บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    ถูกลอบโจมตี

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXถูกลอบโจมตี




         ผมจ้องมองการกระทำของพวกเอลฟ์ทุกฝีก้าว นอกจากจะคุมตัวชาวบ้านแต่ละคนแล้ว ส่วนคนอื่นก็คอยเฝ้าระวังภัยรอบด้านอยู่บนต้นไม้แต่ละต้น

         ในขณะเดียวกันเจ้าหัวหน้าเอลฟ์เองก็นั่งอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ไม่ไกล พร้อมกับแทะกินลูกแอปเปิลในมือด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ พลางจ้องมองท้องฟ้าสีครามด้วยอารมณ์สุดแสนสุนทรีย์

         เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ชะมัด

         ตอนนี้ทั้งผม และพวกชาวบ้านกำลังถูกเชือกเส้นหนามัดข้อมือทั้งสองข้าง จับกลุ่มยืนรออยู่ข้างรถม้าเป็นเวลาเกือบชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้แล้ว แต่อย่างน้อยพวกเด็ก และคนแก่ที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรงก็ไม่ได้ถูกจับมัดมือเหมือนพวกเราแต่อย่างใด นับว่าเจ้าพวกเอลฟ์ยังมีหัวคิดในการจับกุมคนอยู่

         เพราะขืนพวกมันกล้าจับพวกเด็ก ๆ มัดมือ จนเกิดเป็นแผลใจขึ้นมาล่ะก็ ผมเนี่ยแหละจะกระชากเชือกให้ขาด แล้วอาละวาดให้เหมือนคนบ้าไปเลย

         ดวงตาใต้หมวกเกราะเหลือบไปมองดาบยักษ์สีดำที่ยังคงปักอยู่บนพื้นห่างออกไปเล็กน้อย ตอนแรกพวกเอลฟ์ก็พยายามดึงดาบเล่มนั้นให้ขึ้นมาอยู่หรอก แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามสักเท่าไหร่ก็ไม่อาจดึงดาบของผมขึ้นมาได้เลย แม้จะใช้จำนวนคนถึง 4 คนช่วยดึงแล้วก็ตาม พวกเขาก็เลยปล่อยให้ดาบเล่มนั้นมันปักอยู่บนดินไปก่อน

         พอได้เห็นแบบนั้นผมก็พึ่งตระหนักว่า แบล็ค เกรทซอร์ด มันหนักมากแค่ไหน ต่อให้เป็นผู้ชายร่างกายแข็งแรงถึง 4 คนก็ไม่อาจดึงมันขึ้นมาได้ แต่ผมกลับใช้มือเพียงข้างเดียวออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียวก็สามารถดึงมันขึ้นมาได้แล้วด้วยซ้ำ

         หนักเท่าไหร่วะเนี่ย?

         ทันใดนั้นเอง สายตาของพวกเอลฟ์ทุกคนพลันหันไปจับจ้องเพียงจุดเดียว ผมจึงหันไปมองตามด้วยความสนใจก็พบกับมนุษย์ธรรมดา 2 คน สวมเกราะเบากำลังควบขี่ม้า พร้อมกับจูงขบวนม้าที่มีจำนวนเกือบสิบตัวตรงมาทางนี้

         "มากันแล้วสินะ"

         หัวหน้าเอลฟ์เอ่ยกับตัวเอง พร้อมกับกินแอปเปิลในมือที่เหลืออยู่ให้หมดในคำเดียว เขากระโดดลงมาจากต้นไม้เดินตรงไปยังมนุษย์ทั้ง 2 คนกำลังหยุดพักม้าอยู่ไม่ไกล

         มนุษย์ทั้ง 2 คน กระโดดลงมาจากหลังม้า ก่อนจะเดินมาทางนี้พร้อมกับจูงขบวนม้ามาด้วย

         "พวกเรานำม้ามา 8 ตัว ตามที่ท่านกอร์ดอนสั่งแล้วครับ!"

         ชายทั้งสองคนทำความเคารพหัวหน้าเอลฟ์ด้วยสีหน้าเคร่งครัด กอร์ดอนได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้าพอใจ ก่อนจะเริ่มออกคำสั่งกับพวกเอลฟ์รอบด้านด้วยน้ำเสียงดังก้อง

         "ดีมาก! พวกเจ้าจงนำม้าสามตัวไปผูกติดกับรถม้าที่ว่างเปล่าซะ ส่วนอีกสองตัวก็นำไปผูกกับรถม้าขนเสบียง และอีกสามตัวก็นำไปผูกกับรถม้าขนอุปกรณ์สงครามซะ"

         "รับทราบ!"

         สิ้นคำสั่งการ พวกทหารเอลฟ์ก็ต่างพากันรับปากอย่างแข็งขัน ก่อนจะเริ่มจูงม้าไปผูกกับรถม้าแต่ละคันตามจำนวนม้าที่หัวหน้าเอลฟ์ได้สั่งเอาไว้

         จากนั้นพวกเอลฟ์ก็พาเด็ก คนแก่ และผู้หญิงบางส่วนไปขึ้นรถม้า ตามด้วยการมีเอลฟ์ขึ้นไปบังคับม้าทำหน้าที่สารถีคนละคัน

         พวกเขาเริ่มกระตุ้นม้าให้เริ่มลากรถม้าไปอย่างช้า ๆ พลางส่งเสียงเรียกให้พวกเราเดินตามรถม้าไป เห็นอย่างนั้นผมจึงเดินตรงไปยังดาบยักษ์สีดำเพื่อนำมันติดตัวไปด้วย

         "หยุด! กลับไปรวมกลุ่มซะ!" 
         แต่แล้วทหารเอลฟ์คนหนึ่งก็ตะโกนเรียกพลางง้างสายธนูชี้มาทางนี้ผม ผมจึงเบนสายตาใต้หมวกเกราะเหลือบไปสบตาอันคมกริบของทหารเอลฟ์คนนั้น

         "ข้าก็แค่ต้องการไปหยิบดาบของข้าคืนก็เท่านั้น"

         ผมเอ่ยความต้องการของตัวเองออกไปอย่างซื่อสัตย์ แต่ดูเหมือนสายตาของเอลฟ์คนนั้นที่มองมาจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย

         "พูดเหลวไหล! ดาบเล่มนั้นมันหนักจนพวกข้าไม่สามารถดึงมันขึ้นมาได้เลยด้วยซ้ำ"

         เห้ย ๆ นี่เอ็งไม่เห็นตอนแรกรึไงว่าตูเป็นคนแบกดาบนั่นมาเองน่ะ

         "ช้าก่อนนะ ข้าเป็นเจ้าของดาบเล่มนั้นนะ เจ้าก็เห็นไม่ใช่เหรอ?"

         ผมหันไปพูดด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่ดูเหมือนทหารเอลฟ์คนนั้นจะไม่สนใจคำพูดของผมเลยสักนิด

         โอเค... จะเล่นอย่างนี้ใช่มั้ย?

         ผมเลิกสนใจเอลฟ์คนนั้นแล้วเดินตรงไปยังแบล็ค เกรทซอร์ดด้วยฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคง เมินซึ่งเสียงตะโกนสั่งห้ามอันแข็งกร้าวของทหารเอลฟ์คนนั้นโดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันเอลฟ์คนอื่นเองก็เล็งธนูมาที่ผมด้วยเช่นกัน

         "หากเจ้าไม่หยุด ข้าจะยิง!"

         ทหารเอลฟ์ตะโกนลั่นด้วยความเหลืออด ได้ยินเช่นนั้นผมจึงถอนหายใจยาวออกมาพลางหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะเลื่อนนัยน์ตาแฝงความหงุดหงิดไปสบกับดวงตาของเอลฟ์คนนั้น

         "ข้าทนมามากพอแล้วนะ"

         น้ำเสียงสุขุมแสนเยือกเย็นดังออกมาจากปากของผม พร้อมกับดวงตาสีแดงของหมวกเกราะพลันสว่างวาบน่าพรั่นพรึง เกิดเป็นความกดดันอันแสนหนักหน่วงถาโถมเข้าใส่ทหารเอลฟ์คนนั้นอย่างรุนแรง     
         ร่างกายแข็งแรงของเอลฟ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักพลันเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาสีแดงอันน่าพรั่นพรึงนั่น จิตใจอันแสนมั่นคงดุจภูผาไม่กลัวตาย กลับรู้สึกได้ถึงความกลัวเริ่มเกาะกุมเสียจนขยับร่างกายไม่ได้ดั่งใจ

         ผมละสายตาจากสีหน้าซีดเผือดของทหารเอลฟ์คนนั้น แล้วก้าวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของดาบยักษ์สีดำ ก่อนจะยกสองมือถูกมัดขึ้นกระชับด้ามจับไว้มั่นแล้วออกแรงกระชากแบล็ค เกรทซอร์ดขึ้นมาจากพื้นอย่างง่ายดาย

         "!!!"

         ทหารเอลฟ์ทุกคนที่ได้เห็นพลันแสดงอาการตกตะลึงออกมาทางสายตาโดยไม่ปิดบัง แต่ผมก็ไม่สนใจ ทำการลากดาบไปตามพื้นด้วยมือทั้งสองข้างที่ถูกมัดพลางเดินตามไปสมทบกับกลุ่มของพวกชาวบ้าน

         "หยุดก่อน"

         คำกล่าวของใครบางคนดังขึ้นข้างตัวผม เมื่อหันไปมองก็พบกับหัวหน้าเอลฟ์กำลังยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล

         "มีอะไร?"

         ผมถามด้วยความรู้สึกรำคาญ ถ้าเจ้าหมอนี่มันกวนประสาทผมมากไปกว่านี้ล่ะก็ รับรองว่าดาบยักษ์ได้ลอยไปตกใส่หัวของมันแน่

         "หากเจ้าต้องการนำดาบเล่มนั้นไปด้วย ก็นำไปฝากไว้บนรถม้าซะ"

         หัวหน้าเอลฟ์ว่าพลางชี้นิ้วโป้งไปยังรถม้าคันแรกที่เต็มไปด้วยอาวุธ และชุดเกราะ 

         แน่ใจนะ?

         ผมยักไหล่ ก่อนจะเดินผ่านร่างของหัวหน้าเอลฟ์ตรงไปยังรถม้าคันหน้าสุด แล้วทำการยกดาบยักษ์สีดำขึ้นมายัดใส่เข้าไปในรถม้า 

         ผลสรุปคือม้าทั้ง 3 ตัวที่ผูกกับรถม้าขนอาวุธถึงกับเดินไม่ออก สุดท้ายผมก็ต้องเป็นคนลาก แบล็ค เกรทซอร์ดด้วยตัวเองอยู่ดี

         เท่าที่จำได้ ในตอนแรกรถม้าทั้ง 3 คัน ค่อนข้างเบาจนผมสามารถลากได้อย่างง่ายดาย แต่พอเอาแบล็ค เกรทซอร์ด ไปวางเพิ่มเท่านั้นแหละ น้ำหนักของรถม้าก็เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าเลยทีเดียว 

         ถึงขนาดผมยังต้องออกแรงเพื่อลากรถม้าเลย นับประสาอะไรกับม้าแค่ 3 ตัวกันเล่า?

         หลังจากนั้นผมกับชาวบ้านก็เริ่มเดินตามรถม้า ระหว่างนั้นก็มีทหารเอลฟ์หลายคนคอยคุมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผมที่ถูกพวกเอลฟ์เพ่งเล็งเป็นพิเศษ เนื่องจากผมต้องถือแบล็ค เกรทซอร์ดไว้ในมืออยู่ตลอดเวลา เป็นผลให้พวกเขาต้องคอยระวังว่าผมจะขัดขืนขึ้นมาหรือไม่

         ผมกวาดสายตามองพวกเอลฟ์ทีละคน พบว่าการเคลื่อนพลของพวกเขาค่อนข้างเป็นระเบียบ และยังมีความคล่องแคล่วสูงมาก สามารถกระโดดไปตามต้นไม้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าลิงเสียอีก

         "พวกเราควรจะทำอย่างไรต่อดี ท่านอาทัส"

         หัวหน้าหมู่บ้านเดินมาตีคู่กระซิบกับผม นอกจากนี้ชาวบ้านคนอื่นเองก็หันมามองผมราวกับตั้งความหวังในคำตอบเช่นเดียวกัน

         "ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ทำตามที่พวกเขาบอกก็พอ ดีเสียอีกจะได้มีคนคอยคุ้มกันพาเข้าเมืองอย่างปลอดภัยยังไงล่ะ"

         ผมเอ่ยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันแผ่วเบา ได้ยินเช่นนั้นพวกชาวบ้านก็พยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับส่งสายตาเชื่อมั่นมาที่ผมซะเต็มประดา 

         พอถูกมองด้วยสายตาแบบนั้นแล้ว มันก็ชวนให้รู้สึกเขินอายยังไงไม่รู้แฮะ

         ขณะที่ผมกำลังสนทนากับพวกชาวบ้านพร้อมกับเดินไปด้วยอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงตะโกนอันแสนตื่นตระหนกของเอลฟ์สาวบนต้นไม้ดังขึ้น

         "ท่านหัวหน้า! ทางทิศตะวันตกข้าพบพวกออร์คไม่ทราบจำนวนกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ค่ะ!"

         เสียงตะโกนของนางดังลั่นไปทั่ว เนื้อหาของคำพูดนั้นเรียกสีหน้าตื่นตกใจของทุกคนขึ้นมาโดยไม่อาจปิดบัง แต่เพียงชั่วพริบตาหัวหน้าเอลฟ์ก็รีบตั้งสติ แล้วเดินออกมาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

         "ตั้งขบวนรบ!!! พวกเจ้า 10 คน รีบพาผู้ต้องสงสัย และรถม้าหนีกลับไปยังเมืองปราการซาดีน! ส่วนพวกเจ้าทั้งสองจงรีบกลับไปรายงาน แล้วส่งกำลังเสริมมาโดยเร็วที่สุด!"

         สิ้นคำสั่งการอันแสนว่องไว ทหารเอลฟ์บนพื้นพลันจับกลุ่มอย่างรวดเร็วพร้อมกับง้างสายธนูเตรียมพร้อม ส่วนทหารเอลฟ์บนต้นไม้เองก็ประจำตำแหน่งเตรียมยิงธนูสนับสนุนจากที่สูง

         ขณะเดียวกันก็ได้มีทหารเอลฟ์ 10 คนแยกตัวออกมาล้อมรอบพวกเราเอาไว้ ก่อนจะตะโกนสั่งให้เอลฟ์ที่ทำหน้าที่สารถีทำการกระตุ้นให้ม้าออกวิ่ง พร้อมกับเร่งให้พวกชาวบ้านวิ่งคู่ไปกับรถม้า

         ส่วนทหารม้าทั้ง 2 คนก็รีบควบม้าจากไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ม้าของพวกเขาจะทำได้

         แต่ทว่ายังไม่ทันที่รถม้าจะได้ออกวิ่ง อสูรกายสูง 4 เมตร รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดพลันโผล่พ้นออกมาจากป่าด้วยท่าทางการวิ่งอันแสนเกรี้ยวกราด    
         พริบตานั้นเอง ลูกธนูหลายสิบดอกก็ได้ถูกยิงออกมาจากคันธนูของเอลฟ์ทุกคนอย่างพร้อมเพรียงกัน ลูกธนูนับสิบพุ่งแหวกอากาศไปปักเข้าใส่พวกออร์คอย่างแม่นยำ ส่งให้ร่างสูงใหญ่ถึงกับชะงักกึก กระนั้นไม่นานนักพวกมันก็กลับมาวิ่งเข้าใส่เช่นเดิมด้วยท่าทางดุร้ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีออร์คอีกหลายตัวกำลังวิ่งออกมาจากป่าเสริมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

         แม้จะเห็นพวกอสูรกายกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะก็ตาม แต่กองทหารเอลฟ์ก็มิได้สูญเสียความเยือกเย็นแต่อย่างใด พวกเขาต่างง้างสายธนูพร้อมกัน และยิงลูกธนูไปปักตามตัวของพวกออร์คอย่างแม่นยำ และต่อเนื่อง

         กะจากสายตาคร่าว ๆ แล้ว จำนวนของออร์คมันมีมากกว่า 20 ตัวเลยนะเนี่ย และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

         ท่าไม่ดีแฮะ

         "เตรียมประจัญบาน!"

         หัวหน้าเอลฟ์สั่งการพลางชักดาบออกมาพร้อมกับทหารเอลฟ์คนอื่น เผยดาบโค้งยาวสีเงินให้ได้ประจักษ์แก่สายตา ก่อนที่พวกเขาจะวาดดาบในมือเข้าฟาดฟันกับออร์คตรงหน้าแบบไม่กลัวตาย

         พวกเอลฟ์ต่างใช้ความคล่องแคล่ว และความยืดหยุ่นของร่างกายในการต่อสู้กับพวกออร์ค นอกจากนี้พวกเขายังสามารถใช้เวทมนตร์สนับสนุนให้แก่ตัวเองเพื่อเพิ่มความเร็วในการหลบหลีก รวมทั้งการใช้เวทมนตร์โจมตีผสานกับดาบไปด้วย ทำให้ในระยะแรกความได้เปรียบดูจะเอนเอียงไปทางกองทหารเอลฟ์เล็กน้อย

         แม้จะเห็นว่าพวกเอลฟ์มีทักษะการต่อสู้ที่ดีเยี่ยมก็ตาม แต่ด้วยจำนวนอันมหาศาลของพวกออร์ค และความถึกทนของมัน ทำให้ในเวลาต่อมากองทหารเอลฟ์เริ่มเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด มีหลายคนเพลี่ยงพล้ำถูกออร์คโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสไปหลายรายแล้ว

         ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป กว่ากำลังเสริมจะมาช่วย กองกำลังเอลฟ์พวกนี้ไม่แตกไปก่อนรึไง?

         ปึด!

         ผมออกแรงในชั่วพริบตา กระชากเชือกเส้นหนาที่มัดข้อมือทั้งสองข้างให้ขาดในทีเดียว ก่อนจะยกแบล็ค เกรทซอร์ดขึ้นมาพาดไว้บนบ่า ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกมาจากปากเกิดเป็นควันไอลอยออกมาจากช่องว่างของหมวกเกราะ

         โดยไม่สนใจเสียงห้ามปรามของทหารเอลฟ์ด้านหลัง ผมก็ได้วิ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะสปริงข้อเท้ากระโดดขึ้นพุ่งข้ามหัวกองทหารเอลฟ์ที่กำลังนัวเนียกับพวกออร์คประมาณสิบกว่าตัวไป

         ด้วยฝีมือของพวกเขา จำนวนออร์คเพียงเท่านั้นคงจะไม่เป็นปัญหาอะไรนัก ส่วนออร์คหลายตัวที่กำลังวิ่งมาทางนี้ ผมจะเป็นคนจัดการเองละกัน

         ตึง!

         เสียงของร่างเกราะหนักกระแทกพื้นดังสนั่น พร้อมกับคมดาบยักษ์สีดำได้ถูกตวัดตัดผ่านออร์คตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้ามาให้ขาดเป็นสองส่วน ร่างท่อนบนของมันปลิวขึ้นฟ้าร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด ส่วนท่อนล่างก็เสียหลักลงไปกลิ้งกับพื้นหลายตลบ

         "กรอด!"

         ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเอลฟ์บนต้นไม้ ผมกัดฟันแน่นขยับขาก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับดาบยักษ์ในมือได้ฟาดใส่ร่างของออร์คอีกตัวหนึ่งจนขาดสะพายแล่ง โลหิตสีแดงฉานสาดกระจาย คู่กับอวัยวะภายในของร่างยักษ์ได้ตกลงมากองบนพื้น

         ดวงตาสีแดงพลันสว่างวาบจ้องมองพวกออร์คจำนวนสิบกว่าตัวตรงหน้าด้วยความแข็งกร้าว พลางก้มตัวลงเล็กน้อยยกดาบยักษ์สีดำขึ้นมาพาดไว้บนบ่า

         "เข้ามา!!!"
    __________________________________________________



    อัพเมื่อวันที่ 19/7/2563