คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 66 : ไร้ความปราณี

     

              ได้ยินสิ่งที่ชิลกล่าว ก็ทำให้ซาเนียเอ่ยปากออกมาด้วยความตกใจ อย่างไรนางก็ไม่มีความสามารถพอที่จะไปหยุดเขา จึงทำได้เพียงยืนนิ่งมองอักขระที่กำลังถูกวาดไปบนอากาศเท่านั้น

     

              ปรากฏความลังเลในสายตาของรีเซฟ แม้จะมีความแค้นอยู่มาก แต่เมื่อได้ยินถึงผลลัพธ์จากการประทับตาอาคมบทนี้ ก็ทำให้เขาคิดถึงครอบครัวขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ลุง น้า ที่เคยเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังเด็ก

     

              อย่างไรเพียงไม่นานสายตาที่มีความลังเลก็ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วน ตัวเขาที่เป็นเพียงผู้ไร้รากฐานฝึกฝน หากต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อเดินหาทางออกจากป่า แล้วเกิดระหว่างทางพบกับพวกดีเอนเข้า มีหวังคงมิพ้นต้องกลายเป็นศพ

     

              แม้ตัวตนรีเซฟจะเป็นเด็กที่มีนิสัยร่าเริง แต่ภายในลึกๆ ด้วยการถูกเหยียดหยามโดยลูกหลานชนชั้นสูงตั้งแต่จำความได้ ก็ทำให้เขาเก็บกดความรู้สึกที่ยากจะระบายเหล่านั้นมาเป็นเวลานาน และในที่สุดวันนี้มันก็ได้หล่อหลอมจนกลายเป็นความโกรธแค้น

     

              “หากคิดทำสัญญากับปีศาจ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา” 

     

              ชิลกล่าวโดยที่นิ้วมือของเขายังคงลากเส้นเขียนอักขระอยู่

     

              รีเซฟถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนตัดสินใจเงยหน้าหลับตา แลบลิ้นออกมาด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา

     

              “ตัดสินใจได้ไม่เลว”

     

              ชิลฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนโบกมือไปด้านหน้า พลันอักขระต่างๆจู่ๆก็เข้ามาหลอมรวมกันที่ปลายนิ้วด้วยความเร็ว นิ้วชี้ที่มีประกายแสงอาคมถูกยื่นออกไปแตะลงบนลิ้นของรีเซฟ

     

              แสงสีขาวส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วพื้นที่บริเวณข้างเคียง ส่งผลให้ซาเนียต้องยกมือคู่งามขึ้นมาปิดบังใบหน้าโดยไม่ตั้งใจ

     

              ความจริงการประทับอาคมพันธสัญญาแห่งความตายมิใช่สิ่งง่ายดายดังเช่นที่เห็น ด้วยบทอาคมที่จำเป็นต้องใช้ปริมาณพลังงานสวรรค์มาก อีกทั้งต้องใช้ความเข้าใจในศาสตร์ของการลงอาคมชั้นสูง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ใช้อาคมธรรมดาทั่วไปจะสามารถร่ายมันสำเร็จโดยง่าย

     

              หากแต่มีสิ่งหนึ่ง ที่แม้ว่าผู้ร่ายอาคมบทนี้จะสามารถทำสำเร็จแต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ นั่นก็คือความเจ็บปวดของผู้ถูกประทับตรา

     

              แม้จะเรียกว่าความเจ็บปวด อย่างไรมันก็มีส่วนต่างจากความเจ็บปวดทั่วไป โดยอธิบายให้เข้าใจง่ายได้ว่า ผู้ถูกประทับตราจะได้รับผลจากปริมาณรูปแบบพลังงานของผู้ร่ายอาคมเข้าไปในร่างกาย ซึ่งรูปแบบพลังงานเหล่านั้นจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวที่รุนแรง จนถึงขั้นสามารถทำให้สัตว์อสูรขนาดยักษ์บางตัวคลุ้มคลั่งได้

     

              อย่างไรสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กชายตัวน้อยกลับไม่มีทีท่าแสดงออกถึงความเจ็บปวดให้เห็น นี่ทำให้ชิลเผยยิ้มออกมาให้กับท่าทางนั้น

     

              ในคราแรกที่พบรีเซฟ แม้จะเป็นเพียงเด็กที่ไร้รากฐานฝึกฝน แต่ต้องบอกว่าพื้นฐานร่างกายของเขามีดีกว่าที่ตาเห็น ด้วยความยืดหยุ่นของร่างกายเช่นนี้หากได้ฝึกทักษะการต่อสู้ระยะประชิด จะทำให้เขามีความสามารถมากกว่าผู้ฝึกทักษะชนิดเดียวกันหลายเท่า

     

              ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ทำให้ชิลรู้สึกถูกใจเด็กชายผู้นี้กลับเป็นอีกเรื่อง สิ่งนั้นก็คือการรู้จักแยกแยะระหว่างบุญคุณความแค้น

     

              แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แต่กับเด็กวัยเพียงสิบสองปีที่ไร้พลัง กลับมีความแค้นที่แสดงออกมาจนเกือบกลายเป็นจิตสังหาร นับเป็นเรื่องที่หาได้ยาก

     

              “รอให้ร่างกายของนายน้อยเจ้าฟื้นสภาพได้บางส่วนก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องแก้แค้น”

     

              ชิลกล่าวพร้อมเดินไปนั่งลงข้างต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากร่างเอ็มบลินประมาณสี่เมตร และเริ่มทำการซึมซับพลังงานสวรรค์ แม้เขาในตอนนี้จะมีพลังงานสวรรค์มากกว่าเดิมหลายเท่า อย่างไรด้วยอาคมอาณาเขตวงเวทคืนสภาพ กับอาคมพันธสัญญาณแห่งความตาย ก็ทำให้เขาสูญเสียปริมาณพลังงานสวรรค์ไปมากกว่าเก้าในสิบส่วน

     

              กับสิ่งที่เกิดขึ้นฉับพลันนี้ ทำให้ซาเนียมองค้างไปยังรีเซฟที่นั่งนิ่งราวกับก้อนหินอยู่ข้างเด็กชายในชุดคลุมสีทอง ก่อนเลื่อนสายตาไปทางชิลพลางทำหน้าเหยเก บางครั้งเรื่องราวบางอย่างก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆการที่นางและชิลมาติดอยู่ภายในป่าพฤกษาบงกชเป็นเวลาห้าเดือน ท้ายที่สุดจะทำให้ชิลได้ทาสพันธสัญญาจากอาณาจักรพิรุณทมิฬมา

     

              ยืนมองอยู่นานจึงตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งลงข้างชิล

     

              “ไม่คิดว่าเจ้าจะร่ายอาคมอาณาเขตวงเวทคืนสภาพได้”

     

              ไร้เสียงตอบกลับจากเขา นางเองก็พอเข้าใจว่าอาคมสองบทที่เขาร่ายไปเมื่อครู่ต้องใช้พลังงานสวรรค์มากขนาดไหน จึงไม่ได้กล่าวถามอะไรต่อ พร้อมหลับตาเริ่มซึมซับเช่นกัน

     

              แต่ขณะนั้น จู่ๆสัมผัสจิตวิญญาณของชิลก็ตอบสนอง มีคนสองคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ อย่างไรด้วยทั้งคู่มีระดับรากฐานฝึกฝนในระดับผสานกายขั้นสอง ทำให้เขามิได้คิดโจมตีพวกมันในทันที

     

              “เจ้าคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันถูกต้องแล้วอย่างนั้นรึ”

     

              เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินกล่าวเสียงแผ่ว

     

              “ดีเอนบอกว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าเราทำการสังหารมัน แม้จะดูโหดร้ายแต่ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เพราะหากปล่อยให้มันรอดชีวิต และเกิดมันนำเรื่องที่พวกเราลอบโจมตีไปบอกคนในตระกูล มีหวังพวกเราได้ซวยกันหมด”

     

              เด็กชายในชุดคลุมแดงตอบกลับด้วยท่าทางมั่นใจ

     

              “นี่พวกเราต้องย้อนกลับมาเพื่อทำการสังหารคนเจ็บงั้นรึ ให้ตายสิช่างไร้เกียรติจริงๆ” 

     

              “เกียรติรึ? คำนี้จะถูกมอบให้แก่ผู้อยู่รอดเท่านั้น หากเจ้าต้องการได้รับเกียรติก็ควรทำให้ตนอยู่รอดเสียก่อน” 

     

              ไม่นานพวกมันทั้งคู่ก็มาถึงจุดเกิดเหตุ และภาพที่พบคือรีเซฟที่กำลังนั่งอยู่ด้านข้างเอ็มบลินพร้อมกับมีแสงสีขาวจางๆล้อมรอบ

     

              พวกมันทั้งคู่อ้างปากค้างให้กับสิ่งที่เห็น ความจริงสิ่งที่พวกมันกังวลมากที่สุดมิใช่เอ็มบลิน หากแต่เป็นเด็กรับใช้ที่หนีไปได้

     

              และด้วยความกังวลอันมากล้น ทำให้พวกมันทั้งห้าได้ตัดสินใจแบ่งกำลังคน กลุ่มหนึ่งทำการค้นหารีเซฟ และอีกกลุ่มกลับมาสังหารเอ็มบลิน

     

              แต่ใครจะไปคาด ว่ากลุ่มที่รับหน้าที่ย้อนกลับมาสังหารเอ็มบลินจะได้พบเข้ากับรีเซฟโดยบังเอิญ นี่ราวกับพวกมันทั้งคู่ถูกรางวัลใหญ่

     

              ทันทีใบหน้าของเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินและเด็กชายชุดคลุมแดงได้ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอันน่ารังเกียจ ถึงอย่างนั้นใบหน้าเปื้อนยิ้มอันโสมมไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องหมายคำถาม

     

              “พวกเขาเป็นใคร? เหตุใดจึงมีผู้อายุมากกว่ากำหนดอยู่ในป่าพฤกษาบงกช” 

     

              เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินกล่าวพลางมองไปยังชิลและซาเนียที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ถัดจากรีเซฟไปไม่กี่เมตร

     

              “หืม” 

     

              ได้ยินเช่นนั้นเด็กชายชุดคลุมแดงก็มองตามสายตาเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินไป และภาพที่ปรากฏก็ทำให้มันต้องเบิกตากว้าง

     

              “ช่างงดงามอะไรเช่นนี้ นี่ข้ามิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่”

     

              “โอ้ งดงามจริงๆ งดงามจนน่าเหลือเชื่อ”

     

              หลังจากนั้นเด็กชายทั้งสองก็เริ่มถกเถียงกันถึงเรื่องความงดงามของสตรีในชุดผ้าบางสีขาวตรงหน้า โดยมิได้สนใจที่จะส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบรากฐานฝึกฝนของชิลและซาเนีย

     

              “เป็นพวกมัน”

     

              ชิลกล่าวเสียงเรียบพลางปรายตาไปทางรีเซฟ

     

              ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาผงกลงเป็นสัญญาณตอบรับว่าใช่ เห็นดังนั้นชิลก็ทำการดันตัวลุกขึ้นพร้อมเดินตรงเข้าไปหาเด็กชายทั้งสองที่ยืนพูดคุยไร้สาระกันอยู่ไม่ไกลนัก

     

              “พี่ชายมีอะไรรึ?”

     

              เด็กชายชุดคลุมแดงกล่าวเมื่อเห็นชิลเดินเข้ามา อย่างไรสายตาของมันก็ยังคงมิพ้นจับจ้องไปที่ซาเนีย

     

              โดยไร้คำพูด พลังงานสวรรค์สีขาวสว่างวาบราวกับแสงไฟที่ส่องสว่างยามค่ำคืน หัวของเด็กชายชุดคลุมแดงจู่ๆก็กระเด็นหลุดออกจากร่างกลิ้งตกลงมาบนพื้น สร้างความตื่นตกใจให้แก่เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินเป็นอย่างมาก

     

              เลือดสีแดงสดจากคอที่ถูกตัด กระเซ็นมาโดนแก้มของเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนที่ร่างในชุดคลุมแดงจะล้มลง ดิ้นเล็กน้อย และแน่นิ่งไป

     

              “หะ...” 

     

              เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินกำลังจะอ้าปากสบถอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆแสงสีขาวก็พาดเข้ามาที่ร่างของมันด้วยความเร็ว

     

              พริบตาแขนขวาของเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินก็หลุดลอยขึ้นไปในอากาศ ไร้การตั้งตัว ไร้การเตรียมใจ ไร้การตอบโต้ใดๆ นี่ราวกับเป็นภาพมายาในความฝัน หากแต่เป็นเรื่องตลกร้าย เพราะมันคือความจริง

     

              “อ้ากกกก!!”

     

              เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินคุกเข่า พร้อมนำมืออีกข้างจับไปยังไหล่ที่ไร้แขนอย่างโอดครวญ มันไม่แม้แต่จะกล้าเงยหน้าสบตาชิล คำกล่าวสารพัดที่อยู่ในหัวเมื่อครู่กลับไม่สามารถเอ่ยออกมาได้โดยง่าย

     

              “จะ...เจ้า!!”

     

              นัยน์ตาสีองุ่นจ้องมองภาพด้านหน้าอย่างเย็นชา แม้จะเป็นเพียงแค่เด็กวัยสิบห้าถึงสิบหกปี แต่เขาก็หาได้ใจอ่อนกับมัน

     

              “พาข้าไปหาเพื่อนของเจ้าหน่อยได้หรือไม่”

     

              คำพูดที่แสนเรียบง่ายออกมาจากปากชิล อย่างไรแม้ใบหน้าอันสง่างามจะถูกประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่หากได้ลอบมองเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้าใจทันทีว่า นั่นคือรอยยิ้มที่มาพร้อมกับลางร้าย

     

              ซาเนียที่นั่งมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ ณ จุดเดิม ก็ทำได้แต่ทอดถอนใจ ความไร้ปราณีคือคุณสมบัติหนึ่งที่ผู้ฝึกฝนรากฐานพึงมี หากต้องการใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ไร้แก่นสารนี้ กระนั้นสิ่งที่ชิลแสดงออกก็มากเกินกว่าจะเรียกว่าไร้ปราณีไปไกล ราวกับว่าชีวิตหนึ่งดูไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา นี่ทำให้นางเกิดอาการขนลุกอย่างช่วยไม่ได้

     

              หลังจากประโยคที่ชิลกล่าว ตอนนี้ก็ยังคงไร้สัญญาณตอบกลับจากเด็กชายในชุดคลุมน้ำเงิน มันเอาแต่นั่งสั่นขดตัวเป็นกุ้งรอรับความตายอยู่บนพื้น

     

              “หากพาข้าไปพบเพื่อนเจ้า ข้าจะปล่อยให้เจ้ารอดชีวิต” 

     

              ชิลกล่าวพร้อมหรี่ตาลง

     

              อย่างไรเด็กชายก็ยังคงเป็นเพียงเด็กชาย คำพูดที่ดูไร้น้ำหนักเช่นนี้กลับเชื่อสนิทใจ ด้วยความหวาดกลัวเกินบรรยาย เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินได้พยายามดันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล พร้อมหันหน้าออกวิ่งโดยมิคิดเอ่ยปากอะไรเพิ่ม

     

              เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รีเซฟเองก็ได้ยินทั้งหมด ถึงอย่างนั้นเขากลับยังคงนั่งหันหลังให้อย่างนิ่งเฉย และไม่มีทีท่าจะขยับตัวแม้เพียงเล็กน้อย

     

              ชิลแสยะยิ้มให้กับท่าทางเช่นนั้นของรีเซฟ ก่อนพุ่งตามเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินไป

     

              ห่างจากจุดที่เอ็มบลินถูกลอบโจมตีไปประมาณหกกิโลเมตร มีพื้นที่โล่งที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้สูง ตรงกลางของพื้นที่ตั้งไว้ด้วยกระโจมประมาณห้าหลัง ซึ่งมีข้าวของวางระเกะระกะอยู่ตามพื้น พร้อมกับมีจุดที่ดูแล้วน่าจะมีไว้สำหรับก่อกองไฟอยู่ใจกลางกระโจมทั้งห้า

     

              เมื่อเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินพาชิลมาจนถึงพุ่มไม้ด้านข้างพื้นที่นี้ มันก็บอกกับเขาว่าอีกสามชั่วโมงทุกคนจะกลับมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อสรุปผลของแต่ละหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากดีเอน

     

              กล่าวจบมันก็พยายามจะผละตัวจากไปทันที แต่ก่อนที่จะได้ขยับ ชิลก็พูดว่าให้มันอยู่ที่นี่กับเขาจนกว่าเพื่อนของมันจะกลับมา พร้อมนั่งลงหลับตาซึมซับพลังงานสวรรค์ไปซะดื้อๆ

     

              นี่ทำให้เด็กชายในชุดคลุมน้ำเงินปั้นหน้าบิดเบี้ยวราวกับหมูที่กำลังจะถูกเชือด เลือดที่ไหล่ไร้แขนยังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง จนใบหน้าของมันขาวซีดจนเกือบจะกลายเป็นศพเดินได้ ถึงอย่างไรมันก็มิได้ไร้ความสามารถขนาดใช้พลังสวรรค์มาช่วยหยุดเลือดไม่เป็น แต่ด้วยการควบคุมพลังงานสวรรค์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นธรรมดาที่ยังคงมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลอยู่เล็กน้อย

     

              เวลาเดินผ่านอีกสามชั่วโมง ในตอนนี้ชิลได้รับพลังงานสวรรค์กลับมามากกว่าสี่ในสิบส่วนแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เห็นวี่แววของกลุ่มผู้เยาว์ที่จะกลับมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้

     

              นัยน์ตาสีองุ่นจ้องนิ่งไปยังร่างที่อิดโรยของเด็กชายชุดคลุมน้ำเงิน

     

              “ไหนเพื่อนของเจ้า”

     

              แม้จะไร้กำลัง แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงแววตาอันเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร เด็กชายชุดคลุมน้ำเงินก็สะดุ้งตื่นจากภวังค์ พร้อมหันหน้ามองชิลอย่างหวาดกลัว

     

              “ขะ..ข้าไม่ทราบ แต่ข้ามะ..มั่นใจว่าพวกเขาจะต้องกลับมารวมตัวกันที่นี่แน่นอน ชะ..เชื่อข้าเถอะขอรับ”

     

              เม็ดเหงื่อมากมายเผยให้เห็นบนหน้าซีดเซียว เมื่อมองไปยังใบหน้าอันเย็นชาพร้อมกับดวงตาสีองุ่นที่ส่องสว่างราวกับใบมีด ก็ทำให้มันแทบจะขยับตัวไม่ได้ ไม่นานน้ำสีเหลืองก็เริ่มไหลเจิ่งออกมาจากเป้ากางเกง ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

     

              ชิลมองนิ่งไปยังเด็กชายชุดคลุมน้ำเงินที่ตอนนี้กำลังนั่งสั่นพร้อมปล่อยน้ำปัสสาวะออกมา ก็เผยยิ้มเล็กน้อยพลางทำท่าจะยกมือขึ้น

     

              แต่จู่ๆ ณ พื้นที่โล่งด้านข้างก็ปรากฏกลุ่มคนประมาณสามสิบชีวิตเดินออกมาจากพุ่มไม้ฝั่งตรงข้ามจุดที่เขาอยู่ 

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน