“พวกเราออกตามหาตัวองค์ชายสามจนทั่วแล้วก็ไม่พบเลย แม้แต่ในเมืองหลวงที่องค์ชายสามเคยไป พวกเราก็ออกตามหาแล้วไม่พบแม้แต่วี่แววใด ๆหากเป็นเช่นนี้พวกเราคงต้องขอให้องค์กษัตริย์ออกจากการเก็บตัวแล้วเรื่องใหญ่ที่รอให้พระองค์ตัดสินใจแบบนี้จะช้าไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
“ท่านพูดได้ดีแต่ใครละจะกล้าไปทูลฝ่าบาท หรือว่าท่านจะอาสาไปกราบทูลฝ่าบาทเอง”
“เออ เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่กล้ารบกวนฝ่าบาทเช่นกัน”
“ข้ามีความเห็นว่าควรให้ผู้อาวุโสตำหนักคลังหลวงเป็นผู้ไปรายงานองค์กษัตริย์ให้ทราบนะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่สำคัญยังเป็นหน้าที่หลักของตำหนักคลังหลวงที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย”
“นี่พวกเจ้าจะส่งให้ข้าไปตายไวขึ้นหรือยังไงเรื่องนี้เกิดขึ้นในตำหนักคลังหลวงก็จริงแต่ผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของตำหนักก็เป็นหน้าที่ของหน่วยองครักษ์เช่นเดียวกันเพราะฉะนั้น หน่วยองครักษ์สมควรจะไปรายงานเรื่องนี้มากกว่า”
“ท่านผู้อาวุโสพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคนของหน่วยองครักษ์เองก็ต้องดูแลรับผิดชอบทั่วทั้งพระราชวังคนที่ส่งไปก็ล้วนแล้วแต่มีฝีมือทั้งนั้นที่อยู่ดูแลตำหนักคลังหลวงหากกำลังไม่เพียงพอทำไมท่านไม่แจ้งให้พวกเราเพิ่มจำนวนคนได้นี่”
“เอาหละ เอาหละมัวแต่ทะเลาะกันตรงนี้คงไม่ได้อะไรขึ้นมา พวกเราทั้งหมดนี่แหละเข้าไปรายงานฝ่าบาทพร้อมๆ กัน ใครจะถูกลงโทษก็แล้วแต่ฝ่าบาทจะตัดสินใจก็แล้วกัน”
“ดีเช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
เหล่าขุนนางทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักของกษัตริย์เฟยอ้าวซวงด้วยความรีบร้อนเมื่อพวกเขามาถึงตำหนักของเฟยอ้าวซวง เหล่าขุนนางทั้งหมดองครักษ์ที่เฝ้ารักษาความมปลอดภัยในตำหนักของกษัตริย์เฟยอ้าวซวงไม่กล้าที่จะขวางพวกเขาเพราะแม้แต่ผู้อาวุโสที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของหน่วยองครักษ์ของพวกเขาเองก็อยู่ในกลุ่มขุนนางเหล่านั้นด้วย
“พวกเจ้าหลบไปก่อน พวกเรามีเรื่องด่วนกราบเรียนฝ่าบาท”
“ขอรับท่านผู้อาวุโส”
เหล่าขุนนางทั้งหมดรีบเดินไปยังห้องเก็บตัวของกษัตริย์เฟยอ้าวซวงในทันทีจากนั้นหนึ่งในผู้อาวุโสจึงได้ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“ฝ่าบาทขออภัยที่รบกวนการฝึกของฝ่าบาทพวกเราเหล่าขุนนางมีเรื่องด่วนเป็นอย่างมากมารายงานฝ่าบาท พะยะค่ะ”
เฟยอ้าวซวงที่กำลังศึกษาตำราเวทขั้นสูงอยู่นั้นหยุดศึกษาตำราในทันทีพร้อมกับเดินออกมาจากห้องที่เก็บตัว
“พวกท่านมีเรื่องสำคัญอะไรเช่นนั้นหรือถึงได้มารบกวนการฝึกของเรา”
“เรียนฝ่าบาท พวกเรามีเรื่องสำคัญจะมารายงานฝ่าบาทตอนนี้ตำหนักคลังหลวงถูกปล้นทรัพย์สินไปจนไม่เหลืออะไรเลยพะยะค่ะอีกทั้งองค์ชายสามเองก็หายตัวไปด้วย พวกเราจึงต้องรีบมารายงานฝ่าบาทพะยะค่ะ”
“อะไรนะใครกันที่กล้ามาปล้นตำหนักคลังหลวง แล้วเหล่าองครักษ์และทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัยที่นั่นทำไมถึงปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้”
“เรียนฝ่าบาททั่วทั้งตำหนักคลังหลวงไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลย จู่ ๆพวกเขาก็ถูกพลังเวทมหาศาลกดทับจนทำให้ทุกคนสลบ ไม่ได้สติเลยแม้แต่คนเดียวแม้แต่ผู้อาวุโสตำหนักคลังหลวงเองก็ยังสลบไปด้วยเช่นกันพะยะค่ะ”
“แสดงว่าคนที่ทำต้องมีระดับพลังเวทที่สูงส่งถึงทำเช่นนี้ได้เอาหละพวกเราไปคุยกันที่ท้องพระโรงกันพูดคุยตรงนี้คงไม่สะดวกเท่าไหร่นัก”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
เมื่อเหล่าขุนนางทั้งหลายออกไปจนหมดทหารที่ดูแลตำหนักของเฟยอู่หลานและหลิวเซียงจึงรีบมารายงานกษัตริย์เฟยอ้าวซวง
“ฝ่าบาท เฟยอู่หลานและหลิวเซียงหนีออกไปได้แล้วพะยะค่ะอีกทั้งองค์ชายสามที่เข้าไปหาทั้งสองคนก่อนหน้านั้นก็หายตัวไปพร้อมๆ กันกระหม่อมสงสัยว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่ปล้นตำหนักคลังหลวงเพราะพวกเขาใช้วิธีการเดียวกันพะยะค่ะ”
“หรือว่าจะเป็นอู๋ซวง เจ้าแก่นั่นเท่านั้นที่พอจะมีพลังเวทระดับนั้นได้อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือเฟยอู่หลานและหลิวเซียงไปได้อีก เอาหละเจ้ากลับไปก่อนแล้วข้าจะเรียกเจ้ามาพบอีกครั้ง หลังจากที่แก้ปัญหาเรื่องตำหนักคลังหลวงเสร็จสิ้น”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
เมื่อเฟยอ้าวซวงมากถึงท้องพระโรงเขาได้จัดการสั่งการในทันที
“พวกเจ้ารีบไปแจ้งให้ทุกเมืองให้ที่อยู่ในอาณาจักรกาลเวลาแห่งนี้ให้ส่งเงินและโอสถมาสมทบที่เมืองหลวงโดยเร็วที่สุด โดยเมืองใหญ่ให้ส่งเงินจำนวนหนึ่งร้อยล้านเหรียญทองและโอสถตั้งแต่ระดับสองถึงระดับเจ็ดมาอย่างละห้าร้อยเม็ดส่วนเมืองเล็กให้ส่งเงินจำนวนห้าล้านเหรียญทองและโอสถระดับสองถึงระดับเจ็ดมาอย่างละสามร้อยเม็ดเป็นการด่วน”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
“ส่วนเรื่องอาวุธ ให้กองสรรพาวุธ เร่งสร้างขึ้นมาใหม่โดยเร็วที่สุด”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
“ส่วนเรื่องตำราเวทให้เชิญนักเวทระดับจักรพรรดิมนตราขึ้นไปมาสร้างตำราเวทขึ้นมาใหม่ตำรายยุทธ์เองก็เช่นกันเชิญผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทวะขึ้นไปมาสร้างตำรายุทธ์ขึ้นมาใหม่หากผู้ฝึกยุทธ์หรือนักเวทคนใดที่ขัดคำสั่งให้จับตัวครอบครัวของเขามาให้หมด”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
“เรื่องนี้ให้เก็บเป็นความลับอย่าได้ให้ข่าวนี้รั่วไหลยออกไปอย่างเด็ดขาดหากใครปล่อยให้ข่าวนี้รั่วไหลออกไปสังหารได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งข้า”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
เช้าวันรุ่งขึ้นทุกเมืองในอาณาจักรกาลเวลาต่างได้แจ้งให้ส่งเงินและโอสถไปยังเมืองหลวงโดยด่วนพวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งของกษัตริย์อาณาจักรกาลเวลา ทำได้เพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น
ทางด้านเฟยหลงพวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็เดินทางมาถึงยังสำนักเทพวายุเมื่อมาถึงสำนักเทพวายุเฟยหลงพาทุกคนมาพักที่บ้านพักของเขาเป็นการชั่วคราวก่อนส่วนตัวของเขารีบไปแจ้งทางเจ้าสำนักเทพวายุ
“ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ข้าคงต้องรบกวนใช้ที่พักของข้าเป็นที่พักของท่านพ่อท่านแม่ และปู่รวมถึงคนของข้าชั่วคราวก่อนพวกเราจะเดินทางกลับไปยังอาณาจักรรุ่งอรุณในอีกสามวันข้างหน้าตอนนี้ขอให้ท่านศิษย์พี่เจ้าสำนักเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกเขา”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปทำอะไรมา แต่เมื่อเจ้าอยู่ในสำนักเทพวายุแห่งนี้เจ้าวางใจได้ข้าจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีครอบครัวของเจ้าก็เหมือนครอบครัวของข้าเช่นเดียวกัน พวกเจ้าทำตัวตามสบายเถอะ”
“ขอบคุณศิษย์พี่เจ้าสำนัก ศิษย์น้องมีของฝากมาให้ศิษย์พี่ด้วย”
เฟยหลงหยิบเอาดาบสีเขียวเงาวับออกมาเขามอบดาบนี้ให้กับเจ้าสำนักเทพวายุดาบนี้เป็นอาวุธระดับเทวะที่เขาได้มาจากตำหนักคลังหลวงของอาณาจักรกาลเวลา
“นี่มันอาวุธระดับเทวะนี่ เจ้าไปเอามันมาจากที่ไหนกัน”
“ข้ากับท่านปู่ไปเอามาจากคนที่จับตัวบิดามารดาของข้าไปนะ ท่านไม่ต้องกังวลไปข้ายังมีอีกมากข้าขอตัวก่อนนะศิษย์พี่เจ้าสำนักข้าออกไปนานไม่รู้ว่าตอนนี้กลุ่มมังกรทะยานของข้าเป็นยังไงกันบ้าง”
“อื่ม ขอบใจเจ้ามาก”
เฟยหลงกลับมาที่บ้านพักของเขาตอนนี้เขามองดูด้านหลังบ้านพักของเขาที่กลายเป็นทุ่งสมุนไพรไปแล้ว อู๋ซวง เฟยอู่หลานและหลิวเซียง ทั้งสามคนมองดูเด็ก ๆที่กำลังวุ่นอยู่กับการดูแลสมุนไพรอยู่ในตอนนี้โดยไม่กล้าเข้าไปรบกวนพวกเขา
กระท่อมหลังน้อยกว่าหนึ่งร้อยหลังที่ปลูกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ แต่เมื่อถึงเวลา เด็ก ๆเหล่านั้นหยุดการดูแลสมุนไพรของพวกเขาและกลับเข้าไปฝึกในกระท่อมของตนเองโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่ง
เมื่อทุกคนเห็นเฟยหลงกลับมา อู๋ซวงเลยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ฝีมือเจ้าใช่ไหม เฟยหลงเจ้าสอนเจ้าเด็กพวกนั้นให้ปลูกและดูแลสมุนไพรพวกนั้นใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วท่านปู่ เป็นฝีมือของข้าเอง ข้าให้พวกเขาดูแลสมุนไพรพวกนี้เองมีอะไรอย่างนั้นหรือท่านปู่”
“ไม่มีอะไรหรอกปู่แค่สงสัยว่าเจ้าใช้วิธีไหนถึงทำให้พวกเขาทำแบบนี้ได้ดูแล้วพวกเขาแทบจะไม่ต้องมีใครมาบอก พวกเขาทำด้วยความสมัครใจทั้งหมดเองเลย”
“ไม่เห็นยากเลยท่านปู่ หลานก็แค่บอกให้พวกเขาว่าภายในสามเดือนกลุ่มของพวกเราต้องมีพลังเวทขั้นต่ำอยู่ในระดับราชันย์มนตรา ส่วนสมุนไพรพวกนั้นหลานก็นำมาหลอมโอสถให้พวกเขา ใครใช้จนหมดก็สามารถมาเอาเพิ่มได้ไม่จำกัดทำให้พวกเขาต้องแข่งขันกันเอง หากใครขี้เกียจก็จะถูกคนอื่นแซงหน้าไปแล้วพวกเขาจะยอมให้คนอื่นแซงหน้าอย่างนั้นหรือท่านปู่”
“เจ้านี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเด็กพวกนั้นปู่ไม่เคยเห็นสำนักไหนที่สามารถสั่งสอนศิษย์ได้แบบเจ้าเลย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชมสำนักของเรา ข้าอู่หวังเฉาเจ้าสำนักเทพวายุแห่งนี้” เสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล กระบี่บินค่อย ๆ ทะยานลงมาข้าง ๆเฟยหลง
“คารวะท่านเจ้าสำนัก”
“คารวะท่านเจ้าสำนัก”
“ต้องขออภัยที่มาโดยไม่ได้บอกกล่าวตัวข้าเปาเปียวปู่ของเฟยหลง ส่วนนี่เฟยอู่หลาน และหลิวเซียง บิดาและมารดาของเฟยหลงส่วนทั้งเก้าคนนั้นเป็นผู้ติดตาม พวกเราต้องรบกวนท่านเจ้าสำนักพักอยู่ที่นี่สักสามสี่วัน”
“พวกท่านไม่ต้องเกรงใจหรอกครอบครัวของศิษย์น้อง ก็คือครอบครัวของเราเช่นกันว่าแต่เมื่อครู่ท่านชมศิษย์สำนักเทพวายุของเราทำให้เราเจ้าสำนักตื้นตันเป็นอย่างยิ่ง”
“ท่านดูเอาเองสิพวกเขาตั้งใจดูแลสมุนไพร และยังตั้งใจฝึกฝนเช่นนั้นจะไม่ให้พวกเรากล่าวชมได้อย่างไร”
“หากจะชมข้าคิดว่าท่านควรชมหลานของท่านมากกว่า ที่ทำให้กลุ่มเล็ก ๆอย่างกลุ่มมังกรทะยานสามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ข้าเองเป็นเจ้าสำนักก็จริงแต่วิธีการเช่นนี้คงมีแต่หลานของท่านเท่านั้นที่คิดได้”
“ท่านปู่ ศิษย์พี่เจ้าสำนักพวกท่านมัวแต่ยืนคุยกันนั่นแหละ เชิญพวกท่านมานั่งกันก่อนข้าจะไปหาสุรามาให้พวกท่าน”
“ท่านพ่อ ท่านแม่พวกท่านอยากจะทานอะไรไหม ลูกจะไปทำมาให้พวกท่านเอง”
“ให้แม่ช่วยเจ้าเองดีกว่าแม่ไม่ได้ทำกับข้าวมานานแล้ว วันนี้ให้เจ้าเป็นผู้ช่วยแม่ก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านแม่”