบเสียจริง”
หลินหร่วนยกอ่างไม้ไปยังแม่น้ำ จากนั้นก็นั่งลงบนก้อนหินก้อนใหญ่แล้วเริ่มลงมือซักผ้า
นางใช้ฝักจ้าวเจี่ยวถูบนเสื้อผ้าอย่างระมัดระวังเมื่อคราบเหงื่อและฝุ่นหลุดออกไปจากเสื้อผ้าแล้ว เท่านี้ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
มิใช่ว่านางมิอยากจะซักมันให้ดี แต่เป็เพราะว่าเสื้อตัวนี้เ้าของร่างเดิมใช้มาเนิ่นนานแล้ว นางจึงมิอาจออกแรงมาก ๆ ได้เพื่อป้องกันมิให้เสื้อผ้าฉีกขาด
เสื้อผ้าพวกนี้เป็ผ้าเนื้อหยาบ ใส่มิค่อยสบายเท่าใดนักทั้งยังมิงดงามและมิทนทานอีกด้วย
หลินหร่วนโยนเสื้อผ้าที่ซักเสร็จเรียบร้อยแล้วลงในอ่างจากนั้นก็ถอดรองเท้าและถุงเท้าออก ก่อนจะก้าวเท้าลงไปในแม่น้ำที่เย็นเยียบพลางถอนหายใจออกมาช้าๆ
ใน่หลายปีที่ผ่านมานางมิได้พักผ่อนแบบนี้เลยมันสบายใจจนมิอยากจะลุกไปที่ใดเลยด้วยซ้ำ
ทันใดนั้นก็มีบางอย่างััเข้าที่เท้าของนาง
พอก้มหน้ามองดู พบว่าเป็ปลาตัวเท่าฝ่ามือ
หลินหร่วนพยายามทำให้ปลาหยุดทว่าในศีรษะของนางกำลังจินตนาการถึงปลาตัวใหญ่ที่หนักหนึ่งชั่ง
ปลาตัวนั้นกวัดแกว่งหางไปมาในมือของนางร่างของปลาขยายใหญ่อย่างรวดเร็วตามที่นางคิด พอมองอย่างละเอียดอีกคราปลาตัวนี้มีรูปร่างคล้ายกับปลาตะเพียน
ปลาตะเพียนที่หนักถึงหนึ่งชั่ง !
หลินหร่วนลูบใต้ท้องปลาอย่างมีความสุขจากนั้นก็สวมรองเท้าและถุงเท้าพลางดึงต้นหญ้าสองต้นมาจากแม่น้ำแล้วมัดปลาที่โชคร้ายตัวนี้เอาไว้ มือข้างหนึ่งหิ้วปลา มืออีกข้างหิ้วอ่างกลับบ้าน
หลินซิ่วที่ยืนรอนางอยู่ไกล ๆพอเห็นปลาในมือของหลินหร่วนก็ตื่นใจนปิดปากแทบมิอยู่ หลินหร่วนคลี่ยิ้มออกพร้อมกับยื่นปลาให้แก่นาง“ถือไว้ หากเ้าปล่อยให้ปลาหนีไปได้ เ้าจะมิมีเนื้อกิน”
เด็กน้อยถือปลาเอาไว้ในมือ จากนั้นก็เอ่ยถามออกมาว่า “พี่สาวปลาตัวใหญ่ถึงเพียงนี้ พวกเราจะมีเนื้อกินแล้วใช่หรือไม่ ? ”
หลินหร่วนก้มตัวลงไปแล้วอุ้มนางขึ้นมาจากนั้นก็ยกยิ้มขึ้นแล้วลูบใบหน้าของนางเบา ๆ “ใช่ !จากนี้ต่อไปพวกเราจะมีเนื้อกินทุกวัน ไปกันเถิดพวกเรารีบกลับไปจัดการกับเ้าปลาตัวนี้กัน”
1จ้าวเจี่ยว ( 皂角 )เป็สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ฝักสามารถนำมาทำสบู่ได้