35 – สัญญาเมื่อสิบปีก่อน
“รู้จักต้นไม้แห่งความรักประจำเมืองหลวงกันรึเปล่า?”
1 ในกลุ่มลูกคุณหนูที่ตอนนี้เริ่มสนิทกับพริสทีนมากขึ้นจากเหตุการณ์ขนมหวานพูดขึ้นมาระหว่างสาวๆกำลังทำการพักผ่อนจากการเรียนตามประสาผู้ดีด้วยการนวดสปา
และในกลุ่มมีพวกพริสทีนที่โดนพ่อบ้านและเมดลากมาร่วมด้วย
“ต้นไม้แห่งความรัก?”
“เป็นต้นไม้ที่ตั้งอยู่กลางเมืองไงคะพริสทีน เคยเดินผ่านครั้งหนึ่งตอนเดินทางมาโรงเรียนไงคะ”
พริสทีนนึกย้อนกลับไปต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านกลางเมือง “อ่อ.. ต้นนั้นเอง แล้วทำไมเหรอ?”
“ก็เพราะว่าวันมะรืนนี้เป็นวันแห่งความรักยังไงล่ะคะ!!”ผู้หญิงทุกคนพูดกันอย่างพร้อมเพรียง
“เขาว่ากันว่าใครก็ตามที่สารภาพรักใต้ต้นไม้ต้นนั้นจะเป็นตัวช่วยทำนายความรักให้ทั้งคู่”
“หากความรักทั้งคู่มีความเข้ากันดอกไม้จะบานสวยงาม”
“แต่ถ้าหากไม่มีความเข้ากันก็จะไม่บานแต่ถ้ามีความเข้ากันได้ปานกลางก็จะเป็นดอกตูมค่ะ”
“จะว่าไปได้ยินที่มาของต้นไม้มาจากท่านพ่อว่ากษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรได้รับมาจากท่านไลแคนสีครามผู้ปกป้องมหาพงไพรวีลิธเป็นของขวัญในการสร้างอาณาจักรน่ะ”
“เอ...เลดี้พริสทีนมาจากหมู่บ้านในเขตนั้นด้วยพอรู้อะไรเกี่ยวกับต้นไม้นั่นรึเปล่าคะ?”
“ไม่หรอกค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเคยได้ยินเลยสเตลล่ากับมาริอาล่ะ?”
เอลฟ์สาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าเองก็ไม่ทราบค่ะ”
“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน... แต่ที่แอตแลนติสเองก็มีวันแห่งความรักนะคะ...แต่จะต่างกันตรงที่ต้นไม้จะเป็นต้นปะการังสีชมพู... เวลาทำนายก็จะมีปะการังสีชมพูผลิบานค่ะ...”
“หืม...” ...คล้ายๆวันวาเลนไทน์สินะ...เรื่องต้นไม้เอาไว้ไปถามเดฟดีกว่าแต่ก่อนอื่น...... “คงต้องรอดจากตรงนี้ไปก่อนล่ะนะ”
ถอนหายใจ แค่นั่งนิ่งๆพวกเมดก็เข้ามารุมล้อมตัวเธอไม่ชินเอาเสียเลย กับการอาบน้ำแร่แช่น้ำนมโรยด้วยกลีบกุหลาบ นวดหน้าพอกหน้าด้วยครีมผสมกลิ่นกุหลาบ ตามด้วยนวดหลังและนวดขา
...ถึงมันจะสบายก็เถอะแต่อยู่นิ่งๆไม่ได้ทำอะไรเลยมันไม่ใช่แนวซักนิด! อยากไปทำขนมประดิษฐ์อุปกรณ์ต่ออ่า!!...
> ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ: ทำใจและอดทนไว้
> Skill • ปลดล็อก [นวดสปา][นวดหน้า]
นอกจากโดนแกล้งหนักๆในช่วงที่ผ่านมา
ก็มีสิ่งนี้แหล่ะที่เธออยากจะหนีและไม่อยากทำอีก
แต่มั่นใจว่าต้องโดนลากมาทำอีกแน่นอน!
...ช่าง Skill เถอะ อยากไปจากตรงนี้แล้ว!!!!!...
“เลดี้พริสทีนจะชวนใครไปงานรึเปล่าคะ?”
“ชวน...ไปงาน...?”
“ใช่ค่ะ!”
“ถึงในงานจะเต็มไปด้วยสามัญชนก็ตามแต่ชนชั้นสูงทุกคนก็ยอมลดทิฐิลงเพื่อไปร่วมงานนี้เลยนะคะ”
“ชวน...ใครงั้นเหรอ” เงียบไปสักพักใหญ่ จนภาพของเดฟไกส์ลอยขึ้นมาในหัวจนหน้าแดงก่ำรีบส่ายหน้า
...ไม่...อย่าคิด... ไม่ชวน เราจะไม่ชวนใคร...ไม่มีอะไรทั้งนั้น...
•
“อ้อ... เจ้าต้น [วาเลนติน่า] สินะ”เดฟไกส์พูดขณะวิดพื้นอยู่ในห้องตนเอง หอบหายใจหนัก ร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ...
เคยมีครั้งหนึ่งพริสทีนนั่งบนหลังอีกฝ่ายแล้วเพิ่มน้ำหนักให้วิด
ทว่าโดนหาว่าหนักเลยรู้สึกโมโหจนตบหน้าไปทีสองที
แล้วไม่ยอมนั่งให้อีกเลย...
“วาเลนติน่า?” ...ออกเสียงคล้ายวันวาเลนไทน์เลยแฮะ...
“ใช่...” วิดครบ 1หมื่นครั้งก็ลุกขึ้นนั่งรับผ้าเช็ดตัวมาจากอีกฝ่าย “มันเป็นต้นไม้แห่งการทำนายด้านความรักที่บรรพบุรุษของข้าได้รับมาจากเทพธิดาแห่งความรักน่ะ”
“เห... แล้วที่เมืองลับแลมีต้นวาเลนติน่ารึเปล่า?”
“เคยมีน่ะ เมืองลับแลของพวกเรามีต้นไม้ใหญ่แล้ว ต้นวาเลนติน่าเติบโตช้าเลยโดนแย่งสารอาหารไปหมดสุดท้ายก็เหี่ยวเฉาเหลือแค่ 2 เมล็ด 1 ในนั้นมอบให้แก่อาณาจักรนี้เป็นการแสดงความยินดีตามที่เข้าได้ยินมาส่วนอีกเมล็ดฝังไว้ใกล้กับต้นไม้ใหญ่จนรวมเป็นหนึ่งเดียว หากถึงเทศกาลต้นไม้ใหญ่ก็จะกลายเป็นวาเลนติน่าด้วยน่ะ”
“อ้อ! อย่างนี้นี่เอง... ยอดไปเลยนะเนี่ย”
> ทำการบันทึกข้อมูล [วาเลนติน่า] ลงใน[ห้องสมุดแห่งความรอบรู้] • เรียบร้อย
“แล้วถามทำไม? สนใจตำนานนั่นรึไง?”
“ก็นิดหน่อย”
“งั้นรึ...” ไลแคนหนุ่มเงียบไปซักพักใหญ่
เขาลังเล... ที่จะชวนเธอไปงานด้วยกัน
คำพูดของพริสทีนเมื่อตอนไปช่วยไลรอนยังคงตราตรึงในความทรงจำความเจ็บปวดจากการโดนอดีตคนรักหักหลังยังคงตามหลอกหลอน
ไม่มีความกล้ามากพอจะรักใครในตอนนี้
....ใจเย็นไว้ตัวข้า... ได้แต่ห้ามใจตนเองเอาไว้
“เดฟ? เป็นอะไรไปน่ะ?”
“เปล่า... แค่กำลังคิดอะไรนิดหน่อย...”เดินมานั่งลงบนเตียงข้างเธอ ”ข้าคิดว่าเจ้ารู้ตัวการในการกลั่นแกล้งเจ้าในช่วงที่ผ่านมานี่ใช่ไหม?”
ประโยคนี้ทำเอาพริสทีนชะงักไปเล็กน้อย
ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากวิชาพิเศษในการทำอาหารครั้งนั้นมีหลายต่อหลายครั้งที่โดนแกล้งอย่างหนัก
หนักจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต...
หากไม่มี Skill กับ Ability ที่ฝึกฝนมาตลอดตั้งแต่ตื่นมา
และหากไม่ได้ไนกีกับคนอื่นๆเตือนหรือช่วยไว้คงไม่รอดเช่นกัน
ระหว่างเรียนอยู่โดนภาพลวงตารูปงูเห่าตัวใหญ่รัดตัวไว้ผู้ที่มีจิตไม่เข้มแข็งมากพอจะเห็นมัน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่สาวๆเจ้างูกัดเข้าที่ไหล่ฉีดพิษเข้ามาในร่างของเธอ
ถ้าไม่มี [ต้านพิษ] ก็คงตายไปเรียบร้อย
และพิษรุนแรงนั่นทำให้ทักษะ [ต้านพิษ] [พิษร้ายแรง]กับ Ability [เวทย์พิษ] กลายเป็นระดับS
ระหว่างทานข้าวก็โดนวางยาพิษในอาหารแถมยังเป็นพิษของอาร์เนทูล่า มอนสเตอร์ตัวแรกที่เธอฆ่า
หรือเดินอยู่ดีๆก็มีเถาวัลย์มารัดเท้าจนเกือบล้มถ้าไนกีไม่เตือนและเดฟไม่ช่วยรับตัวไว้ หากช่วยไม่ทันอาจจะไม่จบแค่ล้มเพราะบนพื้นมีก้อนหินแหลมวางไว้ ถ้าล้มขึ้นมาคงไม่พ้น....
ถ้าไม่เล็งให้ตายก็ถูกทำให้อับอายแทนอย่างลื่นล้มตอนระหว่างถือถาดอาหาร ทำเอาถาดอาหารหล่นใส่ตัวเลอะไปหมดแม้โดนคนรอบตัวหัวเราะเแต่หลังจากนั้นคุณหนูคนอื่นก็มาลากไปทำสปาอาบน้ำด้วยกัน
นี่ถือว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันนะ?
“ว่าไง?”
“....ก็พอเดาได้อยู่หรอก แต่ฉันก็ไม่อยากมั่นใจว่าใช่ทันทีน่ะ...”คนที่พริสทีนนึกออกมีเพียงคนเดียว
คุณหนูเบียทริซ...
“งั้นรึเอาเป็นว่าถ้าเจ้ามีปัญหาขึ้นมาจริงๆ...อย่าลืมร้องเรียกหาข้าละกัน”ยิ้มกว้างลูบหัวเธอเบาๆ “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ข้าก็จะหาเจ้าให้เจอ สัญญาเลย”
ตึกตัก...เป็นอีกครั้งที่ใจเต้นเพราะคำพูดอีกฝ่าย
“อะ...อื้อ.. ขอบคุณนะ ...งั้นไว้เจอกันพอมีนัดกับท่านเจตต์น่ะ”
เดฟไกส์หรี่ตามองอย่างจับผิด“เจ้าองค์ชายนั่นอีกแล้วรึ...”
“เอาน่าก็แค่ไปนั่งคุยจิบชารับจดหมายองค์ราชินีเท่านั้นเอง ไว้เจอกันนะเดฟ” รีบออกจากห้องอีกฝ่ายอย่างไว
เดินจ้ำอ้าวสาวเท้าไม่หยุดจนมาหยุดเดินตอนจะถึงตึกหอพักราชวงศ์จึงหยุดเดินกุมมือตนเองแน่นด้วยความหวาดกลัว
หากเป็นตอนเด็กอาจจะไม่คิดอะไรมากแต่เมื่อนึกย้อนกลับไป
ทุกคำทุกประโยคที่เดฟไกส์พูดส่งผลต่อเธอมากเหลือเกิน...
ถ้าไม่รีบออกมาเมื่อครู่ คงห้ามอาการตนเองไม่ได้
“หยุดนะ... อย่าแสดงออกมา... อย่า..ใจเต้นแรงแบบนั้น...”
พยายามท่องเอาไว้ว่าอีกฝ่ายแค่เป็นห่วงไม่อยากให้ตนก่อปัญหา ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น
พยายามหายใจเข้าออกตั้งสติให้ดีไม่เช่นนั้นคนอื่นจะสงสัยได้...
“พริสทีน... เป็นอะไรไปเหรอ...?”
เฮือก!!! “ม...มาริอาเองเหรอ...ตกใจหมดเลย...”
“หน้าแดงเชียว...ไข้ขึ้นเหรอคะ...?”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร แล้ว...นี่จะไปไหนเหรอคะ?”
“ไปหา....ไลรอน..” เงียบไปนิดหน่อย แก้มแดงระเรื่อ“จะชวน...ไปงาน... ที่จะถึง...”
สาวน้อยในวัยแรกแย้มกับความรัก...
“ขอให้โชคดีนะมาริอา...”
“ขอบคุณค่ะ... ถ้าเช่นนั้น ดิฉันขอตัวก่อน...ไว้เจอกันนะคะ” ถอนสายบัวให้พริสทีนก่อนจากไป
พริสทีนเองก็เข้าตึกเพื่อไปพบเจตต์เช่นกัน
•
“งานเทศกาลแห่งความรักงั้นรึ...”
“ค่ะ ท่านเจตต์มีคนที่คิดว่าจะชวนไว้รึยังคะ?”
“....คนที่....คิดจะชวน....” เงียบไปสักพักใหญ่“หากเป็นเมื่อก่อน... ก็มีสัญญาว่าจะไปด้วยกันอยู่”
“เอ๊ะ?”
“....ถ้าข้า...เปลี่ยนเป็น ชวนเจ้าแทนล่ะ?”
“แหม อย่าพูดเล่นแบบนี้สิคะ...ฉันรู้ว่าท่านไม่ชวนจริงหรอก อีกอย่าง... ท่านก็ควรจะพูดกับคนอื่นให้เยอะขึ้นนะคะหลายคนแอบเข้าใจผิดเรื่องของพวกเราไปใหญ่แล้ว”
“....งั้นรึ... ต้องขอโทษด้วย...”
จริงอยู่ที่องค์ชายเจตต์สนใจเธอ ทว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจในเชิงชายหญิงแต่ในฐานะญาติสนิทมิตรสหายที่น่าไว้ใจเสียมากกว่า
คนที่คิดว่าทั้งคู่มีโอกาสจะได้คบกันหรือเธอจะไดกลายเป็นราชินีของเขาในอนาคตก็คงมีเพียง...คุณหนูเบียทริซ
“แล้ว คนที่ท่านเจตต์สัญญาเป็นใครเหรอคะ?”
“..เ....ทร...”
“คะ?”
“.....เบียทริซ...น่ะ”
คำตอบอันน่าอึดอัดจนทำบรรยากาศในห้องเงียบกริบยิ่งกว่าเดิมนักสัญญากับใครไม่สัญญา...
“แต่... คนที่ข้าสัญญา... คือเบียทริซในอดีต...ไม่ใช่ตอนนี้...”
“ทำไมล่ะคะท่านเจตต์น่าจะไม่ใช่พวกผิดคำสัญญาซะด้วย”
“....มัน...เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะ...”
เจตต์เริ่มเล่าเรื่องอดีตเกี่ยวกับสัญญาของตนกับเบียทริซเมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขาอายุราว5-6 ขวบ ต้องอยู่ในพระราชวังเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย ด้วยความที่เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวทำให้ต้องมีองครักษ์ประจำตัวตั้งแต่เด็กซึ่งในที่นี้ก็คือพ่อบ้านคนสนิทที่เธอเคยพบหน้าบ่อยๆ
จนกระทั่งดัชเชสคนสนิทขององค์ราชินีได้พาบุตรสาวมาที่พระราชวังเป็นครั้งแรกนั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เจตต์ได้พบเบียทริซ
เบียทริซในวัยเยาว์เป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองในระดับหนึ่งน่ารัก อ่อนโยน
เป็นเด็กดีที่ไม่เหมือนกับตอนนี้เลยแม้แต่น้อย...
“จะเรียกว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กก็ว่าได้...ทุกครั้งที่ดัชเชสมา นางก็จะตามมาเล่นกับข้าบ่อยครั้งท่านพ่อกับท่านแม่เองก็สนใจให้นางมาเป็นคู่หมั้นเช่นกัน...”
...แล้วทำไมโตขึ้นมานิสัยแบบนั้นล่ะนั่น... หมายเหตุไว้ในใจ
“นางไม่เคยรังเกียจเรื่องชนชั้นฐานะ... เป็นนางซะด้วยซ้ำที่ทำให้ข้าชอบแอบหนีเที่ยวข้างนอกน่ะ...”
“....!!! เอ๊!!? คุณหนูเบียทริซน่ะเหรอคะ!!!?”
“อืม...”
วันที่เจตต์กับเบียทริซแอบหนีออกมาข้างนอกพร้อมกับพ่อบ้านคนสนิทของเจตต์ก็คือวันแห่งความรัก
หนีออกมาปลอมตัวเป็นสามัญชนเที่ยวกินอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งถึงช่วงดึกเวลาที่ชายหนุ่มหญิงสาวทุกคนมายืนสารภาพรักใต้ต้นวาเลนติน่า
ช่วงวินาทีที่ดอกไม้ผลิบานใส่คู่รักนั้นดูสวยงามทำให้เด็กทั้งสองต่างก็ตื่นเต้น
‘ท่านเจตต์ อีก.. สิบ.. อีกสิบปีมาที่นี่ด้วยกันอีกนะคะ...’
‘...อื้อ...ไว้ มาด้วยกันอีก’
‘จริงเหรอคะ! งั้น...’ ยื่นนิ้วก้อยให้อีกฝ่าย‘สัญญากันนะคะ...’
‘ได้สิ....’ เกี่ยวนิ้วก้อยกลับ ‘อีกสิบปี...’
‘พวกเราจะมาที่นี่...’
‘มางานเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้ง...’
เด็กน้อย 2คนให้คำมั่นสัญญาใต้ต้นวาเลนติน่าด้วยกันก่อนจะแอบกลับพระราชวังโดยไม่ให้พวกทหารจับได้ว่าหนีออกไปข้างนอก
ชายหนุ่มมองนิ้วก้อยของตนโดยนึกถึงเรื่องที่เล่าให้พริสทีนฟังก่อนลดมืองลง “หลังจากนั้น... 3 ปี... นางก็เปลี่ยนไป...”
“เปลี่ยนไปเหรอคะ?”
“อืม... น่าจะหลังจากพบคนติดตาม 2 คนนั้นน่ะ...จากเบียทริซที่ไม่เคยหยิ่งหรือเหยียดศักดิศรีแบ่งชนชั้นฐานะใส่คนอื่น... กลายเป็นนางในปัจจุบันจากที่ไม่เคยแสดงความหึงหวงและความอยากเป็นคู่หมั้นข้ากเริ่มแสดงออกมาอย่างรุนแรง...ผู้หญิงคนอื่นที่หวังจะเป็นคู่หมั้นของข้าก็ถูกนางขับไล่หรือหาทางกลั่นแกล้งทุกครั้ง...ไม่มีใครกล้าต่อต้านลูกของดัชเชส นางจึงกลายเป็นคนมีอำนาจมากพอควร...และคนที่ต่อต้านนางทั้งยังอยู่ได้นานสุดก็คงเป็นเจ้านั่นแหล่ะ...”
“เปลี่ยนไปหลังจากเจอ 2 คนนั้นงั้นเหรอคะ....นอกจากเปลี่ยนไป มีอะไรแปลกรึเปล่าคะ?”
“แปลกงั้นเหรอ...?”
“ใช่ค่ะ แบบ เชื่อฟังอะไรง่ายๆเคลิ้มๆเหมือนคนโดนสะกดจิตน่ะค่ะ ว่าไงคะ...?”
“.....ก็คงเรื่องความทรงจำน่ะ...ตอนนั้นน่าจะเป็นงานเลี้ยงน้ำชาเมื่อ 2 ก่อน... ตอนนั้นข้าเล่าเรื่องเจ้าใหนางฟัง...นางก็เริ่มพูดจาแปลกๆ พูดจาน้อยใจเหมือนข้าไม่เคยชมนางมาก่อน... และเพราะมีปัญหาเรื่อยๆข้าเลยเมินเฉยในบางโอกาสน่ะ”
ความรู้จากสมัยก่อนปัจจัยที่ทำให้คนเราเปลี่ยนนิสัยไปมากที่สุดคือเพื่อนคนรัก และจากครอบครัว
เบียทริซล่ะเป็นอย่างไหน...
นอกจากนี้ยังมีความทรงจำเลอะเลือนพูดจาแปลกๆไม่ตรงกับที่เจตต์พูดเหมือนกับว่าโดนล้างสมองเหมือนที่ไลรอนเคยเล่าให้ฟังตอนเผลอไปใช้ [มนตราลุ่มหลง] ใส่คนอื่นเข้า...
แต่ถ้าเกิดโดนควบคุมตั้งแต่ 9ขวบก็หมายความว่ากลายเป็นตุ๊กตาชักใยมาตลอด 6 ปีเต็ม...
เรื่องนี้...ชักน่าสงสัย...