ตอนที่ 77 สร้างเนื้อสร้างตัว
เบื้องหน้าของนิทานคือประตูขนาดยักษ์ของเรือนขนาดใหญ่หรูหราแห่งหนึ่ง กลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดลอยมาแตะจมูกของนิทาน กำแพงพุ่มไม้เถาหนามมากมายทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มองออกไปไกล ๆ จะเห็นดอกอุทุมพรขนาดยักษ์เบ่งบานอย่างงดงามอยู่ด้านหลัง เพียงแค่เขามองไปที่ดอกอุทุมพรดอกนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังที่จับจ้องมาที่เขา
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นิทานมาเยือนหลังใหญ่ของตระกูลอุทุมพรแห่งนี้ ทหารยามด้านหน้าเมื่อเห็นนิทานก็ทำท่าจะเดินมาขัดขวาง หากทหารยามอีกคนหนึ่งกลับฉุดร่างของเขาเอาไว้ พวกเขากระซิบกระซาบกันเล็กน้อย ทหารยามผู้ฉุดอีกคนก็วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา
“คุณนิทาน สหายของคุณชายเล็กใช่มั้ยครับ” ทหารยามนายนั้นยิ้มทักทายพลางคำนับอย่างสุภาพ
“ใช่ครับ” นิทานยิ้มรับ เขาไหว้ทักทายทหารยามผู้นั้นพลางหยิบตรารูปดอกอุทุมพรขึ้นมาแสดงให้ดู
“เดียวผมไปแจ้งคุณชายเล็กสักครู่ครับ คุณนิทานรบกวนตามผมไปห้องรับรองก่อนนะครับ” ทหารยามนายนั้นตรวจดูตราแล้วจึงยิ้ม ผายมือให้นิทานเดินตามตน
ทหารยามผู้นั้นพานิทานและคีตาเดินตัดผ่านสวนดอกไม้พืชพันธุ์อันแสนวิจิตรตระการตา หากนิทานไม่ได้คิดไปเอง เขารู้สึกว่ามวลต้นไม้และผกาในที่นี้ดูจะเยอะกว่าครั้งที่แล้วที่เขามา
แม้แต่คีตาที่เคยมาแล้วยังคงมองรอบด้านไปมาอย่างตื่นเต้น หางส่ายไปมาตลอดเวลา มันดูจะชอบกลิ่นหอมและบรรยากาศเย็นสบายของที่นี่เป็นพิเศษ
เพียงไม่นานพวกเขาก็เข้าสู่ตัวเรือน หากผู้ที่รอพวกเขาอยู่กลับไม่ใช่อินจันทร์ แต่เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคมคาย อายุราว สามสิบ ใบหน้าของเขาละม้ายคล้ายคลึงกับอินจันทร์ แม้แต่นัยน์ตาก็ยังเป็นสีม่วงอ่อนเช่นเดียวกัน หากวัยวุฒิและเสน่ห์ดูจะมากกว่าอินจันทร์ไปอีกขั้น ชายผู้นี้มีดอกไม้ดอกงามทัดข้างหู รอยยิ้มนุ่มนวลบนใบหน้าชวนให้นึกถึงพฤกษาสูงใหญ่
เพียงแค่มองใบหน้าของเขา นิทานก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของดอกไม้ ทหารยามที่พาเขามาค้อมตัวคำนับอย่างรวดเร็ว
“คุณนิทานใช่มั้ยครับ ต้องขอบคุณมากนะครับที่คอยดูแลน้องชายของผม” ชายตรงหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยน
แม้นิทานจะไม่เคยพบชายตรงหน้ามาก่อน แต่นิทานก็เดาได้ทันทีชายตรงหน้าคือ อาทิตย์ อุทุมพร พี่ชายคนรองของอินจันทร์ หนึ่งในผู้มีสิทธิ์รับสืบทอดศักดิ์เจ้าพระยา
“เป็นเกียรติของผมครับที่ได้เข้าร่วมภารกิจกับน้องอินทร์” นิทานคำนับ เขาไม่มั่นใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในตระกูลอุทุมพรมากนัก หากสนิทกลมเกลียวกันก็ดีไป แต่ถ้าหากเป็นดั่งสงครามเกมกลเหมือนของไพลิน เขาก็ขอเลือกทางปลอดภัยโดยการแสดงความสนิทสนมกับอินจันทร์ไว้ก่อน
อาทิตย์ยิ้มเล็กน้อย สายตาของเขาสอดส่องนิทานตั้งแต่หัวจรดเท้า ลามไปถึงคีตาที่ยืนอยู่ข้างกายนิทาน นิทานรู้สึกเหมือนกับชายตรงหน้าสามารถมองทะลุทุกความลับในใจเขาได้
นิทานไม่สงสัยเลยว่าอาทิตย์ต้องเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในการแนะนำตัวสั้น ๆ ของเขาแน่นอน
“ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงเสียงจริง นิทานและคีตา วงจันทรา อัจฉริยะผู้สังหารนักสลักในฐานะผู้เรียนรู้ ดาวรุ่งของหน่วยพิทักษ์เมือง สหายสนิทขององค์หญิงไพลิน” อาทิตย์เดินเข้ามาจับมือของนิทานอย่างเป็นกันเอง ยิ่งเข้าใกล้ นิทานก็ยิ่งได้กลิ่นหอมของดอกไม้จากตัวเขา
นิทานตัวสั่นเล็กน้อย เขาไม่ชอบสายตาของคนผู้นี้เลยจริง ๆ
“ขอบคุณสำหรับการประเมินอันสูงส่งครับ” นิทานยิ้มตอบ แม้จะคิดเช่นนั้น หากเขายังคงยิ้มอย่างสุภาพ กุมมือของอาทิตย์ไว้ เขย่าเล็กน้อยแล้วจึงปล่อยมือออก
“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันในอนาคตนะครับ ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่คาดหวังว่าอาณาจักรไฟกัลป์จะได้มีผู้ประคองบัลลังก์ผู้มากความสามารถ” อาทิตย์ยิ้ม เขากล่าวลาแล้วจึงเดินออกจากเรือนไป ด้านหลังมีเหล่าข้ารับใช้มากมายตามติดเป็นขบวน
นิทานมองตามแล้วจึงเลิกคิ้วเล็กน้อย ทหารยามผู้นั้นเห็นสีหน้าของนิทานจึงพูดเบา ๆ
“คุณชายรองอาทิตย์เป็นพี่ชายคนสนิทของคุณชายเล็ก ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นครับ แม้คุณชายเล็กจะสนิทกับคุณชายใหญ่ หากนับความใกล้ชิดแล้ว คุณชายรองเป็นดั่งผู้สอนสั่งเรื่องราวต่างให้แก่คุณชายเล็กครับ” ทหารยามผู้นั้นกล่าว
นิทานได้ยินเช่นนั้นแล้วก็เลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าทหารยามผู้หนึ่งจะกล้าเล่าเรื่องราวในตระกูลใหญ่เช่นนี้
ทหารยามผู้นั้นเห็นสีหน้าของนิทานจึงยิ้มออกมาบางเบาพลางพูดต่อ
“ทุกอย่างเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปครับ มิใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใด”
นิทานกล่าวขอบคุณเบา ๆ เขานั้นรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลอุทุมพรมาบ้าง แม้เผยแก่ภายนอกว่าสนิทสนมหากความเป็นจริงเป็นเช่นไรย่อมไม่มีใครรู้
แม้นิทานจะได้ยินเรื่องราวจากปากของทหารยามโดยตรง หากเขายังคงมีความกังขาในใจเล็กน้อย
เมื่อสักครู่อาทิตย์กล่าวว่า ‘ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่คาดหวังว่าอาณาจักรไฟกัลป์จะได้มีผู้ประคองบัลลังก์ผู้มากความสามารถ’
หากฟังผ่าน ๆ ก็คงเข้าใจว่าเขาก็สนับสนุนองค์หญิงไพลินเฉกเช่นเดียวกับตำแหน่งทางสังคมของตระกูลอุทุมพร หากนิทานกลับไม่อาจวางใจได้เช่นนั้น
เขาไม่ได้พูดชื่อไพลินสักคำ นิทานครุ่นคิด
แถมคำว่ามากความสามารถมองเผิน ๆ ก็เหมือนชมไพลิน แต่เธอมักถูกผูกติดกับคำว่าไร้ความสามารถในสายตาของคนหลายคน มากความสามารถที่เขาพูดถึงจะหมายถึงไพลินรึเปล่านะ? นิทานพึมพำในใจ
เมื่อเขามาถึงห้องรับรอง คราวนี้ไม่มีทหารยามหรือคนรับใช้มายืนเฝ้าเขาในห้องแต่อย่างใด เพียงเดินนำขนมนมเนยมารับแขกแล้วจึงค้อมตัวถอยออกจากห้องไป
ผ่านไปไม่นานร่างของเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาพร้อมนัยน์ตาสีม่วงอ่อนก็ก้าวเข้ามาในห้อง เบื้องหลังตามมาด้วยชายชราหัวหงอกขาว
นิทานยืนขึ้นทักทายทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
“พี่นิทานครับ ยินดีด้วยที่ภารกิจราชวงศ์ลุล่วงด้วยดีนะครับ” อินจันทร์ยิ้มบาง ตาไกรที่อยู่ด้านหลังผงกศีรษะทักทาย แล้วจึงก้าวไปอยู่ด้านหลังเก้าอี้เช่นเคย
“เหนื่อยมากเลยล่ะครับ วุ่นวายสุด ๆ” นิทานหัวเราะ แม้แต่คีตาที่นั่งกินขนมอยู่ก็เห่าเสริมอย่างเห็นด้วย
เขาไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยที่อินจันทร์รับรู้ข่าวสารต่าง ๆ ได้รวดเร็วขนาดนี้ นี่คือหนึ่งในสองตระกูลเจ้าพระยา ตระกูลอุทุมพร ความสามารถด้านข่าวสารย่อมไม่อ่อนแอ
“องค์หญิงไพลินเป็นไงบ้างครับ ผมไม่ได้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองขึ้นเป็นอริยะขององค์ชายจันทรกานต์ แต่พอได้ยินข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเชียนเป่า เยว่กับเรื่องระหว่างพี่นิทานก็อดหัวเราะไม่ได้เลยล่ะครับ” อินจันทร์หัวเราะ
“เป็นอุบัติเหตุที่ตลกจริง ๆ นั่นล่ะครับ เล่นเอาคนเข้าใจผมผิดไปหมดเลย” นิทานอมยิ้ม
“ส่วนองค์หญิงไพลินก็เป็นคนที่น่านับถืออย่างที่ทุกคนว่ากันจริงครับ พอเจอกับตัวถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเธอเก่งกว่าที่คนสบประมาทกันเยอะเลย” นิทานตอบ
“งั้นผมก็สบายใจแล้วล่ะครับ ตอนแรกผมยังกังวลน้อย ๆ ตอนที่ได้ยินว่าผู้พันพาพี่นิทานไปเข้าร่วมงานเลี้ยง ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าพี่นิทานโดนลากไปแบบนี้ คงไม่ยอมเลือกสนับสนุนองค์หญิงไพลินเหมือนพวกเราแหง ๆ” อินจันทร์ถอนหายใจ
“ยอมรับว่าตอนแรกผมก็ไม่คิดเอาตัวไปยุ่งเกี่ยวนักหรอกครับ แต่ของแบบนี้ยังไงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะงั้นผมก็ขอเลือกฝั่งที่ผมสบายใจจะอยู่ดีกว่า” นิทานยักไหล่
“เห็นว่าตอนนี้ซี้กับองค์หญิงไพลินเลยนี่ครับ ไปทำอีท่าไหนเข้าล่ะครับ”
“ไพลินสนิทกับทุกคนนั่นแหละครับ อาจจะดูสนิทกับผมเป็นพิเศษเพราะอายุใกล้ ๆ กัน นิสัยคล้าย ๆ กันแถมมีอะไรเหมือน ๆ กันละมั้งครับ” นิทานตอบอย่างไม่ยี่หระ
เขานั้นสนิทกับไพลินจริง และนิทานก็มองเธอเป็นเพื่อนคนสำคัญอย่างแท้จริง จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องปิดบัง
อินจันทร์มองใบหน้าของนิทาน เขาสัมผัสไม่ได้ถึงความแกล้งทำใด ๆ อินจันทร์เห็นเช่นนั้นจึงฉงน
เหมือนกัน?
อินจันทร์สงสัยหากไม่ได้ถามออกไป เขานึกว่านิทานจะพูดขำ ๆ หากจากท่าทีแล้วเขาคิดเช่นนั้นจริง ๆ
อินจันทร์อดคิดไม่ได้จริงว่ามีอะไรเหมือนกัน เด็กกำพร้ามากพรสวรรค์ที่พยายามหลบลี้ผู้คน กับองค์หญิงไร้พรสวรรค์ผู้ใจดีกับทุกคน
เขาย้อนนึกไปถึงองค์หญิงไพลินเวลาต้องพูดคุยกับเหล่าขุนนางในวังและนิทานยามที่พบกับเขาเป็นครั้งแรก
อินจันทร์อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ท่าทางหลีกเลี่ยงผู้คนโดยการแสร้งทำของทั้งคู่นั้นเหมือนกันจริง แค่คนละรูปแบบเท่านั้น
นิทานเห็นอินจันทร์หัวเราะแบบนั้นก็อดสงสัยไม่ได้
ขำแบบนี้คิดอะไรเสียมารยาทอยู่แหง ๆ นิทานคิด
“ก็จริงของพี่นิทานครับ ว่าแต่วันนี้มีเรื่องอะไรให้ผมช่วยดีครับ” อินจันทร์หัวเราะเบา
นิทานยิ้มอ่อน พออินจันทร์ใช้คำพูดเช่นนี้เขาจึงดูกลายเป็นคนที่มาพบอินจันทร์เฉพาะเวลามีปัญหาทันที แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ในเมื่อการมาของเขาในครั้งนี้มีจุดประสงค์จริง
“ผมอยากขายเจ้านี่น่ะครับ” นิทานหยิบขวดเล็กสีดำออกมาจากกระเป๋าบรรจุวัง แล้วจึงวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
เสียงคร่ำครวญแผ่วเบาพลางดังออกมาจากขวด สีหน้าของตาไกรพลันแข็งเกร็งขึ้น เขาขยับตัวไปใกล้อินจันทร์มากกว่าเดิมเล็กน้อย
อินจันทร์เมื่อเห็นลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกก็เลิกคิ้วอย่างสงสัย เขาหยิบถุงมือชิ้นหนึ่งขึ้นมาสวม แล้วจึงหยิบขวดเล็กสีดำขึ้นมามอง
เพียงไอพลังที่แผ่ออกมาก็ทำให้ตาไกรขมวดคิ้วแน่น เขาเพ่งมองขวดเล็กสีดำแล้วจึงพูดเสียงแผ่วเบา
“วัตถุสลักคำระดับนักสลักโท มีร่องรอยการใช้งานอาคมผนึกร่างฝังวิญญาณครับคุณชายเล็ก” ตาไกรพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของอินจันทร์พลางหม่นลงยิ่งกว่าเดิม
“พี่นิทาน เข้าใจความสำคัญของสมบัติชิ้นนี้มั้ยครับ” อินจันทร์ถามลองเชิง เขาแม้สงสัยถึงความเป็นมาของสมบัติชิ้นนี้ หากเขาไม่คิดถามและเขาไม่จำเป็นต้องถามด้วย เขามั่นใจว่านิทานย่อมไม่ได้นำสมบัตินี้ไปใช้ก่อกรรมมาก่อน เพียงแต่เขาต้องการทราบว่านิทานรู้ถึงคุณค่าจริง ๆ ของมันหรือไม่
“อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณ ใช้ควบคุมเป้าหมายได้ ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกชิ้นนี้นอกจากช่วยส่งเสริมการใช้อาคมแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นที่พกพาได้ด้วยครับ” นิทานตอบ
อินจันทร์พยักหน้าเล็กน้อย ในเมื่อนิทานเข้าใจถึงคุณค่าของมันดี เขาย่อมรู้ว่าหากนิทานเลือกขายของสิ่งนี้ให้กลุ่มการค้าที่มีทุนทรัพย์มหาศาลอย่างกลุ่มการค้าฟางเขาย่อมได้รับราคาที่งดงามยิ่งกว่า
หากการที่เขาเลือกนำมาขายให้อินจันทร์ย่อมหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้สมบัติชิ้นนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างชั่วร้ายอีกต่อไป หากเขาขายให้กลุ่มการค้าฟาง พวกเขาย่อมนำไปทำกำไร เขาไม่มีทางยืนยันได้เลยว่ามันจะถูกนำไปทำร้ายใครอีก
อินจันทร์เงยหน้ามองนิทาน ภายในนั้นไม่มีร่องรอยของการคดโกงหรือเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ แม้เขาจะเชื่อใจนิทาน หากเขาก็ยังต้องตรวจสอบโดยพื้นฐาน จะอย่างไรสมบัติระดับนักสลักโทก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถโยนเงินไกอาซื้อได้ง่าย ๆ
อินจันทร์ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา
"2ล้านไกอา แต่ถ้าพี่นิทานสามารถเล่าถึงความเป็นมาของมันได้ 3ล้านไกอาครับ"