บทที่ 34 ใครจะรู้ว่าในอนาคต ขาใครจะใหญ่กว่ากัน?
ฉู่ชิงเฉินซาวข้าวสารแล้วเติมน้ำเตรียมไว้
นางติดเตาไฟอีกเตา นำกระดูกหมูชิ้นโตไปลวก พลางทอดเนื้อติดมันในกระทะเล็กน้อย เพื่อให้มีน้ำมันออกมา จากนั้นก็ใส่กระดูกที่ลวกแล้วลงไปจี่พอให้หอม เติมน้ำร้อนตามลงไป ใส่ต้นหอม ขิง โป๊ยกั๊ก แล้วเริ่มเคี่ยวน้ำแกง
นางวางตะแกรงไม้ไผ่ไว้บนหม้อน้ำแกงกระดูก นำข้าวที่ซาวเสร็จแล้ววางลงไปนึ่งด้านบน
ในระหว่างนี้ นางใส่เห็ดป่าลงไปในหม้อที่เคี่ยวไก่ป่าไว้ด้วย กลิ่นและรสชาติหอมหวลชวนน้ำลายสอ
"ท่านแม่ กลิ่นหอมขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว สุกหรือยังเจ้าคะ?"
หยวนเป่าอดใจไม่ไหว วิ่งเข้ามาถามในครัวอีกรอบ
"ได้แล้ว แม่กำลังจะตักพอดี"
ฉู่ชิงเฉินคำนวณเวลาดูแล้ว ผ่านมาประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่ง เนื้อน่าจะเปื่อยได้ที่พอดี
พอหยวนเป่าได้ยินว่าเนื้อเสร็จแล้ว ก็รีบกุลีกุจอช่วยจัดจานและตะเกียบทันที จะได้กินเนื้อเร็ว ๆ ซึ่งทันทีที่ท่านแม่เปิดฝาหม้อ กลิ่นเนื้อที่เข้มข้นก็พุ่งเข้าจมูกอย่างรวดเร็ว
"หอมจัง หอมที่สุดเลย!"
น้ำลายของหยวนเป่าไหลยืดจนแทบจะกลั้นไม่อยู่ หยดลงไปในชามข้าว
"ไอ้หยา น้ำลายไหลลงชามแล้ว สกปรกที่สุด ชามนี้เจ้ากินคนเดียวเลยนะ!"
ถวนเป่ารับจานเนื้อมาจากท่านแม่เพื่อเอาไปวางที่โต๊ะ แล้วหันมาบ่นใส่น้องสาว
ฉู่ชิงเฉินที่กำลังตักน้ำแกงกระดูกอยู่ข้าง ๆ ถึงกับแอบขำ เด็กสองคนนี้เหมือนเป็นตัวตลกน้อย ๆ ประจำบ้าน มีพวกเขาอยู่... ทำให้ชีวิตมีสีสันและสนุกขึ้นมาก
หนึ่งผู้ใหญ่กับสองเด็กน้อยล้อมวงกันกินข้าว น้ำแกงกระดูกถูกเคี่ยวจนเป็นสีขาวนวลราวกับน้ำนม
ถวนเป่าเพิ่งเคยเห็นน้ำแกงที่เคี่ยวจากกระดูกเป็นครั้งแรก เขาอดไม่ได้ที่จะตักขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าให้คลายร้อนแล้วส่งเข้าปาก
รสชาติของน้ำแกงกระดูกนั้นนุ่มละมุน ความหวานหอมอบอวลไปทั่วทั้งปาก อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตามลงไปด้วย เมื่อกลืนลงท้องไปแล้ว กลิ่นหอมของน้ำแกงยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น
จากนั้นก็หนึ่งช้อน... สองช้อน... จนกลายเป็นตักกินไม่หยุดเลยทีเดียว
"พี่ชาย น้ำแกงมันอร่อยขนาดนั้นเลยหรือ? ข้าว่าไก่ของท่านแม่อร่อยกว่านะ"
หยวนเป่าแทะเนื้อไก่ป่าคำโต เนื้อไก่ป่าแน่นและหนึบเคี้ยวสนุก ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม รสสัมผัสแรกที่ลิ้นจะรู้สึกถึงความเค็มนำ ตามด้วยความหวานจาง ๆ ยิ่งกินยิ่งเสพติด แทะชิ้นแล้วชิ้นเล่าจนหยุดไม่ได้ ถึงขั้นต้องดูดนิ้วที่เลอะน้ำปรุงจนสะอาด
ฉู่ชิงเฉินกินข้าวไปพลางมองดูหยวนเป่าที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่กำลังเลียนิ้วอย่างมีความสุข แทะเนื้อจนคราบมันเลอะไปทั่วหน้า ดูไปดูมาเหมือนแมวลายตัวน้อย ๆ ไม่มีผิด
พอหันไปเห็นลูกชายที่นั่งก้มหน้าก้มตาซดน้ำแกงกระดูกอย่างเดียว ก็มีความสุขไม่แพ้กัน
"อย่ามัวแต่ซดน้ำแกงสิ กินเนื้อบ้าง"
ฉู่ชิงเฉินคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของลูกชาย
"เอิ๊ก!"
ถวนเป่าซดน้ำแกงจนเต็มท้องจนเผลอเรอออกมา แต่ในใจยังอยากซดน้ำแกงต่อ เขาหยิบเนื้อในชามขึ้นมาแทะ แล้วก็เหมือนค้นพบโลกใบใหม่ รีบแทะเนื้อตามไปอีกหลายชิ้น
มื้อนี้ ฉู่ชิงเฉินเองก็กินอย่างอิ่มหนำสำราญเช่นกัน ก่อนที่นางจะวางตะเกียบลง
"พวกเจ้าค่อย ๆ กินไปนะ แม่จะเอาข้าวไปป้อนท่านพ่อของพวกเจ้าก่อน"
ฉู่ชิงเฉินถือน้ำแกงกระดูกอุ่น ๆ ไปที่ห้องของชายหนุ่ม หลังจากประตูพังไปนางก็เข้าออกได้สะดวกขึ้นมาก
นางขี้เกียจลากเก้าอี้มานั่ง จึงเบียดตัวชายหนุ่มเข้าไปด้านในเตียงเล็กน้อย แล้วนั่งลงตรงขอบเตียง
ใบหน้าของผู้ชายคนนี้นางเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่มองก็ยังอดที่จะทึ่งในความงามไม่ได้
หล่อจนเทพเจ้ายังต้องพิโรธ แม้แต่โครงสร้างกระดูกใบหน้าก็สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ฉู่ชิงเฉินเคยดูลักษณะโหงวเฮ้งของเขาแล้ว เขาคือพญามังกรในหมู่มนุษย์ซึ่งหาได้ยากยิ่ง อนาคตข้างหน้าจะรุ่งโรจน์จนยากจะจินตนาการ
'หรือว่าข้าควรรีบเกาะขาผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ไว้ก่อนดีนะ?'
ฉู่ชิงเฉินตักน้ำแกงกระดูกสีขาวนวลป้อนเข้าปากชายหนุ่ม แต่แล้วก็ส่ายหัวสลัดความคิดนั้นทิ้งไป
เหอะ! ท่านผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน สุดท้ายก็ต้องรอให้นางมาปรนนิบัติอยู่ดี ใครจะไปรู้ว่าในอนาคตใครจะ 'ขาใหญ่' กว่ากัน? นางเป็นถึงเจ้าสำนักลี้ลับ มีฝีมือระดับนี้ ไม่ต้องพึ่งผู้ชายนางก็สร้างตัวได้เอง
หลังจากป้อนน้ำแกงเสร็จ ก็ถึงเวลาที่นางจะใช้ข้ออ้างเรื่องการบริหารเส้นเอ็นเพื่อแต๊ะอั๋งชายหนุ่ม
ลูบไป... ลูบแรง ๆ... ฉู่ชิงเฉินยกขาของชายหนุ่มขึ้น งอเข่าทำท่าบริหารยืดเส้นเพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อฝ่อจากการไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ
ถือโอกาสนวดเฟ้นไปตามขาของเขา สัมผัสนั้นไม่นุ่มไม่แข็งเกินไป ยืดหยุ่นได้ดีเยี่ยมจริง ๆ
เขามีกล้ามเนื้อทั้งที่ต้นขาและน่อง นางคาดเดาว่าเขาต้องเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์แน่นอน เพราะการทำไร่ไถนาไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อที่สวยงามขนาดนี้ได้
เมื่อฉู่ชิงเฉินนวดจนพอใจแล้ว นางก็วางขาเขากลับที่เดิม ห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกจากห้องมา
เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะเสร็จแล้ว และกำลังนั่งแทะแตงเหลืองอยู่ด้วยกัน
"ท่านแม่ แตงนี้พี่ชายไปเก็บมาจากในสวน แตงที่ท่านแม่ปลูกไว้สุกตั้งหลายลูกแล้ว"
หยวนเป่าเห็นท่านแม่เดินมา ก็รีบหยิบแตงชิ้นหนึ่งวิ่งเอามาส่งให้
"เลี้ยงไม่เสียข้าวสุกจริง ๆ รู้จักเป็นห่วงแม่ด้วย"
ฉู่ชิงเฉินยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้ม
.....
ที่จวนตระกูลไป๋ในตำบลซีหยาง ไป๋จงถังได้รับจดหมายจากเมืองหลวง สายสืบของเขาที่นั่นรายงานมาว่า หยกรอบนั้นถูกส่งถึงมือขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
เขาโกรธจนมือสั่น ความดันพุ่งสูง แทบจะกระอักเลือดตายเสียตรงนั้น
ครั้งนี้ไป๋เจ๋อได้รับความไว้วางใจจากเหล่าขุนนาง แถมยังกอบโกยกำไรมหาศาล อนาคตหากคิดจะโค่นไป๋เจ๋อเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล คงยากยิ่งกว่าเดิม
ไม่ได้การ... ไป๋เจ๋อจะอยู่ต่อไปไม่ได้ ตอนนี้หลานชายคนนี้เริ่มสงสัยในตัวเขาแล้ว หากปล่อยไว้... เขาคงไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุข ต้องชิงลงมือก่อน
ไป๋จงถังเรียกสมุนที่มีวรยุทธ์มาหลายคน แล้วกระซิบสั่งการที่ข้างหู
.....
นอกหน้าต่างเป็นยามค่ำคืนที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวดังซ่า ๆ
ไป๋เจ๋อนอนอยู่บนเตียง พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ รู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ชายชุดดำสวมหน้ากากสี่คนก็พุ่งลงมาจากหลังคา พวกเขาลอบซุ่มอยู่บนขื่อมานานแล้ว พอตกดึกเห็นไป๋เจ๋อเข้านอนจึงลงมือทันที
หนึ่งในชายชุดดำใช้กระบี่แทงตรงไปที่หน้าอกของไป๋เจ๋อ
แม้ชายหนุ่มจะไหวตัวทันแต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง กระบี่แทงเข้าที่หน้าอก โชคดีที่เบี่ยงพลาดไปเพียงหนึ่งนิ้ว จึงไม่โดนจุดสำคัญ
ไป๋เจ๋อลุกขึ้นเตะกระบี่ในมือชายชุดดำกระเด็นออกไปอย่างไม่คาดคิด แต่ชายชุดดำคนอื่น ๆ ก็กรูเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือเช่นกัน
แม้ไป๋เจ๋อจะพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจต้านทานมือสังหารพร้อมกันสี่คนได้
เขาใช้ไหวพริบ แกล้งทำแจกันโบราณที่หัวเตียงตกแตก ซึ่งเสียงนั้นทำให้องครักษ์ที่เฝ้ายามอยู่ข้างนอกตื่นตัว
"มีมือสังหาร! คุ้มครองคุณชาย!"
องครักษ์นับสิบคนพุ่งเข้ามาในห้อง ใช้เวลาไม่นานก็สยบมือสังหารทั้งสี่คนไว้ได้
"บอกมา ใครส่งพวกเจ้ามาฆ่าข้า? ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะได้ตายอย่างทรมาน"
ไป๋เจ๋อเดินเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ในใจเขามีคำตอบอยู่แล้ว
"หลานชาย เจ้าบาดเจ็บหรือ? ใครกันที่กล้าส่งคนมาลอบทำร้ายหลาน ลองคิดดูดี ๆ สิว่า ไปล่วงเกินใครเข้าหรือเปล่า?"
ไป๋จงถังทำเป็นเดินเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง โชคดีที่มาทันเวลา
ไป๋เจ๋อมองเห็นประกายความอำมหิตที่พาดผ่านดวงตาของท่านอารองเพียงครู่เดียว นี่มันการละครโจรตะโกนให้จับโจรชัด ๆ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่สามารถฉีกหน้าท่านอาของเขาได้
"หลานไม่ได้ล่วงเกินใครพักใหญ่แล้ว ท่านอารองมาก็ดีแล้ว หลานกำลังสอบสวนมือสังหารพวกนี้พอดี"
พอสิ้นคำพูดของไป๋เจ๋อ มือสังหารทั้งสี่คนก็กระอักเลือดสีดำออกมา แล้วสิ้นใจตายทันที เห็นได้ชัดว่าพวกเขากินยาพิษเตรียมไว้ล่วงหน้า
"มือสังหารตายหมดแล้ว หลานคงหาตัวคนบงการไม่ได้ อารองขอเตือนไว้สักคำ เพิ่มการอารักขาที่หน้าประตูเถอะ หลานเป็นคนที่ทำการค้าเก่งที่สุดในตระกูลไป๋ อนาคตตระกูลยังต้องพึ่งพาหลานดูแล จะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด"
"ขอบคุณท่านอารองที่เตือน หากไม่มีอะไรแล้ว เชิญท่านอารองกลับไปพักผ่อนเถอะ"
ไป๋เจ๋อออกคำสั่งไล่แขกด้วยน้ำเสียงเย็นชา คำพูดของท่านอารองฟังดูเหมือนจะดีใจบนความทุกข์ของคนอื่นเสียมากกว่า