กาลเวลาผ่านพ้นจากวันนั้นข้ามาอยู่แผ่นดินจีนยุคโบราณโดยไม่แน่ชัดว่าเป็สมัยราชวงศ์ไหนกันแน่กินเวลายาวนานมาถึง 10 ปี ตอนนี้ข้าอายุได้ 15ขวบปีคนอื่นอาจคิดว่าเวลามันช่างเดินเร็วจริงๆแต่สำหรับข้ามันช่างช้าเหลือเกินเพราะข้าต้องมาอยู่ร่างเล็กๆ นานถึง 10ปีและข้าก็อยากโตกว่านี้ เพราะร่างเล็กๆ ของข้าจะมีวรยุทธ์แต่มันก็ยังไม่ได้ดั่งใจอยู่หลายส่วนแม้ตอนนี้จะสูงถึง5 เซียะแล้วก็ตาม
เวลาปกติของข้าตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือเช้าตื่นมาไปห้องอักษรเพื่อศึกษาทุกอย่างที่อยู่ในนั้นจนตอนนี้ไม่มีอะไรให้ข้าอ่านแล้วและ่สายข้าก็แอบพาเหล่าองครักษ์ทั้งสามมาแอบฝึกวิชาที่ป่าไผ่ที่ห่างไกลจากวังหลวงถึง20ลี้รับรองว่าไม่มีใครจับได้ พร้อมกับสอนวิชาแปลกๆที่ข้าเรียนรู้มาฝึกให้พวกเหล่าองครักษ์
ข้ามั่นใจว่าตอนนี้ฝีมือองครักษ์ของข้าติดยุทธภพแน่นอนและ่เย็นข้าจะสอนการโคจรลมปราณต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาและฝึกถูกๆผิดอยู่บ่อยครั้ง จนตอนนี้ข้ามีลมปราณหลายแขนง ลมปราณพยัคฆ์คำรน ลมปราณหงค์อัคคีลมปราณ์เหมันต์
สองอย่างนี้ข้าได้มาโดยการฝึกถูกฝึกผิดจนตอนนี้ข้าใช้ได้อย่างชำนาญแล้วและยังมีอีกมายมายที่ข้าคงสาธยายไม่หมดกอปรกับตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็มีคนแอบนำยาพิษมาให้ข้าดื่มไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งชีวิตข้านี่ช่างน่ารันทดนักหากข้าไม่มีลมปราณที่แข็งแกร่งป่านนี้คงได้ไปเข้าเฝ้าเ้าแม่หนี่วาแล้ว
แต่ข้าไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าใครวางยาข้ามาตลอดหลายปีที่ผ่านมาแต่ข้ายังคงวางเฉยเพราะยังไม่ถึงเวลาแกล้งเจ็บป่วยแสดงละครให้สมบทบาทและรอดตายมาอย่างปาฎิหาร ข้าแสดงได้เก่งไหมละแต่่หลังๆ ข้าเริ่มรำคาญจึงกลั่นแกล้งพวกเขาไปบ้างเล็กน้อย
แค่คิดถึงเื่นี้ข้าก็อดที่จะยิ้มอีกครั้งไม่ได้ข้าไม่ได้ทำไรมากแค่ทำให้ความจริงกระจ่างและไม่อยากจะเชื่อว่าองค์ชายสี่เป็เพียงลูกชู้ที่ไม่มีเืเนื้อเชื้อไขของเสด็จพ่อแต่นับจากนั้นมาข้าก็สุขสบายไม่ต้องมาแกล้งป่วยปานตายอีกและมือข้าก็ไม่ได้เปื้อนเืเสียด้วยแค่คิดข้าก็สุขอุราแล้ว
“น้องห้าคิดไรอยู่ทำไมทำหน้าตาน่ากลัวเยี่ยงนั้น”
เสียงทักทายพร้อมแววตาที่ดูเหมือนไม่ไว้ใจของพี่สามทำให้ข้าหันไปยิ้มบัดนี้พี่สามเป็ชายหนุ่มรูปงามที่สาวๆต่างหมายปองถึงข้าจะเป็ผู้ชายเต็มร้อยยังอดชื่นชมความงดงามของพี่ชายสามไม่ได้แต่อย่าให้ข้าอธิบายไปมากกว่านี้เลย สรุปง่ายๆ คือข้ามีพี่ชายหล่อ ฮ่าๆ
“เปล่าข้ากำลังคิดเื่สนุกๆอยู่เห็นว่าอีกไม่นานนี้จะมีเทศกาลหยวนเซียวข้าจึงอดที่จะตื้นเต้นมิได้เพราะเสด็จพ่ออนุญาตให้ข้าออกนอกวังได้เป็ครั้งแรก”
ข้าบอกด้วยรอยยิ้มยินดีความจริงก็แค่กลบเกลื่อนเื่ราวที่อยู่ในใจทุกวันนี้ข้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นักแสดงยอดเยี่ยมไปเสียแล้ว
“ดีจริงน้องพี่เ้าจะได้เปิดหูเปิดตาเสียที”
ข้ายิ้มรับที่ท่านพี่เฟยหยวนกล่าวเช่นนั้นเพราะไม่เคยรู้ความลับของข้าแม้แต่น้อยว่าไปข้าก็รู้สึกผิดเหมือนกัน ขอโทษด้วยนะพี่สาม ข้าได้แต่กล่าวอยู่ในใจแต่เชื่อเถอะว่าข้าจะเคียงข้างท่าน
“ท่านพี่มาหาข้ามีเื่อันใดกันหรือ”ข้าเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ แม้พี่สามชอบแวะมาหาข้าบ่อยครั้งแต่สายข่าวที่ข้าได้รับมาคงจะเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อยอ๋อข้าลืมบอกไปว่าแม่ทัพซ้ายลู่เสียนเป็กำลังรบให้ข้าอย่างเงียบๆหลังจากที่เข้ามาหาข้าในคืนนั้นและทำให้ข้าได้รู้ว่ายังมีญาติทางมารดาเหลืออยู่ที่ไม่มีความทรงจำมาก่อนเพราะลู่เสียนถูกส่งไปประจำอยู่ชายแดนั้แ่ข้าได้ 2ขวบปี
“เย็นนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับท่านอ๋องของแคว้นฉินข้าอยากให้เ้าไปร่วมด้วย”
คำพูดของพี่สามทำให้ข้าหันไปมองอย่างแปลกใจเพราะเฟยหยางรู้ดีว่าข้าไม่เคยเข้าร่วมงานใดๆมาก่อนเนื่องจากทุกคนเห็นว่าร่างกายอ่อนแอ จึงไม่มีใครสนใจ แต่ใช่ว่าข้าจะไม่รู้ข่าววงใน
“เหตุใดท่านพี่ถึงอยากให้ข้าร่วมงานด้วยเล่า”
“ข้าอยากให้เ้าเปิดหูเปิดตาบ้างเ้าไม่ค่อยไปหาที่น้องคนอื่นนานมากแล้ว และที่สำคัญองค์รัชทายาทก็อยู่ร่วมงานด้วยพี่คิดว่าเ้าสายตากว้างไกลอาจมองเห็นในสิ่งที่พี่ไม่เห็นได้”
เฟยหยางบอกเหตุผลให้น้องห้าที่เขารักและผูกพันมากที่สุดแม้จะถูกกักกันเพราะว่าร่างกายอ่อนแอทว่าแววตาที่มีประกายแห่งปัญญาทำให้เขาเชื่อมั่นในความสามารถของน้องชาย
“หากพี่สาม้าเช่นนั้นข้าก็จะไป”
ข้าบอกพร้อมยกยิ้มที่มุมปากแววตาประกายวาบเมื่อเื่สนุกๆกำลังมาหาถึงที่และตอนนี้อวิ้นอวี้ก็ได้เป็รัชทายาทอันดับหนึ่ง ซู่เมิ่งได้ถูกแต่งตั้งเป็รัชทายาทอันดับสามและพี่สามที่ถูกแต่งตั้งเป็รัชทายาทอันดับสอง ไว้เช่นกัน
เฟยหยางหรี่สายตามองน้องชายอย่างครุ่นคิดแววตาแบบนั้นหวังว่าไม่ก่อเื่นะแม้จะรู้ว่าน้องชายไม่เคยก่อเื่มาก่อน ทว่าทำไมรู้สึกว่ามันต้องเกิดเื่กันนะ
เมื่อถึง่เย็นข้าก็เดินผ่านตำหนักน้อยใหญ่มาเรื่อยๆอย่างสบายอารมณ์ไม่ได้รีบเร่งอะไรตามติดด้วยองครักษ์ฝาแฝดซึ่งเจียงหั่วข้าสั่งให้ไปทำงานสำคัญในมือตอนนี้มีพัดลายัสีขาวขอบทองเข้ากับชุดสีขาวสีประจำตัวของข้าข้าเดินสะบัดพัดเบาๆ ตามอารมณ์และเพียงไม่นานก็มาถึงท้องพระโรงสายตามากมายต่างจับจ้องข้า ใช่สิก็พวกเขาไม่ค่อยเห็นข้าบางคนอาจจำข้าไม่ได้ด้วยซ้ำไปโดยเฉพาะขุนนางทั้งหลาย
“น้องห้า ข้าคิดว่าเ้าจะเบี้ยวพี่เสียแล้ว”
พี่สามเอ่ยทักทายพร้อมพาข้าไปนั่งประจำที่แต่ก่อนจะไปนั่งข้าก็ก้มหน้าทำความเคารพบรรดาผู้สูงศักดิ์ตามพิธีเสียก่อน
“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ถวายบังคมไทเฮาพ่ะย่ะค่ะขอให้พวกท่านมีพระชนมายุยืนยาวพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากนั้นข้าก็ทักทายบรรดาพระสนมของเสด็จพ่อรวมทั้งพระชายาคิดไปแล้วเหนื่อยแทนเสด็จพ่อจริงๆ เมียหลายคนขนาดนี้ไม่เบื่อหน่ายบ้างหรือไง
“สุขภาพเ้าดีขึ้นแล้วหรือถึงได้มาร่วมงานต้อนรับครั้งนี้ได้” ข้ายิ้มรับคำถามของเสด็จพ่อก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ขอบพระทัยที่ทรงกรุณายาที่เสด็จพ่อให้ไปทำให้ข้าเดินเหินได้นานขึ้น จึงอยากมาร่วมงานต้อนรับท่านอ๋องฉินด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีๆ ถ้าเ้าดีขึ้นพ่อจะให้คนหามาให้เ้าได้กินอีกพ่อหวังว่าเ้าจะได้ท่องเที่ยวตามที่ใจปรารถนา” “ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่เมตตาพ่ะย่ะค่ะ” ข้ากล่าวตอบด้วยรอยยิ้มยินดีแต่ในใจข้านั้นได้แต่กล่าวขออภัยอยู่ในใจเพราะยาที่ท่านให้มาข้าเอาไปบริจาคให้คนยากไร้หมดแล้วอย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ทิ้งยาที่เสด็จพ่อให้มานะ
“น่ายินดียิ่งที่น้องห้าเริ่มเดินเหินได้” รัชทายาทอันดับหนึ่งกล่าวทักทายข้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนข้ายิ้มรับไมตรีตามมารยาทก่อนจะขอตัวกลับไปนั่งประจำที่ตัวเองเมื่อขันทีะโบอกว่าท่านอ๋องฉินและคณะได้มาถึงแล้ว
ข้ามองตามร่างอ๋องฉินของแคว้นฉินเดินเข้ามารูปร่างสูงใหญ่ที่ดูสะดุดตาและตามมาด้วยร่างดรุณีนางหนึ่งเดินตามหลังมาพร้อมเหล่าข้าบริวาร
“ถวายบังคมฝ่าาขอให้มีพระชนมายุยืนยาวพ่ะย่ะค่ะ” ข้ามองตามร่างอ๋องฉินอย่างพิจารณาและหญิงสาวที่ตามมาก็ทำความเคารพเสด็จพ่อมิต่างกัน
“นั่นองค์หญิงเหมยฮัวบุตรีของอ๋องฉิน”
พี่สามกระซิบบอกข้าเบาๆข้าพยักหน้ารับรู้ตอนนี้ข้าได้นั่งอยู่ใกล้พี่สามเพราะหวงเจิ้นได้ถูกปลดตำแหน่งและด้วยความกรุณาที่เสด็จพ่อคิดว่าเป็ลูกในไส้ตลอดมาจึงแค่ขับไล่ออกจากแคว้นโจวเท่านั้นส่วนสนมลี่จูนั้นได้ฆ่าตัวตายอยู่ในคุกก่อนจะโดนตัดสินโทษ
“คงไม่ได้มาสร้างสัมพันธ์ระหว่างแคว้นโจวกับแคว้นฉินโดยให้องค์หญิงเหมยฮัวแต่งงานกับใครคนใดคนหนึ่งหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ”
ข้าพูดขึ้นเบาๆและนั่นทำให้พี่สามถึงกับพยักหน้ารับอย่างหนักใจ แต่ข้ารู้สึกโล่งอกเพราะอย่างน้อยไม่ใช่ข้าแน่นอนแต่เมื่อปรายสายตามองพี่สามแล้วคิดว่าคงอีกไม่นานจะต้องโดนจับแต่งเช่นกัน
“เชิญนั่งเถอะอ๋องฉิน หวังว่าเ้าจะสุขสบายดี”
“ขอบพระทัยในความกรุณาพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงพูดคุยของเสด็จพ่อทำให้ข้านั่งนิ่งอีกครั้งโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเช่นเดียวกับพี่สามเพราะรู้ว่าตอนนี้กำลังถูกจับตามอง
“หนุ่มรูปงามนั่นใครกันพ่ะย่ะค่ะเมื่อกลางวันข้ายังมิเคยเห็น” คำถามของอ๋องฉินทำให้ข้าปรายสายตาไปมองบรรดาพี่ชายและน้องชายข้าก็เห็นพากันหน้าตาดีทุกคน แล้วใครกันละรูปงามของท่านอ๋องแต่ว่าข้าก็เป็คนหนึ่งที่ยังไม่เคยเจออ๋องฉินโดยตรง
“นั่นองค์ชายห้า หลิ่งเหวินบุตรของข้าเอง” คำตอบของเสด็จพ่อทำให้ข้าสะดุ้งนิดๆก่อนจะก้มหน้าทักทายอ่องฉินตามารยาท
“ข้าหลิ่งเหวินคารวะท่านอ๋องฉิน”
“อย่าได้มากพิธีเลยคนกันเองทั้งนั้นอีกไม่นานคงได้เป็ญาติกัน จริงหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
อ๋องฉินพูดพร้อมหันไปถามความเห็นเสด็จพ่อที่ยิ้มหน้าบานพยักหน้ารับไม่ใช่ไปแอบตกลงกันมาหรอกนะ และดรุณีนางน้อยที่อายุไม่เกิน 17ปีก็ขวยเขินหน้าแดงข้างกายบิดา ข้าลอบถอนหายใจหวังว่าคงไม่คิดจะให้คู่กับข้าหรอกนะข้าเพิ่งอายุได้เพียง 15 ปีเอง
“การสนทนาพร้อมอาหารสุราชั้นดีถูกเสิร์ฟมามากมายและยังมีเหล่านักแสดงทั้งหลายมารำถวายให้ด้วย แม้ข้าจะนั่งทานอาหารเงียบๆแต่ข้าก็สังเกตกิริยาทุกคนที่อยู่ในนี้จนหมด แค่มองข้าก็รู้แล้วว่าใครคิดอย่างไร
ก่อนที่สายตาข้าจะมาสะดุดกับร่างดรุณีที่งดงามสองนางที่นั่งเคียงคู่กันและถัดจากข้าไปสองคนพี่สาวทั้งสองคนของข้าที่ข้าไม่เคยได้สนทนาสักครั้ง เพราะพระชายาต้าฉีไม่ยอมให้นางมาสนทนากับข้าเพียงเพราะเกิดจากลูกกำนัลชั้นต่ำแม้จะไม่ได้พูดคุยแต่ข้าไม่ได้เป็กบในกะลาที่จะไม่รู้บรรดาญาติพี่น้องตัวเองสายสืบที่ข้าแอบวางกำลังไว้ในวังหลวงมันก็มากไม่แพ้คนอื่นๆ หรอก