ตอนที่23 ดอกไม้ศพ เถาวัลย์เื ไข่กิ้งก่าัและกิลด์ดาบแดง
ลุงบรู๊กกล่าวจบก็เริ่มลงมีดเตรียมถอดเอาหนังของมันออกและแบ่งเนื้อตัดเส้นเอ็นและกระดูกแยกกันไว้
ทุกส่วนของสัตว์กลายพันธุ์มีค่ามหาศาลโดยเฉพาะกับทหารมืด
กัสไม่ได้ลงไปดู เพราะเขาไม่ได้สนใจมันมากนักแต่ว่าก็ยังกำชับเื่นี้ว่าอย่าให้เสียของเืเนื้อของพมัคฆ์เงาจะถูกแจกจ่ายให้กับทหารมืดที่มีผลงาน
ด้วยเืเนื้อระดับดุร้ายมันมากพอจะให้ทหารมืดยกระดับขั้นได้
“แบบนี้ก็ประหยัดแก่นพลังงานได้เยอะพยัคฆ์เงาถ้านำออกไปด้านนอกอาจจะพอมีราคา แต่โลกด้านนอกก็มีเนื้อสัตว์ที่มาจากหอคอยชั้นที่สูงกว่านี้อยู่แล้วทำให้ราคามันไม่ดีนัก ส่วนใหญ่เลยไม่มีใครเอาออกไป เก็บไว้กินเองดีกว่า”
“ต่อไปเราต้องล่าสัตว์กลายพันธุ์ให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างกองทัพทหารมืด เพราะถ้าพึ่งแต่แก่นพลังงาน แบบนั้นก็คงไม่สามารถเก็บสะสมแก่นพลังงานไปใช้ทำอย่างอื่นได้แน่นอน”
เนื้อซอมบี้ด้วยกันไม่มีประสิทธิภาพมากพอโดยเฉพาะกับซอมบี้ระดับธรรมดา มันก็ใช้กับทหารมืดระดับต่ำ ๆ ได้แค่นั้น
“อีกทางก็พอมีอยู่เช่นใช้วิธีเลี้ยงสัตว์พิษ”
การเลี้ยงสัตว์พิษคือการจับสัตว์พิษไปขังและให้มันกินกันเองตัวที่ชนะก็จะได้พิษของตัวที่แพ้ไป แต่ว่าการทำแบบนั้นกลับไม่คุ้มค่าสำหรับกัสซะเลย
เพราะแม้ระดับจะเพิ่มขึ้นแต่จำนวนกลับน้อยลง มันน่าเสียดายเกินไป
ตอนนี้กัสจึงไม่ได้ให้แก่นพลังงานกับทหารมืดทุกนายแล้วแค่เลือกให้เฉพาะพวกที่มีความแข็งแกร่งเกิน 25 ขึ้นไปเท่านั้น
ส่วนพวกระดับต่ำ ๆให้กินศพของซอมบี้ด้วยกันเอง เพื่อเพิ่มระดับก่อน
แน่นอนว่าปัญหาอีกอย่างของกัสตอนนี้คือแก่นพลังงานได้ผลน้อยลงในหมู่ทหารมืดขั้นกลาง จากปกติที่แก่นพลังงาน 1หน่วยช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งได้ 0.5 หน่วย ตอนนี้กลับเหลือแค่ 0.25 หน่วยเท่านั้น ซึ่งมันหายไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
มีแค่แก่นพลังงานในระดับดุร้ายเท่านั้นที่สามารถเพิ่มขึ้นได้0.5 หน่วยแสดงให้เห็นว่ายิ่งระดับมากขึ้นของระดับต่ำก็มีผลน้อยลง
ดังนั้นเนื้อพยัคฆ์เงาจะต้องแบ่งให้กับพวกทหารระดับพื้นฐานพลังขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้นเพราะว่านี่คือเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ระดับดุร้าย
“ที่สำคัญมันสามารถช่วยเพิ่มค่าความแข็งแกร่งของฉันได้ด้วย”
กัสเองก็ต้องแบ่งไว้กินเองดีที่ว่าขนาดตัวของมันใหญ่พอให้กัสกินไปได้อีกสักพักเลย
“ออกไปด้านนอกแล้วต้องหาทางแก้ปัญหาเื่การเพิ่มค่าความแข็งแกร่งของฉันด้วย”
...
แอรีสกลับมาในตอนเย็นของวันเช่นกันโดยแอรีสและออสก้าแยกกันไปทำสองภารกิจ ได้ของมาอีกสองอย่างคือผลของเถาวัลย์เืและไข่กิ้งก่าั
เถาวัลย์เืเป็พืชทางการแพทย์ ราคาอาจจะไม่เทียบเท่ากับดอกไม้ศพแต่ว่ามูลค่าก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลย
ดอกไม้ศพขายได้ราคาต่อดอกไม่น้อยกว่า 10,000เหรียญหอคอย ส่วนเถาวัลย์เืขายได้เมตรละ 500 เหรียญหอคอย ซึ่งแอรีสเอามายาวกว่า10 เมตร
ไข่กิ้งก่าัเป็ไข่ประเภทสัตว์เลี้ยงที่นิยมมากในโลกภายนอก
สัตว์จากหอคอยโลกาวินาศเป็ที่นิยมด้านนอกมากเพราะความแปลกใหม่และการแสดงถึงสถานะทางสังคมหรือแม้แต่การใช้มันในการต่อสู้ก็ยังมีให้เห็น
เพียงแต่ว่ามันมีข้อจำกัดหลายอย่าง
อย่างแรกคือสัตว์ทั่วไปเอาออกไปไม่ได้ยกเว้นจะอยู่ในรูปแบบของไข่เท่านั้น ซึ่งก็มีข้อยกเว้นเฉพาะกับผู้เล่นลอร์ดแต่ว่าการเอาสัตว์ออกมาก็ต้องใช้พลังของผู้เล่นลอร์ด
พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่เป็ผู้เล่นลอร์ดการจะได้สัตว์จากหอคอยวันสิ้นโลกก็คือการเอาไข่สัตว์ในหอคอยออกไปเท่านั้น
และถ้าเอาออกไปแล้วก็จะไม่สามารถเอาเข้ามาได้อีก
ด้วยเหตุผลพวกนี้ทำให้ไข่ทุกใบที่เอาออกไปมีมูลค่าสูงมาก
สายพันธุ์กิ้งก่าัแน่นอนว่าไม่ใช่ัจริง ๆ แต่เป็กิ้งก่าที่พ่นไฟได้ซึ่งถ้าเทียบในบรรดาสัตว์ที่เอาออกไปได้ในหอคอยชั้นแรกมันอยู่แค่ระดับกลาง ๆ เท่านั้น
มีมูลค่าต่อฟองอยู่ที่ 1000 เหรียญหอคอย
“แต่ว่าข้อดีของเ้าสิ่งนี้คือ จำนวนของมัน”
กิ้งก่าัออกไข่รังหนึ่งก็หลายสิบใบ ซึ่งแอรีสได้มา12 ฟอง
“เยี่ยมแต่ว่าจี้หินดำจะเก็บไข่พวกนี้ได้หรือไม่” กัสต้องกลับมาคิดเื่นี้อีกครั้ง
ตอนที่อยู่ในด่านทดสอบกัสลองเก็บทหารมืดมาแล้วแต่ความต่างของทหารมืดกับสัตว์คือ ทหารมืดโดยพื้นฐานแล้ว มันก็คือซอมบี้
ซอมบี้จะจัดเป็สิ่งมีชีวิตได้หรือไม่ก็ไม่มีใครกล้าสรุปผลลัพธ์ที่แน่ชัด
เขาเองก็ไม่อยากจะเสี่ยงเอาไข่กิ้งก่าัเข้าไปเก็บแล้วพบว่าไข่ของมันฟ่อเพราะอุปกรณ์มิติเก็บของเท่าที่กัสรู้มันไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้
สิ่งมีชีวิตทั่วไปมีพลังในการต่อต้านไม่สามารถดึงเข้าไปเก็บได้หรือถ้าไร้การต่อต้านอย่างไข่ ถ้าเอาเข้าไปเก็บสุดท้ายมันก็จะกลายเป็ไข่ฟ่อที่ไม่สามารถฟักเป็ตัวได้อยู่ดี
สุดท้ายแล้วด้วยเหตุผลแบบนี้เขาจึงยังหาตัวเลือกเหมาะสมในการทดลองไม่ได้
“ลองใช้มนุษย์ดูไหม”กัสคิดถึงผู้รอดชีวิตในค่าย แต่พอคิดไปคิดมาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป
“ก็แค่ 1000 เหรียญหอคอยเท่านั้น”กัสหยิบไข่กิ้งก่าัขึ้นมาฟองหนึ่งและลองเก็บเข้าไปดู
...
หลายวันต่อมามีของมีค่ามากมายที่หาได้เฉพาะในหอคอยวันสิ้นโลกถูกค้นพบเรื่อยๆ ทั้งหมดต่างก็มีมูลค่ามหาศาลที่โลกด้านนอก
ซึ่งกัสสั่งให้พวกแอรีสและคนอื่น ๆช่วยกันกวาดเอามา ของบางสิ่งก็ไม่มีใครเคยรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่
กัสอาศัยข้อมูลจากในอนาคตเอามันมาเท่าที่จะทำได้
แต่ท้ายที่สุดแล้วการลงมือของพวกเขาก็ถูกค้นพบจนได้มีกลุ่มผู้เล่นนักผจญภัยที่เจอกับพวกเขาและแอบติดตามไป สุดท้ายก็ปะทะกัน
ออสก้าคือคนที่ปะทะกับนักผจญภัยพวกนั้น
“นายท่าน พวกมันฆ่าพวกเราไปกว่าครึ่งข้าทำได้เพียงพาทหารของพวกเราหนีกลับมา ขอนายท่านลงโทษข้าด้วย”ออสก้ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แววตาเผยให้เห็นว่าไม่มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยแต่กัสเองก็เคยสั่งการเอาไว้ว่าชีวิตของตนเองต้องมาก่อน
เพราะทหารทุกนายหมายถึงทรัพย์สินที่มีมูลค่าถ้าตายไปง่าย ๆ กัสเองก็เสียหายเช่นกัน
ออสก้าร้องขอการลงโทษ เพราะคิดว่ามันทำให้เกียรติของกัสเสียหายแม้กัสจะสั่งให้มันฆ่าตัวตายตอนนี้มันก็จะทำโดยไม่ลังเล
แอรีสที่อยู่ด้านหลังก็ชักดาบออกมาเตรียมตัดหัวของออสก้าโดยไม่ลังเลเช่นกัน
นี่คือความจงรักภัคดีของทหารมืดที่กัสสร้างขึ้นมาพวกมันถือว่าชีวิตที่กัสมอบให้เป็ของกัสทั้งหมด ถ้ากัส้าเก็บคืนก็ถือเป็เกียรติต่อชีวิตพวกมันเหล่าทหารมืด
ในห้องบรรยากาศเงียบลง
กัสเองก็ไม่ได้กล่าวคำใดออกมาแม้ในใจจะครุกรุ่นไปด้วยความโกรธแน่นอนว่าความโกรธของเขามุ่งเป้าไปที่นักผจญภัยพวกนั้น
เขากำลังใช้ความคิด
กลุ่มผู้เล่นที่ออสก้าเจอแน่นอนว่าเป็ผู้เล่นนักผจญภัยแต่ว่าจะเกี่ยวกับค่ายแกนนอนหรือไม่ กัสเองก็ไม่มั่นใจ
สุดท้ายแล้วในพื้นที่รอบ ๆก็มีผู้เล่นนักผจญภัยมากมาย ชั้นของหอคอยโลกาวินาศไม่จำกัดใด ๆ ทั้งนั้นขอแค่ระดับยังไม่เกินที่กำหนดนักผจญภัยก็สามารถไปที่ไหนก็ได้
ต่างจากผู้เล่นลอร์ดที่ต้องถูกยึดติดกับดินแดนเป็หลัก
แน่นอนว่ามีเหล่าผู้เล่นนักผจญภัยที่มีความสามารถอยู่มากมายบางครั้งผู้เล่นนักผจญภัยก็ก่อตั้งสมาคมหรือกลุ่มของตัวเองขึ้นมาติดต่อเดินทางกับดินแดนต่าง ๆ
ถึงจะไม่ได้รับการรับรองในฐานะลอร์ดของพื้นที่จากหอคอยแต่อำนาจที่มีก็ไม่ต่างกันมากนัก และถ้าไม่ใช่สมบัติที่มีมูลค่ามากพอจะเอาชีวิตไปเสี่ยงผู้เล่นนักผจญภัยก็มักจะไม่เข้ายุ่งกับาของลอร์ด
การที่ผู้เล่นนักผจญภัยกลุ่มนั้นลงมือกับออสก้าและสังหารทหารมืดไปกว่าครึ่งได้นั้นแสดงให้เห็นว่าพวกนี้ไม่ใช่นักผจญภัยธรรมดา
ออสก้านำทหารมืดขั้นเริ่มต้นที่มีความแข็งแกร่งอยู่ที่21-24 ไป 30 นาย แต่กลับพ่ายแพ้กลับมา แถมยังเสียทหารไปอีกครึ่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้เล่นนักผจญภัยเหล่านี้อย่างน้อยก็มีพลังในระดับพื้นฐานพลังขึ้นกลางกันหมดแล้ว
กัสย้อนนึกกลับไปในคามทรงจำที่ยาวนานของเขาก่อนจะตัดตัวเลือกอย่างนักผจญภัยที่ถูกควบคุมโดยค่ายแกนนอนค่ายโจรบัดซบนั่นทิ้งไป
เพราะด้วยพลังที่มีค่ายแกนนอนย่อมไม่กล้ายุ่งกับนักผจญภัยที่มีความแข็งแกร่งสูงกว่าขั้นเริ่มต้นอย่างมากก็จัดการพวกนักผจญภัยหน้าใหม่เท่านั้น
“หรือว่าจะเป็พวกมัน”กัสนึกไปถึงกลุ่มผู้เล่นที่เหมือนจะมีข่าวลือว่ามาแถวพื้นที่ย่านดัลลัส
“กิลด์ดาบแดง” เขาคิดออกในที่สุด
ตอนนั้นเหมือนว่า่ที่เขาอยู่ในค่ายแกนนอนมีข่าวลือเื่กลุ่มผู้เล่นนักผจญภัยจากกิล์ดาบแดงได้เดินทางมาที่เขตดัลลัสติดต่อหาค่ายแกนนอน
ทั้งสองมีความร่วมมือกันบางอย่าง
เขตดัลลัสในอีกความหมายหนึ่งก็ถูกควบคุมโดยค่ายแกนนอนอย่างไม่เป็ทางการพวกนั้นมาเพื่อค้นหาสมบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งตามรอยมาจากเบาะแสที่เขตอื่น
ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมมือกัน
“น่าสนใจ”
พอคิดถึงข้อมูลพวกนี้แล้วกัสก็มีความคิดดี ๆขึ้นมา อันที่จริงแล้วเขารู้เื่บางอย่างและเตรียมจะเข้าร่วมในศึกชิงสมบัติครั้งนี้อยู่ด้วยเช่นกัน
แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนั้นจะโผล่หัวออกมาก่อนแบบนี้
ตอนแรกคิดว่าค่อย ๆ พัฒนาค่ายอย่างมั่นคงสะสมพื้นฐานให้แน่นก่อน พอค่ายไปถึงระดับ 3 แล้วค่อยลงมือ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาเองจะไม่สามารถพัฒนาอย่างเอื่อยเฉื่อยได้อีกแล้วต่อไป
“พวกนั้นแทบไม่ทราบข้อมูลอะไรด้วยซ้ำแค่เดินทางมาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว คงจะพักผ่อนกันสักพักแล้วค่อยออกตามหาซึ่งก็ใช่ว่าจะเจอเลย น่าจะยังพอมีเวลาอย่างน้อยก็อีก 1 เดือน”
กัสคำนวณเวลาแบบคร่าว ๆ เท่าที่เขาจะจำได้
“เลื่อนระดับค่ายเป็ระดับ 3 ในเวลา 1 เดือนไม่ยังไม่ต้องรีบ เราสามารถลงมือแล้วเริ่มเลื่อนระดับค่ายไปพร้อม ๆ กัน”
ถ้าเป็ผู้เล่นลอร์ดคนอื่นพูดแบบนี้ผู้เล่นลอร์ดทุกคนคงจะหัวเราะจนตายแน่แต่กัสกลับมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง