ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    เผชิญหน้ากับความจริง

     

              สายฝนพร่างพรม ลมร้อนจางหาย

              ดอกหวยชูช่อ ผลิบานพร่างพราว

              ดอกขาวใบเขียว งดงามจับตา

              ตะวันลับลา ส้มแดงสาดสี

              ฝนเย็นชุ่มฉ่ำพรำแตะดอกขาว

              กลีบร่วงลู่ลง สู่พื้นปฐพี

     

              ฝูอวี้ฉยงกลับมาเยือนเมืองหลวงแคว้นฉินในรอบ๖ ปี  คิดดูแล้วช่วงเวลาก็ตรงกับครั้งแรกที่นางมาเยือนเมืองหวยแห่งนี้ยามนั้นแม้นางหมดสติและพักฟื้นอยู่หลายวันแต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าดอกหวยผลิบานเป็นช่อย้อยลงมาจากต้นเขียวขจี แลดูงดงามจับตาไม่แตกต่างจากวันนี้

              แม้จะมีสายฝนจากฟ้าตกลงมาต่อเนื่องแต่ก็ให้ภาพที่งดงามแปลกตาไปอีกแบบ เนื่องจากนางมาถึงตอนบ่ายแก่ วันนี้นางจึงเลือกพักผ่อนเอาแรงเสียก่อนอย่างไรเสียนางก็สลักยันต์ติดตามไว้ที่หน้าผากของเสี่ยวปาแล้วขอเพียงนางเชื่อมต่อกับสภาวะแห่งยันต์ก็ตามหาสองพี่น้องได้ไม่ยาก

              ก่อนนางติดตามไล่ล่าจานหยกข้ามไปอีกที่นางได้นัดหมายกับเสี่ยวปาไว้ว่าให้สองพี่น้องติดตามเหล่าจางมารอนางที่เมืองหลวงซึ่งระยะเวลาเกือบ ๑๐ วันที่ผ่านมา นางคาดการณ์เอาไว้ว่าขบวนของพวกคุณชายฮั่วก็คงเดินทางมาถึงก่อนหน้านางแล้วสักวันสองวัน

              ตอนจ่ายเงินค่าโรงเตี๊ยมนางจึงถามกับเถ้าแก่ไปก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าพวกเขากลับมาถึงตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนทั้งยังขนนักโทษกลุ่มใหญ่มามากมาย จนกลายเป็นเรื่องโจษจันทั่วเมืองหลวง

              หญิงสาวเลือกพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองส่วนต้าขุยนางปล่อยให้มันออกไปบินเล่นอย่างเป็นอิสระ ขนาดตัวที่ย่อลงจนเล็กจิ๋ว ไม่ทำให้นางรู้สึกกังวลแต่อย่างใดต้องรู้ว่าสัตว์เวทระดับตี้เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ด้วยระดับที่เหนือชั้นเช่นนี้ในเมืองหวยคงไม่มีผู้ใดเป็นคู่เปรียบมือของเจ้าขนเทานั้นได้

     

              ค่ำวันนั้นนางไม่ได้ล้มกายลงนอนในทันทีหากนั่งสมาธิเพื่อตรวจสอบร่างกายของตนเอง เหตุการณ์ในเจดีย์เซียนยังคงติดอยู่ในใจไม่จางหายยามนี้นางยังมีเวลาว่างเหลืออยู่ ก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับเรื่องราวของสกุลหนานกงนางจึงต้องตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าภัยร้ายที่แฝงอยู่ในร่างแท้จริงคือสิ่งใดกันแน่

              ไม่ช้าจิตก็เกิดสภาวะแห่งความว่างเปล่า สัมผัสรู้แทรกซึมเข้าไปถึงภายในตันเถียนที่กว้างใหญ่มันส่งเส้นใยดุจร่างแหสีน้ำเงินกระจายออกจนเต็มพื้นที่คล้ายเสาะหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ทุกซอกทุกมุม ...แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือความว่างเปล่านางไม่พบสิ่งผิดปกติใดเลยแม้แต่น้อย

              ต่อให้พยายามค้นหากว่า ๑ ชั่วยามนางก็ไม่อาจพบเจอ

              สิ่งหนึ่งที่พอจะเป็นไปได้คือต้นไม้ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายวัว ...ครั้งนั้นนางพบเจอเข้าโดยบังเอิญ แต่เพียงสัมผัสเปลือกไม้ด้านนอก นางก็ถูกพลังจู่โจมกลับจนบาดเจ็บนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เห็นมัน

              ฝูอวี้ฉยงได้แต่ทำใจยอมรับว่านางยังด้อยสามารถจึงไม่อาจค้นหาสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ภายในตัวของนางเองได้แต่บทเรียนสามครั้งได้สอนให้นางจดจำจนขึ้นใจ ยันต์เวทดูจะเป็นหลักประกันเดียวในตอนนี้อย่างน้อยสุดในอกเสื้อของนางก็มียันต์หลากหลายชนิดเก็บเอาไว้แน่นหนา

              อีกอย่างตอนนี้ต้าขุยก็เป็นถึงระดับตี้ผู้หนึ่งแล้วแม้นางปล่อยให้มันออกไปบินเล่นอย่างมีอิสระ แต่ยามเกิดเรื่องไม่คาดฝันด้วยพันธะที่เชื่อมต่อกันต้าขุยสามารถกลับมาหานางได้ทุกเวลา

     

            หญิงสาวอาจมีความสามารถระดับเหนือมนุษย์แต่ต้องทราบว่าฝูอวี้ฉยงมิเคยร่ำเรียนการฝึกตนตามแบบมาตรฐานของสำนัก แนวทางวิชาความรู้และการบ่มเพาะต่างๆ นางเรียนรู้ด้วยตนเอง จากการอ่านตำรา และชักนำพลังปราณให้ก่อเกิดตามสัญชาตญาณ

            ตันเถียนนางอาจมั่นคงและแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปจนทำให้ฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น แต่นับวันนางยิ่งพบเจอข้อบกพร่อง...ฝูอวี้ฉยงจึงตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจบเรื่องต่าง ๆ แล้วนางอาจต้องเข้าศึกษาตามแนวทางของสำนักฝึกตนสักแห่ง โดยเลือกปกปิดระดับฝีมือที่แท้จริงของตนไว้

             

              วันถัดมา

              หญิงสาวตื่นสายกว่าปกติเพราะเป็นคืนแรกที่ได้นอนหลับเต็มตา หลายวันที่ผ่านมาต้องเดินทางตลอดจึงไม่มีเวลาพักผ่อน เมื่อคืนนี้หลังจากนางตรวจสอบต้นตอของภัยร้ายไม่พบก็จำต้องเอนกายลงนอนก่อนจะหลับก็มีเรื่องมากมายให้คิด จนเลยยามจื่อ[1]ไปแล้วนางถึงผล็อยหลับไป

              มื้อแรกของวันจึงค่อนไปทางเที่ยงหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ นางก็เดินออกไปตามถนนที่ปูด้วยหินตัดสี่เหลี่ยมเป็นทางเดินขณะเดินก็เชื่อมต่อกับสภาวะแห่งยันต์ มิช้านางก็รู้ที่อยู่ของเสี่ยวปาว่าอยู่ที่ใดเนื่องจากนางได้ประทับยันต์ติดตามไว้กลางหน้าผากเสี่ยวปา ตั้งแต่ตอนสั่งให้นางติดตามพวกคุณชายฮั่วไปชุมโจรยันต์ติดตามนี้จะยังคงอยู่ตราบเท่าที่ฝูอวี้ฉยงไม่ทำลายมันทิ้งไป

              ๑ เค่อต่อมาฝูอวี้ฉยงก็มาหยุดที่ด้านนอกร้านขายเครื่องประดับแห่งหนึ่งมิทันที่นางจะย่างเท้าเข้าไปก็ได้ยินเสียงแหลมที่คุ้นเคยดังมาจากด้านใน

              “เหตุใดจะไม่ได้ข้าต้องการหยกชิ้นนี้” ดวงตาของฝูอวี้ฉยงถึงกับกลอกขึ้นด้านบนวันนี้นางคิดว่าคงไม่มีเรื่องอะไรกวนใจให้ขุ่นมัว แค่เรื่องที่ต้องรับมือหลังจากนี้ก็น่ากังวลเกินพอแล้วทั้งที่เมืองหวยกว้างถึง ๓๐ ลี้แท้ ๆ แต่ดันมาพบเจอคู่ปรับเก่าในทางคับแคบเสียได้

              “คุณหนูท่านนี้จ่ายเงินซื้อไปแล้วแม่นางโปรดเลือกหาชิ้นอื่นเถอะ”

              “เจ้ากล้าหักหน้าข้าเพียงเพราะคนจากสกุลหนานกงหรือยามนี้มีใครไม่รู้บ้างว่า นอกจากสกุลสือ โต้ว ฮั่ว เย่  ล้วนเป็นสามสกุลใหญ่ของเมืองหลวงหากเจ้ายังกล้าขายให้นางก็อย่าหวังว่ากิจการของเจ้าจะอยู่ได้เลย”

     

              ฝูอวี้ฉยงเดิมคิดหลบออกมาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหวังให้แม่นางโต้วอะไรนั่นอาละวาดจนพอใจแล้วกลับเรือนไปค่อยเข้าไปหาเสี่ยวปากับเสียวจิ่ว มิคาดว่าคนที่แม่นางโต้วกำลังมีเรื่องด้วยเป็นคนจากบ้านหนานกงไหนเลยที่ฝูอวี้ฉยงจะแสร้งหลับตาไม่รับรู้เรื่องราว

              “แม่นางโต้วโปรดระวังคำพูด” ผู้ที่พูดขึ้นมาคือเสี่ยวปาของฝูอวี้ฉยงนั่นเองหญิงสาวที่กำลังก้าวขาแปลกใจอยู่บ้างที่เสี่ยวปาออกหน้าแทนคนสกุลหนานกง ทั้งที่ปกติเสี่ยวปาเป็นคนที่ระมัดระวังตัวและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ใดออกมาเหมือนเสียวจิ่ว

              “บ่าวไพร่เช่นเจ้ามีสิทธิ์สอดเรื่องเจ้านายด้วยหรือเจ้านายเจ้าก็กระไรปล่อยให้สุนัขรับใช้ออกมาเพ่นพ่านเช่นนี้”โต้วจิงซินถือตนว่ากลับมาอยู่ในเมืองหวยแล้วจึงกล้าพูดจาร้ายกาจเพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นถิ่นของนาง คนของบิดาก็มีอยู่มากมายไม่จำเป็นต้องเกรงใจผู้ใด แค่ต้องอดทนเดินทางร่วมกับพวกเสี่ยวปามาหลายวันก็รู้สึกเต็มกลืนพอแล้ว 

              “เสี่ยวปาแม้เป็นบ่าวแต่ก็เป็นเพียงบ่าวของข้าผู้เดียว มิใช่บ่าวของคนทั้งโลก ตระกูลโต้วของเจ้าช่างกระไรคิดสอดเท้าเข้ารองเท้าผู้อื่นหรือไร ถึงขาดการอบรมมารยาทแม้แต่เรื่องพื้นฐานสามัญยังไม่สอนสั่ง”วาจามาก่อนตัว เพียงเอ่ยปากก็ฝากบาดแผลรอยใหญ่ไว้ที่ร่างโต้วจิงซินได้เหวอะหวะจะมีผู้ใดอีกเล่าหากไม่ใช่เจ้านายของเสี่ยวปาและเสียวจิ่ว

              ผู้คนในร้านรีบก้าวไปยืนอีกฝั่งไม่คาดว่าวันนี้จะพบเจอคนหาญกล้า เอ่ยวาจาก้าวล่วงตระกูลโต้วของพระสนมคนโปรดเถ้าแก่เจ้าของร้านถึงกับถอยปราดไปอีกทาง ไม่รู้จะรับมือเช่นไรดี

              “เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงกล่าววาจาสามหาวกับญาติผู้น้องของข้าเช่นนี้”ชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวถามขึ้นอย่างไม่พอใจ เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อแพรมันวาวราวพวกเศรษฐีแต่หน้าตากลับดูคล้ายคลึงกับฮั่วเฉินราวสามส่วนฝูอวี้ฉยงจึงคาดเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นญาติฝ่ายหนึ่งของตระกูลฮั่ว

              “ของซื้อขายเมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของผู้ซื้อไม่รู้ว่าขุนนางแซ่โต้วสั่งสอนบุตรหลานเช่นไรจึงกล้าแย่งของจากมือผู้อื่นเช่นนี้”หญิงสาวไม่ใส่ใจบุรุษผู้นั้นเพียงกล่าวต่อแล้วเดินก้าวเข้าไปหยุดอยู่ด้านหน้าเด็กสาววัยสัก ๑๒-๑๓มองปราดเดียวนางก็จดจำได้ว่านี่คงเป็น ‘เสี่ยวชี’ หรือคุณหนูเจ็ดบุตรสาวคนเล็กของท่านลุงนั่นเอง

              แม้เสี่ยวชีผู้นี้คนตากลมอาจไม่สนิทด้วยตอนนั้นเสี่ยวชียังเล็กนัก พูดจาก็คนละภาษา จึงไม่ได้อยู่กับนางมากเท่ากับพวกคุณหนูสี่และคุณหนูห้าแต่อย่างไรก็ดีเสี่ยวชีเป็นน้องสาวของนาง  ไหนเลยฝูอวี้ฉยงจะไม่ปกป้อง

              ข้างกายของเสี่ยวชีมีสาวใช้ติดตามอยู่สองคนคนหนึ่งท่าทีนอบน้อมอ่อนโยน แต่อีกคนกลับมีแววตากลอกกลิ้งซ่อนเล่ห์กลบางอย่างฝูอวี้ฉยงไม่อยากคิดไปในทางไม่ดี แต่เหตุการณ์วุ่นวายวันนี้บางทีอาจเป็นสาวใช้ผู้นี้ชักนำเสี่ยวชีมา

              “คุณหนู” เสี่ยวปา เสียวจิ่วเห็นนายของตนรีบก้าวออกมาแล้วประสานแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกันฝูอวี้ฉยงยิ้มให้เล็กน้อยส่งสายตาให้พวกเขากลับไปยืนรอกับที่ก่อน

              “แม่นางเจ้ากล้าล่วงเกินสกุลโต้วอย่าหาว่าพวกข้าโหดร้ายเกินไป” ญาติผู้พี่ของโต้วจิงซินยังแสดงบทบาทของผู้กล้าเมื่อฝูอวี้ฉยงหักหน้าของญาติผู้น้อง เขาจึงออกหน้าแทนนางทั้งยังมีคำสั่งให้องครักษ์ที่ติดตามมาเกือบสิบคนกรูกันเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงแต่ละคนมีท่าทีขึงขังพร้อมจับกุมคนบังอาจ

              “ดีจริง ข้าจากเมืองหวยไปไม่กี่ปีมิรู้ว่าแค่ตระกูลพระสนมขั้นเหม่ยเหรินผู้หนึ่ง ก็ยิ่งใหญ่คับฟ้าถึงเพียงนี้”ฝูอวี้ฉยงมีหรือจะหวาดกลัว นางไม่ต้องการมีเรื่องก็จริง แต่ถ้าคนบุกมาถึงหน้าประตูเรือนมีหรือคนเช่นนางจะปล่อยไปง่ายดาย

              “สามหาว !”ฮั่วหยางแผดเสียงขึ้นอย่างโมโห เขายกมือส่งสัญญาณพวกองครักษ์ทั้งมวลก็ชักอาวุธปราดเข้าใส่หญิงสาวร่างบางผู้นั้น

              “หยุดเดี๋ยวนี้” มิทันที่เหล่าองครักษ์จะได้ลงมือเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน ยามหันกลับไปก็เห็นว่าฮั่วเฉินกำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึงเขาตวัดดวงตาคมกริบไปทางเหล่าองครักษ์ ก็พาให้คนเหล่านี้รีบเดินถอยฉากไปอีกทางส่วนฮั่วหยางน้องชายเมื่อเห็นคนเป็นพี่ก็ถึงกับหน้าซีด

              ฮั่วหยางแม้ไม่ตั้งใจฝึกฝนใช้ชีวิตตามแต่ใจ แต่เขายกย่องพี่ชายของตนเองมากที่สุด แค่ถูกฮั่วเฉินมองด้วยสายตาผิดหวังชายหนุ่มก็เริ่มร้อนรนทำอะไรไม่ถูกผิดกับโต้วจิงซินที่เห็นว่าพี่เฉินของนางออกหน้าช่วยเหลือคนกลุ่มเดิมอีกครั้งนางถึงกับกระทืบเท้าไม่พอใจ แม้สาวใช้ข้างกายจะพยายามกระซิบห้ามปรามนางก็ไม่สน

              “พวกเจ้าพากันกลับไปที่เรือนให้หมดแล้วไปรับโทษกับพ่อบ้านใหญ่”

              “ขอรับ” องครักษ์รับคำพร้อมกันแล้วกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในร้านฝั่งคนก่อเรื่องจึงเหลือแค่เพียง ฮั่วหยางโต้วจิงซินและสาวใช้เท่านั้น

              “แม่นางสวี่โปรดอย่าถือสาเรื่องครั้งนี้ข้าจะลงโทษพวกเขาอย่างสาสม”ยังดีที่ฮั่วเฉินมาได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นนางคงให้เสียวจิ่วหักขาพวกมันรวมถึงฮั่วหยางเป็นการสั่งสอนไปแล้ว

              “ขอบคุณคุณชายฮั่ว ข้าต้องขอตัว” ฝูอวี้ฉยงรับเพียงเล็กน้อยแล้วหันกลับไปทางเสี่ยวชีนางไม่อยากสนทนาต่อเพราะรู้ว่ายิ่งพูดคุยกับฮั่วเฉินมากเท่าใดไฟริษยาในใจของโต้วจิงซินก็มากขึ้นเท่านั้น วันนี้นางมีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่างไหน ๆ ปัญหาฮั่วเฉินก็รับไปจัดการแทนแล้ว นางจะไปเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อีกก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง

     

              หญิงสาวพาพวกเสี่ยวชีเดินกลับออกมาจากข้างในโต้วจิงซินได้แต่มองตามด้วยความแค้นใจ แต่เห็นว่าพวกนางอยู่ด้วยกันเช่นนี้ก็เท่ากับว่ายังมีโอกาสให้นางแก้แค้น..คนเจ้าอารมณ์จึงได้แต่เก็บความขุ่นเคืองไว้ก่อนอีกไม่นานนางจะตอบแทนพวกมันทั้งหมดอย่างสาสม

              “ขอบคุณพี่สาว” เสี่ยวชียิ้มกว้างแล้วเอ่ยขอบคุณเสี่ยวปากับฝูอวี้ฉยงอย่างรวดเร็ว

              หญิงสาวมองดูอีกฝ่ายด้วยความกังวลใจจากที่ดูเสี่ยวชีมองโลกในแง่ดีมากเกินไป สาวใช้ก็หัวอ่อนไม่ทันคนส่วนสาวใช้อีกคนก็แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้นางยังไม่สะดวกลงมือจัดการจึงได้แต่ปล่อยไปก่อนชั่วคราว

              เมื่อมาถึงกลางทางซึ่งไม่ห่างจากสกุลหนานกงนักฝูอวี้ฉยงกับบ่าวทั้งสองคนก็แยกไปอีกทาง ระหว่างที่เดินมุ่งหน้าไปยังวังจิ้งหวางฝูอวี้ฉยงก็ถามไถ่เรื่องราวจึงทราบว่าเสี่ยวปาคาดเดาได้ว่านางน่าจะเป็นคุณหนูฝูแห่งสกุลหนานกงเมื่อเห็นว่าคุณหนูน้อยบ้านหนานกงถูกหาความจึงออกหน้าช่วยเหลือ

              ฝูอวี้ฉยงเอ่ยขอบใจสาวใช้คนสนิทไปหนึ่งคราจากนั้นจึงถามถึงเหตุการณ์ในชุมโจรหมาป่าหลังจากที่นางหายตัวไป

              “พวกโจรแอบซ่อนอยู่ห้องใต้ดินของค่ายโจรอีกกลุ่มก็ไปปล้นอีกทาง แต่ก็ติดตามมาได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ แต่ก็มีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่างคนที่พวกคุณชายฮั่วจับได้ที่ห้องใต้ดินใต้อาคารสามชั้นที่คุณหนูทำลายไปพวกมันเล่าว่าทุกวันต้องหาคนสิบคนส่งเข้าไปด้านล่างอาคารคนพวกนั้นจะถูกพลังชั่วร้ายครอบงำจนฆ่าฟันกันเองยิ่งต่อสู้ก็เหมือนพลังชั่วร้ายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น”

              “ข้าเข้าใจแล้ว”คำบอกเล่าของเสี่ยวปาตรงกับที่นางคาดการณ์ไว้จริง ๆการครอบงำร่างสถิตให้ฆ่าฟันกันเอง แม้ร่างนั้นจะกลายเป็นซากศพไปแล้วแต่กลับยังมีจิตอาฆาตช่วยเพิ่มพลังงานชั่วร้ายให้ปราณอสูรแข็งแกร่งขึ้นนางได้แต่ภาวนาว่ามันเป็นกลุ่มพลังสุดท้ายที่เล็ดรอดออกมา ไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องน่ากลัวระดับภัยพิบัติเลยทีเดียว

              “แล้วเจ้าเล่าช่วงหลายวันมานี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”ผู้เป็นนายหันไปถามความเอาจากเสียวจิ่วที่เงียบเชียบผิดปกติ

              “เปล่าขอรับ บ่าวเพียงคิดถึงคุณหนูก็เท่านั้น”

              “เจ้าโตแล้วนะเสียวจิ่ว ยังมาอ้อนเป็นเด็กเล็กๆ ไปได้” ถึงพูดเช่นนี้แต่มือข้างขวากลับยื่นไปเคาะหน้าผากเจ้าตัวดีอย่างนึกเอ็นดูเสี่ยวปาเห็นเช่นนั้นถึงกับยิ้มออกมาเพราะนางเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับน้องชายหลายปีมานี้คุณหนูเลี้ยงดูพวกเขามาตลอดย่อมเกิดความรักความผูกพันเสมือนคนสายเลือดเดียวกัน

              ยามต้องห่างกันแม้เป็นเวลาไม่กี่วันแต่ความคิดถึงกลับขยายจนเต็มห้วงหัวใจ

             

              สามนายบ่าวปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าวังที่ประทับของจิ้งหวางซึ่งเป็นหวางเชื้อพระวงศ์เพียงไม่กี่คนที่มีอยู่ในปัจจุบันเนื่องจากต้าหวางยังไม่มีโอรสเลยแม้แต่คนเดียว จิ้งหวางจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากผู้เป็นพี่ชายหากต้าหวางเองก็ยังหนุ่มแน่นมีเวลาเหลืออีกมากสถานการณ์ทางการเมืองเรื่องการหาตัวผู้สืบทอดจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลนัก

              “พวกเจ้าเป็นใคร”ทหารองครักษ์ที่ยืนประจำด้านหน้าประตูเข้าวัง ยกทวนแหลมขึ้นมาขัดไขว้ขวางทางไว้

              “ข้ามาพบจิ้งหวาง”

              “โปรดแสดงเทียบเชิญ” ทหารคนหนึ่งบอกขึ้นเพราะเป็นกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนอกจากผู้มาเยือนจะเป็นคนคุ้นเคยหรือมีตำแหน่งหน้าที่ชัดเจนพวกเขาจึงยอมให้เข้าไปรอที่โถงหน้าสุดส่วนรับรองแขก

              “ข้าไม่มีเทียบหรอก แต่เจ้ารอสักครู่”หญิงสาวหลับตาลงหยิบถุงผ้าที่ใส่ของบางอย่างไว้ออกมาแล้วยื่นส่งให้องครักษ์ผู้นั้น

              “รบกวนเจ้านำสิ่งนี้ไปมอบให้กงกง...เขาจะทราบเองว่าควรต้องทำสิ่งใด” ทหารผู้นั้นรับถุงผ้าไปถือไว้พลางเปิดออกดูเพื่อตรวจสอบก็พบว่าภายในมีผ้าพับไว้หนึ่งชิ้นดูแล้วไม่น่ามีอันตรายซ่อนเร้นทั้งท่าทางและคำพูดของหญิงสาวเจ้าของถุงผ้าก็ดูไม่มีพิรุธ นางแม้แต่งตัวเรียบง่ายไร้เครื่องประดับล้ำค่าแต่พวกเขาที่รับใช้คนชนชั้นสูงมาทั้งชีวิต ไหนเลยจะมองกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาจากตัวนางไม่ออก

              “แม่นางโปรดรอสักครู่” เขาผละออกจากที่ แล้วเข้าไปด้านหลังประตูเพื่อบอกให้ทหารอีกคนนำถุงผ้าไปมอบไว้ให้กับกงกงส่วนตัวเขาเองได้เดินกลับมาประจำหน้าที่เดิม

             

              ไม่ช้าด้านหลังประตูแดงลงรักบานใหญ่ก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งตรงมาอย่างรีบร้อนยามประตูเล็กเปิดออกก็เห็นว่าผู้มาคือจางกงกง ขันทีใหญ่ประจำวังหวางแห่งนี้

              “เจ้าของถุงผ้าเล่า”เขารีบถามด้วยเสียงเร่งรีบ ดูแล้วผิดกิริยาขันทีใหญ่ ทั้งที่รับตำแหน่งมา ๖ ปีวางตัวอยู่ในกฎระเบียบมาตลอด หากวันนี้เขากลับเสียกิริยาหลุดจากมาดขันทีใหญ่

              “แม่นางท่านนี้ขอรับ”

              “หวางเหยมีบัญชาให้แม่นางเข้าไปพบแล้วขอรับ”จางกงกงรีบบอกทั้งยังผายมือเชิญหญิงสาวเข้าไปด้านในวังที่ประทับเสี่ยวปาเสียวจิ่วติดตามนายสาวของตนเข้าไปด้วยอย่างไม่รอช้าซึ่งจางกงกงก็ไม่ได้ว่ากล่าวอันใด ยามนี้สิ่งที่อยู่ในถุงผ้าสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น

              ทั้งที่หวางเหยประทับอยู่แต่ในวังมิค่อยสุงสิงหรือรับเทียบจากผู้ใดแต่เพียงเห็นของในถุงผ้าที่จางกงกงส่งให้ก็ถึงกับลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วออกคำสั่งให้ไปเชิญตัวเจ้าของถุงผ้าทันที

             

              ก่อนถึงที่ประทับของผู้เป็นเจ้านายก็พบเข้ากับกลุ่มคนที่กำลังเดินออกมาจากอีกฟากของอาคาร คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยหญิงสาวผู้หนึ่งสวมชุดกรุยกรายเกล้าผมเป็นมวยประดับด้วยปิ่นทองระย้าเข้ากับใบหน้างดงาม ด้านหลังของนางมีสาวใช้สองคนและขันทีหนึ่งคน

              “ผู้ใดกัน”เสียงแหลมถามขึ้นทำให้จางกงกงจำต้องหยุดฝีเท้า และหันไปคำนับหญิงสาวผู้นั้นถึงอย่างไรนางก็เป็นเจ้านายผู้หนึ่งของวังแห่งนี้ แม้เจ้าของวังจะไม่โปรดปรานนางเลยแม้แต่น้อย

              “แขกของหวางเหยขอรับ”

              “หึ หวางเหยรับแขกตั้งแต่เมื่อใด”หญิงสาวผู้นั้นถามกลับอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ยิ่งเห็นว่าแขกของหวางเหยมีสตรีถึงสองนางความริษยาในใจก็เลยลุกโหมขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะหลายปีที่ผ่านมานางใช้ชีวิตที่นี่ไม่ต่างจากเศษขยะที่จิ้งหวางไม่ชายตามอง

              “ขออภัยชายารอง แต่หวางเหยมีพระบัญชาบ่าวต้องรีบพาแขกไปพบขอรับ”  จางกงกงไม่คิดตอบคำให้มากมายเพียงยกมือขึ้นคำนับแล้วเดินนำสามคนนายบ่าวจากไปทันที

              โต้วเช่อเฟยมองตามด้วยแววตาเกรี้ยวกราดแต่ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้

     

              จางกงกงนำทั้งสามมาจนถึงเรือนหลักในเขตที่ประทับมันเป็นอาคารชั้นเดียวที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงความลุ่มลึกชัดเจน ทางเดินด้านหน้าก่อนเข้าเรือนสร้างขึ้นเป็นสะพานไม้สีดำข้ามลำธารจำลองเล็กๆ ซึ่งมีไม้ดอกไม้ประดับพุ่มเตี้ยปลูกแซมสลับกัน

            เวลานี้จิ้งหวางกำลังยืนรออยู่ด้วยความร้อนใจเมื่อเขาหันมามองสามคนแปลกหน้า ก็ได้แต่เลิกคิ้วมองอย่างสงสัยเพราะในความทรงจำเขาไม่เคยพบเจอคนทั้งสามมาก่อนเลย แล้วเหตุใดคนเหล่านี้จึงมีถุงผ้าชิ้นนั้นได้

              ด้านฝูอวี้ฉยงที่ก้าวเข้ามาด้านในเรือนหลักก็พบว่าชายหนุ่มที่ยืนห่างออกไปหลายสิบก้าวคือสหายรักของน้าชายของนางหากวันเวลาที่ผ่านพ้นไป ๖ ปี จิ้งหวางกลับดูผอมลงกว่าเดิมใบหน้าก็ไม่ได้ผ่องใสเช่นวันวานแววตาที่สะท้อนมองมานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าเจือจาง

              “ผู้ใดมอบถุงผ้านี้ให้พวกเจ้า”

              “มิมีผู้ใดมอบให้ข้า”ฝูอวี้ฉยงตอบคำอย่างเรียบง่ายนางไม่ได้หวาดกลัวคำถามที่เต็มไปด้วยความสงสัยจากอีกคนเลยแม้แต่น้อย

              “แม่นางหากเจ้ารู้ที่มาของสิ่งของชิ้นนี้ก็อย่าล้อเล่นเลย”

              “ข้าย่อมรู้ดี” กล่าวจบก็บังเกิดกำแพงพรางตากางออกอย่างหนาแน่นภายในมีเพียงจิ้งหวางที่ยืนอยู่อีกฝั่ง กับหญิงสาวเจ้าของปราณปกปิดนี้

              “เจ้า...”สือเจียหย่งแม้เคยท่องแดนยุทธภัณฑ์ติดตามอาจารย์สิบปีแต่ไม่เคยพบเจอรุ่นเยาว์ที่สามารถสร้างปราณสูงราวกำแพงและปกปิดทุกทิศทางได้อย่างที่หญิงสาวตรงหน้าสร้างขึ้นในใจของเขาย่อมเกิดความระวังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว มิรู้ว่านางมาดีหรือมาร้ายกันแน่

              “ผ้าคลุมบรรพตมหานที ท่านน้ามอบให้ข้าระหว่างเดินทางผ่านสามแยกในเขาวาตะข้าไม่เชื่อว่าท่านจะไม่สืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ ๖ ปีก่อน”

              “เจ้า ...ไม่จริง”

              “ข้ามีเพียงหนึ่งคำถามวันนั้นที่ท่านพบศพของแม่นมซูกับศพของฝูอวี้ฉยงท่านได้พบรถม้าที่พวกนางนั่งไปด้วยหรือไม่” หญิงสาวรู้ดีว่าเป็นใครก็ไม่มีทางเชื่อคนที่ตายไปแล้ว ๖ ปีกลับฟื้นคืนมา ทั้งฝูอวี้ฉยงผู้นั้นยังเป็นเด็กหญิงขาพิการมิอาจเคลื่อนไหวได้ด้วยสองขาตนเองการที่นางปรากฏตัวขึ้นพร้อมแสดงพลังปราณระดับสูงออกมาย่อมเชื่อได้ยากว่าจะเป็นคนคนเดียวกัน

              “พบ”

              “เช่นนั้นท่านคงเจออักษรที่ข้าเขียนทิ้งไว้ทั้งที่ซ่อนในตำรา ซ่อนไว้ใต้เบาะ และใต้ขาโต๊ะเขียนหนังสือสินะ”มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าจดหมายที่ตนเขียนบอก ว่าสำนักพยัคฆ์หมอบเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารอยู่ที่ใดบ้างเมื่อนางสามารถระบุจุดที่ซ่อนไว้ถูกต้องทั้งหมด มีหรือที่จิ้งหวางจะไม่ตกใจ

              “แต่จิงเว่ยยืนยันว่าศพไร้ศีรษะศพนั้นคือเสี่ยวฉยง”

              “ท่านอาจไม่อยากเชื่อแต่ข้าคือฝูอวี้ฉยงผู้นั้น”นางยืนยันด้วยสุ้มเสียงหนักแน่น เพียงฝ่ามือขวาขยับผ้าคลุมบรรพตมหานทีที่อยู่ภายในถุงผ้าก็เคลื่อนออกมาเดิมผ้าคลุมผืนนี้ฉีกขาดเมื่อครั้งที่นางตกลงไปในหุบเหวอเวจีแต่หลังจากที่นางเรียนรู้ยันต์เวทก็ได้ทดลองซ่อมแซมมันขึ้นและพบว่ายันต์เวทสามารถคืนรูปเดิมของมันได้อย่างน่าอัศจรรย์

              “นี่เจ้าสามารถควบคุมได้เช่นไร”

              “พันธะของท่านน้ายังคงอยู่เหตุที่ข้าควบคุมผ้าคลุมผืนนี้ได้ย่อมมีเพียงข้อเดียวนั่นคือผู้เป็นเจ้าของมอบไว้ให้ข้าอย่างไรเล่า”

              “นี่เจ้าคือเสี่ยวฉยงจริง ๆ หรือ” สือเจียหย่งแม้ไม่อยากเชื่อแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้เขาไม่อาจหาข้อโต้แย้ง หญิงสาวผู้นี้อายุก็ใกล้เคียงกับเสี่ยวฉยงทั้งดวงตากลมดำเป็นเอกลักษณ์ก็เหมือนกันอย่างมาก

              “เรื่องของข้ามิสำคัญเท่าเรื่องของท่านน้าหรอก  ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าท่านน้าอยู่ที่ใด”

              “ฉางเซิน ...”

              “ท่านบอกข้ามา ขอแค่เขายังมีลมหายใจเหลืออยู่ข้าย่อมพาเขากลับมาได้แน่” ฝูอวี้ฉยงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียงของนางสั่นมากเพียงไหนทั้งที่นางบอกออกไปแต่ในใจกลับไม่เหลือความมั่นใจเลยแม้แต่น้อยครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่นางรับปากทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ผู้อื่นเมื่อมันกลายเป็นเรื่องของคนใกล้ตัว ...นางกลับไม่รู้เลยว่าแท้จริงพวกเขาเหล่านั้นคือจุดตายจุดเดียวที่มีอยู่ของนาง

              “ก็ได้”เสียงตอบรับกลับมาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังจนฝูอวี้ฉยงนึกหวาดกลัวตอนนี้ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วอีกอย่างจิ้งหวางก็เชื่อแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าคือฝูอวี้ฉยง จึงยอมให้นางพบกับหนานกงฉางเซิน

              ยามเมื่อนางเก็บพลังปราณกลับคืนจางกงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกถึงกับทรุดลงกับพื้น เพราะถูกพลังปราณระดับสูงของหญิงสาวข่มขวัญเอา

              “เจ้าติดตามข้ามา” จิ้งหวางหันมองบ่าวรับใช้เล็กน้อยก่อนมองฝูอวี้ฉยงพร้อมบอกคำแล้วหันตัวเดินกลับเข้าไปด้านหลังของเรือน หญิงสาวจึงหันไปสั่งความให้สองพี่น้องรอคอยนางอยู่ที่นี่จากนั้นก็ก้าวเท้าสาวเดินตามเจ้าของเรือนไปอย่างไม่รอช้า ทุกก้าวย่างที่เหยียบลงคล้ายมีเหล็กแหลมทิ่มตำสร้างความหวาดหวั่นให้ทุกขณะจิต แต่ฝูอวี้ฉยงก็ยังกัดฟันเดินต่อ

              ทางที่จิ้งหวางนำทางไปนำตั้งอยู่ภายในเรือนหลักเพียงแต่มีทางเดินซับซ้อนหลายขั้นตอน เดินอยู่เกือบ ๑ ถ้วยชาก็มาหยุดอยู่ด้านหน้าผนังศิลาขนาดใหญ่ฝูอวี้ฉยงไม่จำเป็นต้องแตะผนังหินก็พบว่าด้านหลังมีไอเย็นยะเยือกแทรกซึมออกมาเมื่อเขากดสลักและประทับหยกพกกับร่องบนผนัง ประตูกลที่ซ่อนอยู่ก็เปิดออกพร้อมไอควันหนาวเหน็บที่พวยพุ่งออกมาด้านใน

              “ฉางเซินอยู่ที่นี่”จิ้งหวางบอกเสียงแหบพร่าคล้ายมีเสียงสะอื้นแทรก หญิงสาวก้าวเข้ามาด้านในก็พบว่าหลังประตูกลบานนั้นคือถ้ำไม่เล็กไม่ใหญ่น่าจะเป็นถ้ำหินธรรมชาติที่อยู่ด้านหลังวังจิ้งหวาง เพราะด้านในมีร่องรอยหินงอกหินย้อยอยู่มากมายกลางห้องมีเตียงหลังใหญ่ที่สามารถแผ่ไอเย็นออกมาได้ตลอดเวลา เมื่อมองดี ๆ ก็พบว่าใต้ไอเย็นสีขาวที่ปกคลุมบนเตียงหลังนี้มีร่างของบุรุษที่นางตามหานอนหลับตาอยู่อย่างสงบนิ่ง

              ในที่สุดนางก็พบเจอท่านน้าเสียที อย่างน้อยเขาก็ยังมีลมหายใจเหลืออยู่เพียงเท่านี้ก็ถือว่าสวรรค์มิโหดร้ายกับนางเกินไปแล้ว ...

     

    ************

    **ขอบคุณทุกกำลังใจทุกการเยี่ยมชม และทุกคอมเมนต์นะ

     

     

    ZHMX

     

     

     


     


    [1]ยามจื่อ ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.

    คล้ายกับเรื่องย่ำภพสยบแดน (จบ) ที่คุณอ่าน