หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    บทที่ 37 ไล่ดวงวิญญาณ

     

    ภายในห้องโถงใหญ่ตระกูลจิน ปรากฏร่างของบุรุษในชุดเขียว คิ้วอันเรียวงามประกอบกับใบหน้าที่เข้มแข็งเช่นวีรบุรุษ ส่งให้รูปร่างของมันสง่างามเหนือผู้คน เดินตรงเข้ามาในกลุ่มของพวกมัน

    เวลานี้คิ้วของ จินเจียงหยา ขมวดเข้ามากันเป็นปม แต่ยังคงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “ลมอันใดหอบผู้พิทักษ์แดนฟ้า ซางไห่มาถึงหมู่ตึกตระกูลจินของข้าได้”

    ซางไห่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านเจียงหยา เนื่องจากบุตรชายของท่านเจ้าเมือง เข้าแจ้งเหตุแก่ข้าว่า บุตรชายของท่าน ขืนใจฮูหยินรองของเขา จนถึงแก่ความตาย"

    "เป็นไปไม่ได้ เมื่อวานนางยังมีชีวิตอยู่" จินเหล่าต้ากล่าวออกกด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากเชื่อ

    "นายน้อยจินเรื่องนี้ท่านสามารถชี้แจงได้ในจวนของข้า แต่ตอนนี้ ข้าคงต้องทำตามหน้าที่”สิ้นคำกล่าวมันส่งเสียงสั่งการแก่ทหาร “เชิญนายน้อยจินไป”

    สิ้นเสียงของซางไห่ทหารในชุดคลุมยาวสามคนเดินมาหยุดเบื้องหน้าจินเหล่าต้า มันโค้งหัวอย่างสุภาพพร้อมกล่าวอก “นายน้อยจิน เชิญ”

    “ท่านซางไห่ นี้มันเรื่องอะไรกันแน่!!!”เสียงนุ่มลึกดังออกมาจากชายชราผมขาว

    ได้ยินเช่นนั้นซางไห่ป้องมือขึ้นพร้อมโค้งศีรษะ “ผู้อาวุโสจิน เรื่องนี้ข้าเองก็จนใจจริงๆ เพราะผู้ที่ตายไปเป็นลูกสะใภ้ของท่านเจ้าเมือง เรื่องนี้จึงต้องมีผู้รับผิดชอบ”

    จินเหยาจางระบายลมพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“หลานชายของข้าแม้จะเสเพลแต่ไม่มีทางไปฆ่าขืนใจใครแน่!!” กล่าวจบมันมองไปยังซางไห่ด้วยแววตาดุร้ายประดุจสายตาของนกอินทรี

    เพียงแค่ปลายตาเท่านั้น ระดับพลังในดินแดนวีรชนกดทับไปทั่วร่างของซางไห่ ซางไห่กัดฟันแน่น มันเร่งพลังปราณของมันออกมาปกคลุมร่างก่อนจะเอ่ยต่อ

    “ผู้อาวุโสจินอย่าได้มีโทสะ” ขณะที่ซางไห่นั้นอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้น

    สุ้มเสียงของทหารในชุดเกราะดำดังขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าทหารผู้นี้แตกต่างจากทหารที่ซางไห่นำมาด้วย “ผู้พิทักษ์ฟ้า ท่านเจ้าเมืองได้ส่งเสียงผ่านหยกหมื่นลี้ให้แก่ท่าน”

    จินเจียงหยามองไปยังทหารในชุดเกราะดำด้วยดวงตาหรี่แคบ พร้อมกับส่งเสียงผ่านลมปราณไปยังบิดาของมัน ‘ท่านพ่อ องครักษ์ทมิฬของเจ้าเมืองเคลื่อนไหว นี้ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่’

    ขณะเดียวกันซางไห่ เปิดหยกหมื่นลี้ออก ปรากฎเสียงของบุรุษวัยกลางคนกล่าวออกเสียงดัง “นำตัวจินเหล่าต้ามาสอบสวน ผิดหรือถูกให้ความยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน แต่หากขัดขืนให้ใช้กำลังได้ทันที”

    จินเหยาจางได้ฟังเช่นนั้น ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นดำมืด แต่ก่อนที่มันจะกล่าวอะไรออกมานั้น

    เสียงของจินเหล่าต้าเปล่งออกด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ “ท่านปู่ ท่านพ่อ ข้าจะไป ข้านั้นไม่ได้ขืนใจและสังหารนางก็จริง

    แต่ข้าและนางไม่อาจปฎิเสธได้ว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน ในเมื่อเวลานี้นางตายแล้ว ถ้าข้าปล่อยให้นางตายโดยที่มีคำครหาติดตัว ข้าคงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าบุรุษอีกต่อไป”

    เมื่อกล่าวจบ มันหันไปยังหนิงเทียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พี่ชายหนิงเทียนขอให้ท่านพักอยู่ที่นี้ให้สบายใจ เดียวข้าจะกลับมา”

    “ดี สมกับเป็นบุตรของข้า ลูกหลานของตระกูลจิน”จินเจียงหยา กล่าวออกเสียงดัง

    ขณะที่มันกำลังจะเดินตามเจียงเหล่าต้าและซางไห่ออกไปนั้นกลับถูกบิดาของมันห้ามไว้

    “เจียงหยาเรื่องนี้มีอะไรแปลกพิกล ข้าควรจะไปเอง”

    “แต่ว่าท่านพ่อ....”ก่อนที่จินเจียงหยาจะได้กล่าวอันใดออกมาน้ำเสียงของบิดามันได้กล่าวเตือนสติขึ้นอีกครั้ง “เจ้ามีสิ่งที่ต้องทำ อย่าได้ลืมหน้าที่ของเจ้า”

    ได้ยินเช่นนั้นมันหยุดนิ่งไม่กล่าวคำใดออกมา พร้อมกับมองไปยังบิดาของมันที่กำลังเดินตามเหลาทหารของซางไห่ไป

    ในขณะเดียวกัน เสี่ยวซวงมองไปยังทหารในชุดคลุมสลับกับใบหน้าของหนิงเทียนเหมือนจะหยังความคิดใดๆ

    เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนแย้มยิ้มขึ้นมุมปาก “เราไปดูกันสักหน่อย” สิ้นเสียงของมัน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเดินเคียงคู่ออกจากหมู่ตึกตระกูลจินไป

    ภายในจวนผู้พิทักษ์ฟ้าของซางไห่ ทหารในชุดคลุมเดินนำจินเหล่าต้าเข้าไปในห้องทำงานของมัน

    ขณะเดียวปรากฎร่างของฉางอวี้ที่กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าที่คล้ายโคถึกของมันยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ด้านข้างของฉางอวี้ปรากฏนักพรตในชุดสีแดง

    “จินเหล่าต้า ในที่สุดเจ้าก็มาถึง” ฉางอวี้กล่าวออกเสียงดัง

    จินเหล่าต้ามองไปยังฉางอวี้ ด้วยแววตาหรี่เล็ก ไม่บ่อยครั้งที่มันจะเป็นแบบนี้ “นายน้อยฉางดูเหมือนว่าเรื่องของพวกเราจะไม่มีทางจบง่ายๆสินะ”

    ฉางอวี้นั้นนับว่าเป็นตัวตนอันตรายที่สุดในเมืองฉางผิงเลยก็ว่าได้ มันมีสถานะที่ไม่ควรตอแยด้วยอยู่3ประการ

    ประการแรก มันเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าเมืองฉางผิง

    ประการที่สอง มันนับได้ว่าเป็นอัจริยะคนหนึ่ง ด้วยวัย30ปี มันไปถึงแดนแห่งปราชญ์ขั้นที่3และถูกคาดหวังว่าจะได้รับช่วงเป็นเจ้าเมืองคนต่อไป

    ประการที่สาม มันไม่ใช่คนดี

    แค่สถานะเดียวในสามสถานะนี้ ก็ทำสามารถทำให้ผู้ที่ล่วงเกินมันจะต้องพบพานกับหายนะ

    ไม่ต้องนับเรื่องที่จินเหล่าต้าทำ แค่เพียงกล่าววาจาไม่ถูกหู มันก็พร้อมที่จะระเบิดความเกรี้ยวกราดใส่คนผู้นั้นแล้ว

    ส่วนเรื่องที่จินเหล่าต้าไปยุ่งกับฮูหยินรองของมันนั้น เพียงพอที่จะทำให้ฉางอวี้ไม่สนหน้าอินหน้าพรมใดๆ ถึงขนาดประกาศสงครามกับตระกูลผู้ปรุงโอสถอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉางผิง

    ขณะเดียวกัน จินเหยาจางที่เดินทิ้งระยะอยู่ด้านหลังเล็กน้อยสายตาของมันจับจ้องไปยังนักพรตในชุดสีแดงด้านข้างฉางอวี้

    คิ้วของมันขมวดเข้าหากันทันที ก่อนจะเค้นเสียงรอดลายฟันออกมา “ปรมาจารย์โอสถ หานเจิง”

    เมื่อทั้งสองจับจ้องกัน บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของจวนผู้พิทักษ์ฟ้า ตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับว่าพวกมันทั้งคู่ รู้จักมาก่อน

    ซางไห่ เห็นท่าทีเช่นนั้นมันรีบก้าวขึ้นไปนั่งยังพำนักที่ยกสูงขึ้นกว่าคนอื่น ก่อนจะกล่าวออก “ในเมื่อทุกท่านมาพร้อมแล้ว เริ่มกันได้เลย”

    เมื่อสิ้นเสียงของซางไห่ ทหารในชุดคลุม นำสิ่งประดิษฐ์คล้ายก้อนหินออกมาแปดก้อน มันวางไว้ในตำแหน่งรอบตัวทั้งแปดทิศของห้องโถง

    ทันใดนั้น พลังปราณทั่วทั้งห้องลดต่ำลง ราวกับมันถูกจำกัดลงให้เหลือเพียงดินแดนนักรบเท่านั้น

    เห็นเช่นนั้น จินเหยาจางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ "ท่านซางไห่ ไม่ใช่บอกว่าเชิญพวกเรามา? เหตุใดต้องวางอาคมกักพลังเช่นนี้ ท่านกำลังทำเหมือนว่าพวกเราตระกูลจินเป็นนักโทษ?"

    "ผู้อาวุโสจิน ที่ข้าต้องทำเช่นนี้ไม่ใช่ไม่ให้เกรียติตระกูลจินของท่านแต่อย่างใด แต่ข้าต้องเตรียมการเพื่อไว้ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด"

    เมื่อกล่าวกับจินเหยาจางจบ ซางไห่หันไปยังฉางอวี้พร้อมกล่าวออก"นายน้อยฉาง ท่านต้องการร้องเรียนเรื่องอันใด"

    “ข้าได้บอกไปชัดเจนแล้วจินเหล่าต้า มันขืนใจฮูหยินรองข้าจนถึงแก่ชีวิต” ฉางอวี้คำรามออกเสียงดัง เวลานี้ท่าทางของมันไม่ได้ให้เกรียติผู้ฝึกตนในแดนวีรชนอย่างจินเหยาจางเลยแม้แต่น้อย

    “นายน้อยฉาง ท่านมีหลักฐานหรือไม่ว่า จินเหล่าต้าเป็นผู้สังหารฮูหยินรองของท่าน”ซางไห่ถามออกโดนพลัน

    “หลักฐานข้ามีแน่นอน ไปนำศพของฮูหยินรองมาที่ให้ผู้พิทักษ์ฟ้าตรวจดู” ฉางอวี้ตะโกนสั่งข้ารับใช้ของมัน ข้ารับใช้ของมันสองคนเดินหายไปจากหน้าประตูห้องโถง

    ในเวลาเดียวกันหนิงเทียนและเสี่ยวซวงได้มาถึงและหยุดยืนอยู่ด้านหลังของจินเหยาจาง เสี่ยวซวงยังคงแสดงท่าทีนิ่งเฉยราวกับคนไม่มีตัวตน

    ในขณะที่หนิงเทียนนั้นจับจ้องไปยังนักพรตในชุดสีแดง มันสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมด้วยดวงตาที่หรี่แคบในทันที มันกล่าวถามออก “ผู้อาวุโสจิน นักพรตชุดแดงนั้นเป็นใคร”

    “มันคือหานเจิง ผู้คนเรียกมันว่า ปรมาจารย์โอสถ มันเป็นบุคคลสำคัญของเมืองไห่หนาน”ขณะที่จินเหยาจางกล่าวตอบมันยังคงจับจ้องไปยังหานเจิงอย่างไม่วางตา

    “กลิ่นอายสังหาร ผู้ปรุงโอสถพิษ?” หนิงเทียนพึมพำแผ่วเบากับตัวเอง

    จินเหยาจางที่ยืนอยู่ใกล้ๆได้ยินเช่นนั้น มันถึงกับละสายตามามองไปยังเด็กน้อยด้านข้างของมันก่อนจะถามออกด้วยแววตาประหลาดใจ “สหายน้อย เจ้าเป็นผู้ปรุงโอสถ?”

    มีแต่ผู้ปรุงโอสถด้วยกันเท่านั้น ที่จะสามารถบอกถึงเส้นทางและระดับของอีกฝ่ายได้

    ในระดับ10ขั้นโลก พวกมันจะอาศัยกลิ่นอายของสมุนไพรที่ติดตัวผู้ปรุงโอสถในการแยกแยะระดับของกันและกัน

    หนิงเทียนนั้นยิ้มออกแทนคำตอบใดๆจากปากของมัน

    ส่วนของตัวมันนั้นได้ก้าวผ่าน10ขั้นโลกไปนานแล้ว การที่จะตรวจพบว่าหนิงเทียนเป็นผู้ปรุงโอสถเห็นจะมีแต่ระดับ จ้าวโอสถขึ้นไปเท่านั้นที่มีความสามารถ

    เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ คนรับใช้ของฉางอวี้สองคนช่วยกันหิ้วร่างที่ไร้วิญญาณของสตรีนางหนึ่งออกมา

    ตุ้บบบ.... ทั้งสองทิ้งร่างไร้วิญญาณไว้ใจกลางห้องโถงก่อนจะกลับไปยืนด้านหลังของฉางอวี้ดังเดิม

    ฉางอวี้เริ่มกล่าวขึ้น“นี้คือศพของฮูหยินรอง นางนั้นเสียชีวิตเพราะถูกจินเหล่าต้าทำร้ายในขณะที่มันกำลังทำเรื่องชั่วช้าสามัญกับนาง”

    จินเหล่าต้ามองไปยังศพของสตรีนางนั้นด้วยแววตาเศร้าโศก แม้มันจะไม่ได้ฆ่านายแต่การตายของนางปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะมัน

    ถ้าเวลานั้นมันห้ามใจไม่ให้หลงไหลไปกับการยั่วยุจนทำให้เกิดเรื่องที่ว่าขึ้น เวลานี้นางคงไม่ตาย

    คิดได้เช่นนั้น แววตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้า มันเค้นเสียงด้วยโทสะ“ฉางอวี้ ข้าไม่มีทางฆ่าสตรีเด็ดขาด”

    “ยังปากแข็ง....ได้ข้าจะทำให้เจ้ายอมจำนน” มันกล่าวพร้อมกับผายมือไปแนะนำบุคคลด้านหลังของมัน

    “ท่านนักพรตที่อยู่ด้านหลังข้านั้นคือ ท่านหานเจิง หรือที่รู้จักกันในนามปรมาจารย์โอสถ ท่านเป็นทั้งนักปรุงโอสถและแพทย์อัจฉริยะที่มีชื่อเสียงของเมืองไห่หนาน”

    เมื่อสิ้นเสียงของฉางอวี้ หานเจิงก้าวมาด้านหน้ามันกล่าวออกด้วยเสียงแหบแห้ง

    “หลังจากที่ข้าได้ตรวจศพของฮูหยินรองแล้ว ข้าพบว่าพลังปราณที่สังหารนางพบว่าเป็นพลังในดินแดนแห่งปราชญ์ซึ่งตรงกันกับนายน้อยจิน"

    "หานเจิง เมืองฉางผิงมีหลานของข้าคนเดียวหรือไงที่อยู่ในแดนแห่งปราชญ์" จินเหยาจางกล่าวถามด้วยสายตาดุร้าย

    "ไม่ผิด หลานเจ้าไม่ใช่เป็นคนเดียวในแดนแห่งปราชญ์ แต่สาเหตุการตายของฮูหยินรอง มาจากการที่ตันเถียนนางถูกเผาจนหลอมละลาย

    เป็นที่รู้กันดีว่าฮูหยินรองนั้นเป็นผู้ฝึกตนในดินแดนองครักษ์ การที่จะหลอมละลายตันเถียนของผู้ฝึกตนในแดนองครักษ์ได้ถึงเพียงนี้

    มีแต่ทักษะจิตอัคคีของตระกูลเจ้าผสมผสานเข้ากับธาตุไฟในแดนแห่งปราชญ์เท่านั้น

    และการที่ให้บุตรหลานในตระกูลจินทุกคนต้องหลอมรวมธาตุไฟเพื่อปรุงโอสถ มันเป็นกฎของตระกูลจินที่ทุกคนในเมืองรู้กันเป็นอย่างดี"

    “บัดซบ หานเจิง ทักษะจิตอัคคีเป็นทักษะบ่มเพาะของตระกูลจินเรา เจ้ากล่าวเช่นนี้ไม่เท่ากับสงสัยตระกูลจินเราทั้งตระกูลหรืออย่างไร” จินเหยาจางคำรามออกเสียงดัง

    “ที่ข้าพูดไปเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่เชื่อเจ้าสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง?”หานเจิงกล่าวตอบ มันจับจ้องไปยังจินเหยาจางด้วยสีหน้าท้าทาย

    ได้ยินเช่นนั้นจินเหยาจางคำรามด้วยโทสะออกมา “ถ้าไม่ใช่อย่างที่เจ้ากล่าวหา อย่าได้โทษว่าข้าเป็นตาแก่ใจร้อนแล้วกัน”กล่าวจบมันเดินไปยังร่างของร่างไร้วิญญาณของฮุหยินรอง

    พร้อมทั้งส่งปราณสำรวจอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่มันจะสำรวจซ้ำๆอยู่ถึงสามรอบ ในแต่ละรอบใบหน้าของมันเปลี่ยนสีคล้ำขึ้น

    “เป็นพลังปราณจิตอัคคีได้อย่างไร”มันครุ่นคิดหาคำตอบอยู่ภายในใจ แต่อย่างไรมันไม่มีความสงสัยหลานชายของมันเลยแม้แต่น้อย

    “ถ้าแค่นี้ยังไม่พอ จงดูสิ่งนี้ให้เต็มตา”ฉางอวี้กล่าวแทรกพลางโยนหยกสลักด้วยคำว่า 'หนึ่งจิน'

    ใช่แล้วมันคือหยกประจำตัวของจินเหล่าต้า ที่แสดงถึงนามของมัน 'อันดับหนึ่งแซ่จิน'

    เห็นเช่นนั้นจินเหล่าต้าตะโกนออกมาด้วยโทสะ “เมื่อเมื่อวานพวกเจ้าจับตัวข้าไป ของสิ่งนี้จะอยู่ที่พวกเจ้าก็ไม่แปลก”

    “บัดซบ จินเหล่าต้าเจ้ายังไม่ยอมรับความผิด ทั้งยังกล่าวหาข้าอีกหรือ?” ฉางอวี้กล่าวด้วยโทสะ

    หานเจิงที่อยู่ข้างๆมันกล่าวห้ามศิษย์ของมัน"อวี้เอ๋อ อย่าพึ่งโมโห"

    จากนั้นมันเดินไปหยุดอยู่หน้าเจียงเหยาจาง ก่อนจะกล่าวออก "ข้าขอถามเจ้า จินเจียงหยา

    จงบอกข้ามาว่านอกจากบุตรหลานของเจ้าที่เป็นอัจฉริยะอันดับ2แห่งเมืองฉางผิงแล้ว

    ยังมีผู้เยาว์คนใดที่อยู่ในแดนแห่งปราชญ์และมีทักษะธาตุไฟที่สามารถหลอมละลายตันเถียนฮูหยินรองได้อีก”

    ได้ยินเช่นนั้น จินเหยาจางไม่สามารถกล่าวคำใดออกไปได้อีก เหตุใดหลักฐานถึงชี้ชัดมายังหลานชายของมัน

     

    จินเหล่าต้ารีบกล่าวออกเสียงดัง "คำพูดของพวกเจ้าไร้สาระสิ้นดี ข้านะหรือมีความสามารถหลอมละลายตันเถียนผู้อื่นได้"

    เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ อยู่ๆมันเงียบลงโดยไม่ทราบสาเหตุคล้ายว่ามันกำลังมีเรื่องใดอยู่ในใจ

    ซางไห่เห็นท่าทีของจินเหล่าต้า กอปรกับสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดเช่นนี้ มันจึงรีบกล่าวออก “ในเมื่อหลักฐานชี้ไปเช่นนี้ เห็นที่จะเลี่ยงไม่ได้ ข้าคงต้องขอให้นายน้อยจินเป็นแขกในจวนของข้าจนกว่าท่านเจ้าเมืองจะกลับมา”

    “ซางไห่เจ้ากล้า?” จินเหยาจางตวาดด้วยโทสะ

    เมื่อหานเจิงเห็นโทสะของจินเหยาจาง มันยกยิ้มด้วยความสะใจ ก่อนจะกล่าวอย่างดูถูก“ตระกูลจินของเจ้า เป็นผู้ฝึกตนป่าเถื่อนที่ไม่เคารพกฎบ้านเมืองหรืออย่างไร”

    “ผู้อาวุโสจินเมืองฉางผิงก็มีกฎของมัน ถ้าพวกเราเองยังไม่เคารพกฎ เมืองของเราจะต่างอะไรกับ ชนเผ่าหรือเมืองอื่นๆรอบนอก” ซางไห่กล่าวเสริม

    ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด จู่ๆเสียงปรบมือ ดังขึ้นมา

    แปะ แปะ แปะ เสียงนั้นดังมาจากสองมือของหนิงเทียน มันก้าวออกไปพร้อมกล่าวออก “แม้ฉางผิงจะเป็นเมืองใหญ่ แต่สมองของขุนนางในเมืองไม่ได้ใหญ่ตามไปด้วย”

    มันหันหน้าไปทางซางไห่พร้อมกล่าวต่อ “ขออภัย ขออภัยข้าไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวถึงผู้พิทักษ์แดนฟ้าที่ยิ่งใหญ่ ข้าเพียงพลั้งปากออกไปเพราะเห็นว่าเรื่องเล็กน้อยเท่านี้กับเป็นปัญหาที่ตัดสินไม่ได้”

    “เรื่องเล็กน้อย เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร”ซางไห่คำรามออกมาเสียงดังมันไม่คิดว่าจะถูกตำหนิโดยเด็กน้อยเช่นนี้

    “สหายน้อยเจ้ามีวิธี?” จินเหยาจางกล่าวถามออกทันที

    “ง่ายนิดเดียว แค่เรียกดวงวิญญาณนางขึ้นมาถา ว่าใครกันแน่เป็นผู้สังหาร เพียงเท่านี้พวกท่านจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันอีก”

    ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ฉางอวี้ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ฮ่าฮาฮาๆๆ

    “ตระกูลจินมีบุคคลเสียสติเช่นนี้ นับว่าทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”

    คำพูดของหนิงเทียนนั้นสร้างความตลกขบขันให้แก่ผู้คนทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ซ่างไหยังเผลอยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

    จะมีเพียงจินเหยาจางเท่านั้นที่ขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่ได้กล่าวอันใดออกมา

    หนิงเทียนจับจ้องไปยังฉางอวี้ พร้อมกล่าวตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง“มีเรื่องใดน่าตลก?”

    “ข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญ โลกนี้ไม่มีดวงวิญญาณอะไรทั้งนั้น เผ่ามนุษย์และเผ่าวิญญาณแตกต่างชัดเจน

    หรือเจ้ากำลังจะบอกข้าว่าเมื่อเผ่ามนุษย์เราตายแล้วจะกลายเป็นเผ่าวิญญาณเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าขำหรอกหรือ?” ฉางอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก

    ซ่างไห มองไปยังหนิงเทียนด้วยสายตาเวทนามันรีบกล่าวหมายจะช่วยลดความอับอายของเด็กคนนี้ลง

    “เด็กน้อยเจ้าอาจจะยังไม่รู้เรื่องในโลกนี้ดีนัก มนุษย์เรานั้นแตกต่างจากพวกสัตว์อสูร

    ถึงแม้มนุษย์จะมีดวงวิญญาณอยู่ก็จริง แต่ดวงวิญญาณของมนุษย์เราจะแตกสลายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของตัวมัน

    มีเพียงแต่ผู้ที่อยู่จุดสูงสุดแห่งการฝึกตน เหล่าตัวตนจักรพรรดิเท่านั้นที่สามารถทิ้งเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของตนเองไว้เป็นมรดกพลังได้

    แต่ฮูหยินของนายน้อยฉางเป็นเพียงผู้ฝึกตนแดนองครักษ์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เจ้ากล่าวมาเลยไม่มีทางเป็นไปได้”

    ได้ยินทั้งฉางอวี้และซ่างไห่ พ่นน้ำลายออกมาเช่นนี้ หนิงเทียนยกยิ้มมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่เย็นเฉียบ “เรื่องที่พวกเจ้าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้”

    ได้ยินคำกล่าวของหนิงเทียน คิ้วของฉางอวี้ขมวดเข้าหากัน ดวงตาของมันหรี่แคบเป็นประกาย มันกล่าวออกด้วยโทสะ“ผู้เฒ่าจิน เหตุใดถึงพาคนสติเลอะเลือนมายังที่แห่งนี้”

    ไม่รอให้จินเหยาจางได้กล่าวอะไร หนิงเทียนยกนิ้วชี้ไปยังใบหน้าของฉางอวี้ “เจ้าหน้าวัว วันนี้ข้าจะช่วยเปิดกะลาน้อยๆที่ครอบหัวเจ้าออก”

    “บัดซบ เจ้าสารเลว เจ้ากำลังด่าใคร” ฉางอวี้เป็นถึงบุตรของเจ้าเมือง ตั้งแต่เล็กจนโต มันยังไม่เคยถูกผู้ใดก่นด่าต่อหน้าเช่นนี้

    อีกทั้งบุคคลที่กำลังก่นด่ามันอยู่นั้น เป็นเพียงเด็กพิการที่ไม่มีแม้แต่พลังลมปราณ

    เท่านี้ก็ทำให้สติของมันวูบหายไปและถูกแทนที่ด้วยโทสะ มันก้าวไปเบื้องหน้าถ้าไม่ได้สังสอนเจ้าเด็กนี้คงไม่สามารถดับไฟโทสะลงได้

    เวลาเดียวกันเสี่ยวซวงกุมดาบในมือแน่น ขณะที่กำลังจะขยับมือหมายจะบั่นไปยังคอของโคถึกตัวนี้ กลับถูกหนิงเทียนยกมือห้ามไว้

    ขณะเดียวกันจินเหยาจาง รีบก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้าของหนิงเทียนในทันที พร้อมกล่าวถาม “นายน้อยฉางท่านคิดจะทำอะไร”

    ฉางอวี้ที่ถูกโทสะครอบงำสติ มันคำรามออกเสียงดัง “ข้าจะสั่งสอนมัน ไอ้แก่อย่าได้เข้ามายุ่ง”

    เวลานี้มันไม่เหลือความเคารพใดๆให้แก่จินเหยาจางที่เป็นยอดยุทธในแดนวีรชนเลยแม้แต่น้อย ภายใต้อาคมกักพลัง พวกมันล้วนมีพลังในแดนนักรบเท่ากันทั้งสิ้น

    ก่อนที่เรื่องราวกำลังจะเลวร้ายลงไปมากกว่านี้ ซ่างไหทุบโต๊ะเสียงดัง “ข้าเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้ ถ้าพวกท่านยังไม่ให้ความเคารพต่อข้า

    ก็อย่าได้หาว่าข้าไม่ให้ความเคารพคนผู้นั้นเช่นกัน” ซางไห่กล่าวออกอย่างมีโทสะ

    ได้ยินนั้นจินเหยาจางพลันหยุดเท้าลง พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นประสานกันไปทางซางไห่ ในขณะที่ใบหน้าของมันจับจ้องไปยังเด็กคราวหลานอย่างฉางอวี้ไม่กระพริบ

    “ท่านซางไห่ ข้าต้องขอโทษแทนศิษย์ของข้าด้วย” หานเจิงกล่าวออกพร้อมกับดึงร่างของฉางอวี้กลับไป

    ซางไห่กล่าวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ผู้อาวุโสจิน ข้าจะให้เโอกาสจ้าเด็กนี้ได้อธิบาย แต่ท่านต้องให้สัญญากับข้า ถ้าสิ่งที่เจ้าเด็กนี้กล่าวมาเป็นคำพูดที่ไร้สาระฟังไม่ขึ้น

    ท่านจะต้องยินยอมให้ข้าต้องคุมตัวนายน้อยจินไว้ แล้วพวกเราจะมาตัดสินกันอีกทีเมื่อท่านเจ้าเมืองกลับมาจากอาณาจักรฟ้าสวรรค์”

    ซางไห่รีบหาทางลงให้แก่ทุกฝ่าย การไม่หักหาญน้ำใจตระกูลจินเกินไป จะเป็นผลดีแก่เมืองฉางผิงและตัวมันด้วยเช่นกัน

    ตระกูลจินนั้นแม้จะไม่ใช่สามตระกูลใหญ่ก็จริง แต่เจ้าบ้านหมู่ตึกตระกูลจิน จินเจียงหยานั้นเป็นถึงผู้ปรุงโอสถระดับโลกที่8

    มันเป็นคนเดียวในเมืองฉางผิงที่สามารถปรุง โอสถโลกจิตปัญญา โอสถที่ใช้ในการทะลวงระดับเข้าสู่แดนแห่งปราชญ์ได้

    ถ้าจะบอกว่าไม่มีจินเจียงหยา ทรัพยากรมนุษย์ในแดนแห่งปราชญ์ของเมืองฉางผิงจะลดลงกึ่งหนึ่งก็ไม่ผิดนัก

    จินเหยาจางมองไปยังใบหน้าของหนิงเทียนที่เรียบเฉยและไม่มีอาการวิตกใดๆแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้ฝึกตนในแดนวีรชน

    เมื่อเห็นดังนั้น มันจึงครุ่นคิดถึงผลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก “ตกลง”

    ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย

    ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน