ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่151 ศึกสัประยุทธ์แสนลำบาก (1)

    83

    ตอนที่151 ศึกสัประยุทธ์แสนลำบาก(1)

    ไป๋หลี่หานพยักหน้าจับจ้องไปยังมิศทางที่เซียถงหายตัวไป ประกายตาพลันฉายกะพริบภายใต้หน้ากากสีดำ

    “แล้วนางมาทำอะไรในบึงแห่งนี้?”

    โม่ซวนปั้นหน้าฉงนใจเอ่ยปากถาม สัตว์อสูรภายในบึงแห่งนี้ล้วนมีนิสัยดุร้ายป่าเถื่อนทั้งยังทรงพลังแข็งแกร่งยิ่งยวด กล่าวได้ว่าเป็นสถานที่อันตรายมากแล้วไฉนนางถึงลุยเดี่ยวมาที่นี่เพียงลำพัง?

    “เราเองก็ได้ใบหญ้าเงินมาแล้วมิใช่รึ?ข้าจะติดตามนางไปเอง”

    ไป๋หลี่หานกล่าวจบเขาก็มุ่งหน้าตรงเข้าไปยังส่วนลึกของบึงทันที ขณะที่โม่ซวนกำลังเร่งฝีเท้าติดตามไปจู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายโบกมือขึ้นห้ามเอาไว้ เป็นเชิงสัญญาลักษณ์ว่ามิต้องตามมา

    “นายท่าน...”

    โม่ซวนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหม่อมองไป๋หลี่หานที่ค่อยๆ ตีฝีเท้าไกลห่างออกไปด้วยความกังวล

    ไป๋หลี่หานกล่าวทิ้งท้ายเพียงว่า

    “รอข้าอยู่ที่นี่”

    ถึงแม้โม่ซวนจะค่อนข้างเป็นกังวลแต่เขาเองก็ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้เช่นกันทำได้เพียงเฝ้าดูเงาร่างของอีกฝ่ายหายลับไปในหมอกหนาสีขาวต่อหน้าจะอย่างไรอาศัยความแข็งแกร่งของนายท่านตนเข้าไปสำรวจเบื้องลึกในบึงแห่งนี้โดยลำพังก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

    เมื่อพ้นผ่านหมอกสีขาวมาได้เซียถงก็แลเห็นพื้นที่โล่งกว้างอยู่ตรงหน้ามีป่าพฤกษากระจายตัวไปตามจุดอยู่ไม่กี่แห่ง สภาพหน้าดินค่อนข้างขรุขระสายลมที่พัดโชยค่อนข้างเย็น วิสัยทัศน์มืดหม่นทั้งยังมีโครงกระดูกของสัตว์นานาชนิดกระจัดกระจายอยู่ทั่ว

    เซียถงค่อยๆ เลื่อนสายตาเผชิญเบื้องหน้าในขณะเดียวกันก็กระชับด้ามกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือแน่นขึ้นสายลมเย็นยะเยือกที่พัดโชยปะทะใบหน้าเสมือนคนมีดกรีดกรายต่อเนื่องทำเอานางต้องหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ทั้งยังได้กลิ่นคาวจางๆ ในอากาศอีกด้วย

    “นายท่านโปรดระวังตัวให้ดี สัตว์อสูรโดยส่วนใหญ่ในที่นี่ค่อนข้างป่าเถื่อนมาก”

    เสี่ยวฮั่วเอ่ยเตือนขึ้นผ่านห้วงความคิด

    เซียถงพยักหน้ารับคำกำกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือแน่นหนา เสียงเหยียบโครงกระดูกใต้เฝ้าเท้าดังกรุบกรับขณะย่องสำรวจก็ยังกวาดสายตาเฝ้ามองสารทิศด้วยความระมัดระวังสุดขีดหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ก้าว พุ่มไม้ตรงหน้าพลั่นสั่นไสวทันใดนั้นก็มีสัตว์อสูรตนหนึ่งสีดำทมิฬพุ่งดข้าโจมตีนาง!

    เซียถงจับจ้องสัตว์อสูรตนนั้นที่พุ่งใส่ตาเขม็งมันมีใบหน้าคล้ายสุนัขและมีลำตัวคล้ายเสือดาว ท่าทีของมันดูดุร้ายยิ่งยวดนางหรี่ตาลงแคบ ตวัดกระบี่ฟันฟาด ปลดปล่อยคลื่นคมเขี้ยวตัดแบ่งร่างของมันเป็นสองซีกในเสี้ยวพริบตากลางอากาศธารเลือดสีแดงสดจำนวนมากพรั่งพรู พุ่งกระฉูดเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวนาง

    ก้มมองศพสัตว์อสูรที่ถูกผ่าครึ่งบนพื้นจะเห็นได้ว่ารอยฟันมันเรียบเนียนเพียงใด ทำเอาเซียถงรู้สึกทึ่งเล็กน้อยกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนี้คมอย่างยิ่งถึงขนาดผ่าร่างสัตว์อสูรให้ดับสิ้นเป็นครึ่งซีกในพริบตาเดียวต่อให้อยากหนีสักแค่ไหนก็เกรงว่าไม่น่ารอดไปได้

    ร่างแสงสีม่วงของเสี่ยวฮั่วลอยออกมาจากห้วงความคิดของเซียถงบินหมุนวนรอบศพสัตว์อสูรตนนั้นที่นอนตายอยู่สองสามรอบทันใดนั้นก็ปรากฏไอหมอกสีเหลืองอ่อนจางซึมไหลออกมาจากศีรษะของสัตว์อสูรตนนั้นและทั้งหมดถูกดูดกลืนเข้าร่างแสงสีม่วงขนาดย่อมเยาอย่างรวดเร็ว

    “มันเป็นสัตว์อสูรปราณชั้นกลางนายท่าน อาศัยกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนี้กลับเป็นเรื่องง่ายไปทันทีในการสังหารสัตว์อสูรปราณชั้นกลาง”

    สุ้มเสียงของเสี่ยวฮั่วดังขึ้นผ่านห้วงความคิดของเซียถง

    เรียงระดับความแข็งแกร่งจากต่ำไปสูงสัตว์ป่า, สัตว์อสูรปราณ,สัตว์อสูรปราณวิญญาณ, อสูรวิญญาณจารย์,อสูรศักดิ์สิทธิ์ และเทพอสูร

    ซึ่งแต่ละระดับความแข็งแกร่งก็ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นสามชั้นย่อยได้แก่ ชั้นต้น, ชั้นกลาง และชั้นปลาย

    ตัวที่เซียถงเพิ่งสังหารไปเมื่อครู่คือสัตว์อสูรปราณที่อยู่ชั้นกลาง

    “เป็นความจริงรึที่ว่ายิ่งเจ้าดูดกลืนพลังวิญญาณของสัตว์อสูรระดับชั้นสูงเท่าไหร่มันก็จะส่งผลให้เจ้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเท่ามนั้น?”

    เซียถงเอ่ยถาม

    “ถูกต้องแล้วนายท่านสัตว์อสูรปราณชั้นกลางเฉกเช่นนี้ ข้าต้องกินถึงสิบตนถึงจะอิ่มแต่หากเป็นสัตว์อสูรปราณชั้นสูง ก็กินเพียงแค่เจ็ดตนหากเป็นสัตว์อสูรปราณวิญญาณก็สักห้าตนก็เพียงพอ ส่วนอสูรศักดิ์สิทธิ์แค่สองตนก็สามารถทำให้ความแข็งแกร่งของข้าฟื้นคืนครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดหากเป็นเทพอสูร เพียงตนเดียวก็สามารถทำให้ข้าฟื้นคืนพลังสู่สภาวะสูงสุดได้!”

    เสี่ยวฮั่วกล่าวอธิบายพลางบินกลับเข้าห้วงความคิดของเซียถงไป

    กล่าวคือ ในปัจจุบันเซียถงจำเป็นจะต้องหาสัตว์อสูรปราณชั้นกลางอีกเก้าตนให้เสี่ยวฮั่วกินจะได้อิ่มคิดได้ดังนั้น นางก็รีบเช็ดปาดคราบเลือดบนใบหน้าและเดินเท้าเข้าสำรวจต่อไป

    เวลาผ่าไปอีกสักครู่นางก็พบเจอกับสัตว์อสูรปราณชั้นกลางอีกสองตนซึ่งพวกมันทั้งคู่ล้วนถูกนางสังหารตายในดาบเดียวหลังจากเสี่ยวฮั่วดูดกลืนพลังวิญญาณของพวกมันเสร็จสรรพ นางก็สังเกตเห็นว่ากลุ่มแสงสีม่วงของเสี่ยวฮั่วดูจะสว่างไสวขึ้นจากก่อนหน้าเล็กน้อยเห็นดังนั้นนางจึงรีบเร่งเสาะหาอาหารให้แก่มันต่อโดยไว

    ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ยิ่งดูดิบเถื่อน เวลานี้ปราศจากถนนหนทางให้พอเดินเข้าไปได้แล้วมีแต่จะต้องบุกป่าฝ่าดงพืชพันธุ์นานาชนิดเข้าไปอย่างยากลำบากสายลมเย็นยะเยือกเพิ่มระดับความแรงมากขึ้นจนนางเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นบ้างแล้ว

    “นายท่านตรงหน้ามีสัตว์อสูรปราณชั้นสูงถึงสองตน ระวังตัวด้วย”

    เสี่ยวฮั่วลอยออกมากระซิบอยู่ข้างหูเซียถงพยักหน้า มองดูพุ่งไม้ใหญ่ตรงหน้าสั่นกระเพื่อมด้วยความระมัดระวังสุดขีดทันทีทันใด ก็มีสัตว์อสูรร้ายสีขาวโพลนสองตนปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าต่อตา

    เซียถงย่อขาโค้งตัวคร่อมลงเล็กน้อยปลายเท้าทั้งสองจรดแนบอยู่บนพื้น อาศัยแรงทีบตัวขุมใหญ่ปราดพุ่งเข้าจู่โจมสัตว์อสูรทั้งสองตนโดยพร้อมเพรียงด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า

    “โฮกกก!!”

    ยามตระหนักได้ถึงภัยร้ายของเซียถงที่ลุถึงเบื้องหน้าสัตว์อสูรทั้งสองตนนั้นเชิดชูศีรษะขึ้นฟ้าส่งเสียงคำรามสนั่นกึกก้องสองร่างแปรสภาพกลายเป็นเงาสีขาวสาดไสว กระโจนเข้าสวนเซียถงตอบโต้ทันทีจะสังเกตเห็นได้ว่า สัตว์อสูรทั้งสองตนนี้มีรูปร่างคล้ายกับเสือโคร่งขาวบริสุทธิ์ดวงตากลมโตส่องสว่างสุกใสของพวกมันก็เป็นสีขาวพิสุทธิ์เช่นกัน และในเวลานี้ก็ยังจับจ้องเซียถงไม่วางตา

    สัตว์อสูรปราณชั้นสูงสีขาวพิสุทธิ์ทั้งสองตนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ เสือโคร่งเหมันต์ขนทั่วทั้งร่างของมันจะเป็นสีขาวผ่องใสราวกับหิมะ เรียวขาทั้งสี่สูงโปร่งสง่างดงามฟังว่าคมเขี้ยวของมันเปรียบเสมือนใบมีดนั้นแข็งที่มีความทนทานสูงพวกมันทั้งคู่กระโจนข้ามพ้น สรรพสิ่งกรีดขวางทางทุกอย่างโถมร่างพุ่งเข้าใส่เซียถงไม่มีปราณีชั่วขณะอึดใจนางพลันสัมผัสได้ถึงเย็นที่แผ่ซ่านออกมา

    เสือโคร่งเหมันต์ฉีกปากกว้างแยกคมเขี้ยวใส่ทางเซียถงใบมีดน้ำแข็งสองคู่คมจู่โจมเข้าหา เซียถงรีบร่ายกระบวนตัดใบมีดน้ำแข็งบนปากของพวกมัน ฟันผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

    “โชคดีที่มักระบี่ทัณฑ์ฟ้ามิฉะนั้นอาจถูกคมเขี้ยวน้ำแข็งของพวกมันเจาะทะลุเข้าร่างแล้ว”

    เสี่ยวฮั่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

    คล้อยหลังที่เซียถงฟันฟาดสะบั้นคมเขี้ยวน้ำแข็งประดุจใบมีดของพวกมันหักนางก็โรมโรงบุกโจมตีต่อเนื่องไม่มีเว้นช่วงกวาดคลื่นกระบี่สัดสาดเข้าหาเสือโคร่งเหมันต์ตนหนึ่งสะบัดศีรษะของมันจนหลุดจากบ่าในพริบตาเดียว ซึ่งจุดเด่นของเสือโคร่งเหมันต์พวกนี้นอกจากเรื่องพละกำลังอันแข็งแกร่งแล้ว มันเหล่านี้ก็ยังหัวไวฉลาดเฉลียวเป็นกรดเมื่อรู้ว่า กระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนี้ทรงพลังเพียงใดอีกตนที่เหลืออยู่จึงเลือกที่จะร่นถอยหนีเข้าป่าไป แทนที่จะเข้าเผชิญกันซึ่งหน้า

    แต่ทันใดนั้นคล้ายสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกจากด้านหลัง เสี่ยวฮั่วร้องอุทานลั่น

    “นายท่าน ระวังข้างหลัง!”

    ดั่งเซียถงเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วหนึ่งคลื่นคมกระบี่ถาโถมนางวาดรัศมีกระบี่ทัณฑ์ฟ้าสะบั้นใส่กลางร่างของเสือโคร่งเหมันต์ในทันใดแต่ชั่วขณะนั้นเอง ปรากฏว่า ยังมีเสือโคร่งเหมันต์ตนที่สามโผล่มาจากไหนไม่ทราบพุ่งเข้าโจมตีนางผ่านมุมอับของสายตา

    สัตว์อสูรปราณชั้นสูงจะมีความสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นจากสัตว์อสูรชั้นกลางค่อนข้างมากทั้งในด้านสติปัญญาและความเร็ว ถึงแม้เซียถงจะมีกระบี่ทัณฑ์ฟ้าอยู่ในมือแต่ก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการพวกมันทิ้งภายในระยะเวลาอันสั้น

    ฟันฟาดผ่าครึ่งร่างของตัวที่สองเสร็จเซียถงพลิกตัวกลางอากาศยกคมกระบี่ทัณฑ์ฟ้าขึ้นปะทะชนกับคมเขี้ยวน้ำแข็งของเสือโคร่งเหมันต์ตนที่สามเสียงดัง ‘เกร๊ง’ ประหนึ่งโลหะแข็งทั้งสองเข้าประสานงา แผดสะเก็ดไฟสาดกระเซ็นวูบวาบ ต่งาฝ่ายต่างผละออกจากกันและกันตีระยะอยู่ห่างกันประมาณหนึ่ง

    เมื่อเห็นว่าสหายของมันตายสิ้นไปสองตนแล้วภายใต้คมกระบี่ของเซียถงเสือโคร่งเมหันต์ตนนั้นที่เหลือรอดก็เชิดหน้าขึ้นฟ้าและส่งเสียงโหยหวนเปล่งสะท้านกึกก้องทั่วผืนป่า แผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ

    เซียถงใจหายวาบในทันทีที่ได้ยินเสียงโหยหวนนี้เร่งเข้าปิดฉากเสือโคร่งเหมันต์ตนนั้นโดยทันทีประดุจทัณฑ์สวรรค์ฟันฟาด!ทว่าเสือโคร่งเหมันต์กลับไม่คิดต่อสู้อยู่ต่อตั้งแต่แรกร่างประกายสีขาวพิสุทธิ์วิ่งหนีหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ด้วยความเร็วสูง

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน