“ไม่จำเป็นต้องถามหมอนี่ให้เสียเวลาหรอกครับอาจารย์” เทพไททำสายตาดูแคลน แบะปากใส่อานนท์พร้อมพูดแดกดันออกมา “จะมีโอกาสไหนอีกที่พ่อคนเก่งที่สุดในโรงเรียนจะได้เกาะคนอื่นมาทำภารกิจระดับลับสุดยอดแบบนี้ได้อีก”
“กลับดีกว่า” อานนท์ตอบออกมาเพียงสั้น ๆ เขาไม่สนใจการประชดประชันจากเทพไท เขาไม่สนใจในภารกิจนี้อยู่แล้ว หากเลือกได้เขาไม่คิดจะมาเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อเขามีสิทธิ์เลือกแม้เสียงของเขาอาจไม่มีผลมากนัก เขาก็ขอเลือกในสิ่งที่เขาต้องการดีกว่า
ในตอนแรกถึงธัญญ่าจะไม่ชอบสิ่งที่เทพไทพูดออกมา ถึงกระนั้นเธอก็เห็นด้วยกับที่เขาพูด โอกาสที่คนอย่างอานนท์จะได้เข้าร่วมในภารกิจลับสุดยอดนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรเธอก็คิดว่าเขาต้องพยายามผลักดันให้ทำภารกิจสำเร็จให้ได้เพื่อตัวของเขาเอง แต่คำตอบจากอานนท์สร้างความประหลาดใจเธอเป็นอย่างยิ่ง ชายคนนี้อ่อนแอและไร้ความทะเยอะทะยานถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ส่วนปลายฝนค่อนข้างหงุดหงิดกับคำตอบของอานนท์ แต่เธอก็ไม่แสดงอะไรออกมา เพราะถึงอย่างไรเธอไม่รู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว และอีกอย่างการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับอาจารย์ดารินไม่ใช่ชายคนนี้ ทางดิเรกนั้นรู้สึกดูแคลนกับความคิดอันขี้ขลาดของอานนท์ แต่เขาก็แอบดีใจที่คำตอบนี้อาจจะช่วยทำให้ปลายฝนไม่ต้องไปทำอะไรเสี่ยง ๆ
“งั้นกลับกันเถอะ” คำตอบจากอานนท์ว่าชวนอึ้งแล้ว ยิ่งออกมาจากดารินยิ่งทำให้ทุกคนสับสนมากขึ้นไปอีก นี่อาจารย์ดารินที่เป็นหัวหน้าทีมของพวกเขาเลือกทำตามอานนท์เด็กสุดโหลยโท่ยของโรงเรียนทหารวารีมนตราอย่างนั้นหรือ?
ธัญญ่าอยากจะพูดอะไรสักหน่อย แต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูด เทพไทก็กระโดดเอาแขนคล้องคออานนท์พูดออกมาอย่างดีใจจนออกนอกหน้า “เยี่ยมมากอานนท์เพื่อนรัก ใครบอกว่านายโง่ นายมันทั้งฉลาดและรู้ขอบเขตหน้าที่ของทหารว่าไม่ควรทำเกินคำสั่ง ว่าไหม?” ทุกคนรู้สึกเอือมระอาการกระทำของเทพไท
“เงียบก่อน” ทันใดนั้นผู้กองเกรียงเดชสั่งออกมา
ทุกคนต่างหันมองไปทางผู้กองเกรียงเดชด้วยความสงสัยทันที ผู้กองเกรียงเดชทำสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบเสียงลงขณะมองไปตรงผนังถ้ำด้านหนึ่ง ดวงตาข้างหนึ่งของเขาที่ปกติดูเหมือนหินเนื่องจากเวทมนตร์ประจำตัวที่เขาใช้ ตอนนี้เกิดเรืองแสงขึ้นมา
ตอนนั้นเองที่เทพไทรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำอะไรพลาดไป เขารีบใช้หยดน้ำมนตร์ตรวจจับของเขาทันที แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงอะไรเลย มันจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะรีบหันไปถามผู้กองเกรียงเดชด้วยเสียงแผ่วเบาที่สุด “มีอะไร...”
ตูม!
ไม่ทันที่เทพไทจะได้ถาม ทันใดนั้นเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นถ้ำ เศษหินดินปลิวกระจาย แรงระเบิดทำให้เกิดช่องถ้ำเพิ่มขึ้นมา
“พี่น้องของข้า อยู่นั่นไง สิ่งที่จะทำให้พวกเราไม่ต้องเกรงกลัวต่อใครทั้งนั้น” เสียงนุ่มละมุนที่ฟังแล้วดูคุ้นเคยดังออกมาจากปากถ้ำ
มีใครบางคนที่สวมชุดคลุมหรูหราสีน้ำตาลก้าวออกมาจากปากถ้ำ ขุนปัถวีลงกรณ์นั่นเอง ข้างหลังของเขามีทหารวสุธากองหนึ่งเดินตามออกมา ทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงหน้า
“อะไรน่ะ ผู้หญิงติดอยู่ในก้อนผลึกงั้นเหรอ?” ใครบางคนในกองทหารเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อมองไปยังก้อนผลึกน้ำแข็ง “เธอคนนั้นเป็นใครกัน? แล้วทำไมถึงถูกขังอยู่ในนั้น?”
แต่ก่อนที่ใครจะได้ตอบคำถามเหล่านั้น มีใครบางในกลุ่มพวกเขาร้องทักออกมา
“นั่นใช่ผู้กองเกรียงเดชหรือเปล่า?” ดูเหมือนผู้กองเกรียงเดชจะเป็นที่รู้จักค่อนข้างกว้างในกองทหารวสุธา “แล้วนั่นคนพวกนั้นคือใครกันที่อยู่กับผู้กองน่ะ?”
“ได้เจอกันอีกแล้วนะ ดาริน” น้ำเสียงของขุนปัถวีลงกรณ์ดูยินดีต้อนรับ แต่แววตาของเขากลับดูแปลก ๆ เขาพูดต่อว่า “ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเธอนั้นเก่ง แต่ฉันก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะเก่งถึงขนาดที่แก้อาคมอักขระที่มีอยู่มาเกินหลายร้อยปีแบบนี้ พวกฉันสู้อุตส่าห์ขุดกันมาตั้งนาน แต่เธอกลับใช้เวลาเพียงไม่นานก็เข้ามาได้ ช่างเก่งสมคำร่ำลือจริง ๆ”
“ท่านขุนหมายความว่าไง? แล้วนั่นเธอคือใคร? ทำไมคนพวกนี้ถึงเข้ามาอยู่ในนี้?” คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าในกลุ่มทหารที่ตามขุนปัถวีลงกรณ์ออกมาจากถ้ำเป็นคนถาม
“ผู้กองวีรชัยคงจะเคยได้ยินชื่อเธอคนนี้อยู่นะ เธอคือ จอมเวทอัจฉริยะจากธารา ดารินไงล่ะ” เกิดเสียงอื้ออึงทันที ขุนปัถวีลงกรณ์ไม่สนใจ เขาพูดต่อว่า “ส่วนพวกเขาเข้ามาทำอะไรนี่ อือ...ฉันเกรงว่าพวกเขาคงตั้งใจจะมาขโมยกษาปณ์พฤษภตัดหน้าพวกเราน่ะสิ”
ขุนปัถวีลงกรณ์เน้นเสียงตรงคำว่าขโมย จนทำให้กลุ่มของดารินแอบสะดุ้งเล็กน้อย พวกเธอไม่อาจเถียงกลับได้เลย เพราะพวกเธอเข้ามาเพื่อหวังจะขโมยกษาปณ์พฤษภอย่างที่ขุนปัถวีลงกรณ์กล่าวหาพวกเขาจริง ๆ
“พวกเราไม่ได้มาเพื่อขโมยมันไปจากวสุธา พวกเรามาเพื่อป้องกันไม่ให้กษาปณ์พฤษภตกอยู่ในมือของคนชั่วต่างหาก” มีเพียงผู้กองเกรียงเดชที่โต้เถียงกลับ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครที่เชื่อในคำพูดของเขาได้ลง แม้กระทั่งฝั่งดารินและทีมสองเองก็ยังรู้สึกสับสนและอับอายกับคำพูดของผู้กองเกรียงเดชที่ดูเหมือนกำลังแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ
ขุนปัถวีลงกรณ์ยักไหล่แบะปากแล้วพูด “ปากบอกไม่ได้มาขโมย แต่กลับมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่แจ้งใครกับกลุ่มแก๊งจากธารา”
“พวกฉันไม่ได้จะมาขโมยกษาปณ์พฤษภจริง ๆ แล้วนี่พวกเราก็จะกลับกันแล้ว” ดารินพยายามแก้ตัวให้กับเพื่อนร่วมทีม
“ดาริน ดาริน ฉันอุตส่าห์เตือนเธอไปแล้วว่าให้อยู่ห่าง ๆ ผู้กองเกรียงเดชเอาไว้ แต่เธอก็ไม่ฟังเสียอย่างนั้น” ขุนปัถวีลงกรณ์พูดอย่างดูแคลน “พอเธอมาอยู่กับขโมยแบบนี้ มันจะไปฟังขึ้นได้ยังไง? ขโมยที่ไหนที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นขโมยกันเล่า จริงไหม?”
“พวกเราเป็นพันธมิตรกันนะ พวกเราจะเอากษาปณ์พฤษภไปทำไม? ถึงเอาไปพวกเราก็เอาไปใช้ไม่ได้” ดารินพยายามโต้เถียงกลับ
ขุนปัถวีลงกรณ์ม้วนริมฝีปากขึ้นแล้วกล่าวว่า “ไม่รู้สิ ธาราอย่างพวกเธออาจจะคิดทำให้พวกเรา วสุธาอยู่ภายใต้การควบคุมจากธาราอย่างสมบูรณ์เหมือนกับบรรพบุรุษของพวกเธอเคยทำกับพวกเราไง”
เกิดเสียงไม่พอใจในหมู่กองทหารวสุธาขึ้นอีกครั้ง ดารินรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของพวกเธอพูดอะไรออกไปก็ดูแย่ไปหมด
“แล้วนายจะเอายังไง? พวกเราบอกแล้วว่าพวกเราจะไปแล้ว แล้วก็ดูโน้นกษาปณ์พฤษภก็ยังอยู่ตรงนั้น พวกเราไม่ได้เอามันไปสักหน่อย” ธัญญ่าพูดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด เธอรู้สึกโมโหกับการพยายามใส่ความพวกเธอของขุนปัถวีลงกรณ์
“จะเอายังไงงั้นหรือ? พิสูจน์สิว่าที่พวกเธอพูดมาทั้งหมดคือความจริง” ขุนปัถวีลงกรณ์สายตาดูเจ้าเล่ห์ขณะพูด
“พิสูจน์?” ดารินขมวดคิ้ว เธอรู้สึกไม่ชอบมาพากล “ก็นี่ไงพวกเราจะกลับกันแล้วจริงๆ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่” ขุนปัถวีลงกรณ์ชี้นิ้วแล้วกระดิกทำท่าทางปฏิเสธแล้วพูดต่อว่า “พวกเธอต้องพิสูจน์ว่าพวกเธอหวังดีต่อพวกเราวสุธา ว่าพวกเราเป็นพันธมิตรกันอย่างแท้จริง โดยการปลดคำสาปผลึกน้ำแข็งนั่น แล้วมอบกษาปณ์พฤษภให้แก่พวกเราวสุธา”
เกิดเสียงสนับสนุนขึ้นในหมู่กองทหารที่ติดตามขุนปัถวีลงกรณ์มา ตอนนี้สถานการณ์ของทีมสองยิ่งย่ำแย่เข้าไปอีก แต่ดารินไม่เห็นด้วยที่จะทำอย่างที่ขุนปัถวีลงกรณ์เสนอ
“พวกเราปลดอาคมอักขระให้กับวสุธาแล้ว ส่วนที่เหลือมันก็อยู่ที่วสุธาเองแล้วว่าจะทำยังไงกับกษาปณ์พฤษภที่อยู่ตรงนั้น พวกเราหมดหน้าที่แล้ว” เธอจะไม่ยอมยื่นดาบให้กับคนที่สามารถแทงข้างหลังเธอได้อย่างแน่นอน หากวสุธาสามารถใช้กษาปณ์ได้อย่างอิสระเมื่อไร ไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่า จะไม่มีวันที่พวกเขาหันอาวุธที่น่ากลัวที่สุดมาทางพวกเธอ
ขุนปัถวีลงกรณ์กลอกตาพร้อมพยักหน้าเล็กน้อยขณะพูดว่า “ดูเหมือนจะต้องสร้างแรงจูงใจให้ทำที่บอกเสียหน่อยแล้ว” แล้วเขาก็หันไปทางในถ้ำที่เขาระเบิดออกมาแล้วทำสัญญาณมือกวักเรียกใครสักคนให้เข้ามา
ไม่นานมีทหารคนหนึ่งที่ดารินจำได้ว่าเป็นทหารคนสนิทของขุนปัถวีลงกรณ์ เขาคนนี้เคยมาเชิญเธอไปร่วมโต๊ะอาหารกับขุนปัถวีลงกรณ์ แต่คราวนี้เขาออกมาพร้อมกับลากตัวใครคนหนึ่งที่กำลังถูกมัดไว้
ด้วยแสงไฟที่มืดสลัวเกินไปเพราะอยู่ในถ้ำ ในครั้งแรกพวกเธอยังดูไม่ออกว่าคนที่ถูกมัดไว้คือใคร แต่เมื่อใบหน้าของคนคนนั้นกระทบกับแสงไฟ ทุกคนต่างตกตะลึง “ปกรณ์!”
“ปล่อยนะโว้ย ปล่อยฉัน!” ปกรณ์พยายามดิ้นรน แต่มือของอีกฝ่ายนั้นแข็งแรงเกินกว่าที่เขาจะสลัดหลุดได้
กองทหารฝั่งวสุธาที่มาพร้อมกับขุนปัถวีลงกรณ์ดูสับสนกับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่เนื่องจากขุนปัถวีลงกรณ์เป็นคนใหญ่คนโตของอาณาจักรตัวเอง พวกเขาจึงไม่เห็นขัดแย้งใด ๆ
“เริ่มเผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะ” ผู้กองเกรียงเดชกัดฟันขณะพูด “เป็นแกจริง ๆ ด้วย ขุนปัถวีลงกรณ์ ที่คิดจะมาขโมยกษาปณ์พฤษภไป”
“ฉันเนี่ยนะขโมย? พวกแกต่างหากล่ะที่เป็นขโมย” ขุนปัถวีลงกรณ์มองด้วยสายตาดูถูกก่อนจะพูดต่อว่า “ส่วนฉันแค่มาเอาของของที่ควรจะเป็นของฉันมาตลอดต่างหาก”
“หมายความว่าไง?” ผู้กองเกรียงเดชขมวดคิ้ว
“ก็กษาปณ์พฤษภที่พวกแกหวังจะขโมยไป” ขุนปัถวีลงกรณ์พูดจบแล้วชี้ไปยังก้อนผลึกน้ำแข็งก่อนจะกล่าวว่า “มันเป็นของย่าทวดของฉัน คนที่อยู่ในผลึกน้ำแข็งก้อนนั้นยังไงล่ะ”