จี้ชิงหลิงที่ถูกกักขังอยู่ภายในเขตแดนกลับรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างน่าประหลาด หงไท่ผู้นั้นมิอาจย่างกรายเข้ามาได้ ทว่าท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายเองก็อยู่ห่างไกลเกินกว่าจะฝ่าวงล้อมการต่อสู้เข้ามาหลบภัยข้างในนี้ได้เช่นกัน
สายตาของนางจับจ้องไปที่ศรทองที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือของหงไท่ เพียงชั่วพริบตาเดียว มันก็สร้างาแฉกรรจ์ให้แก่ผู้าุโห้าจนแทบสิ้นชีพ ผู้าุโห้าไร้ซึ่งโอกาสจะตั้งตัว มิใช่เพียงแค่ความเร็ว แต่พลานุภาพของมันยังรุนแรงดุดันยิ่งนัก
นางมองดูร่างผู้าุโห้าที่นอนแน่นิ่งราบไปกับพื้นธรณี ศรขนทองดอกนั้นขยับไหวขึ้นลงตามจังหวะชีพจรที่รัวเร็ว โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักย้อมเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์จนแดงเดือดดั่งดอกไม้เพลิง
“ผู้าุโห้า!”
ท่ามกลางความโกลาหล หัวหน้าหมู่บ้านถลันกายเข้าไปดูอาการ พร้อมรีบยัดยารักษาอาการาเ็ใส่ปากเขาอย่างร้อนรน
หงไท่ได้ยินเสียงร้องเรียกนั้น เพียงขยับจิตสั่งการเบาๆ ศรขนทองดอกนั้นก็พุ่งวาบออกจากอกของผู้าุโห้า ลอยกลับมาหยุดนิ่งเหนือฝ่ามือของเขา เปลวเพลิงอัคคีร้อนแรงลุกโชนโอบล้อมตัวศรไว้
ผู้าุโห้าผู้เคราะห์ร้ายถูกกระชากศรออก ร่างกายกระตุกเกร็ง โลหิตยิ่งทะลักพรั่งพรูลงสู่ผืนดินเบื้องล่างจนชุ่มโชก
“เปิดเขตแดนซะ!”
เป้าหมายของหงไท่มิใช่การสังหารผู้ใดให้สิ้นซาก เขาเพียง้ากดดันหัวหน้าหมู่บ้านด้วยรังสีสังหารอันน่าสะพรึง
“ท่านผู้าุโ... ก่อนหน้านี้ท่านก็ได้ประจักษ์แล้ว เขตแดนนี้คือเขตแดนสายเืที่บรรพบุรุษตระกูลจี้ได้วางค่ายกลไว้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปิดมันได้ตามอำเภอใจ มีเพียงผู้สืบสายเืตระกูลจี้เท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าไปได้ขอรับ”
หัวหน้าหมู่บ้านระดับสร้างรากฐานเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับจินตาน ย่อมมิกล้าเอุ่ยคำเท็จ ได้แต่ภาวนาให้ทางเมืองทงเฉิงได้รับข่าวสารแล้วส่งกำลังเสริมมาโดยเร็ว
ยามนี้ผู้าุโห้าหมดสภาพต่อสู้ พวกเขาที่เหลือก็เปรียบเสมือนมดปลวกที่อีกฝ่ายจะบี้ให้ตายเมื่อใดก็ได้ มิใช่ว่าพวกเขาขลาดเขลาไม่อยากสู้ แต่เมื่อศัตรูคือระดับจินตาน ส่วนพวกเขาระดับสูงสุดเพียงสร้างรากฐาน การวู่วามย่อมหมายถึงการนำชีวิตคนทั้งหมู่บ้านไปทิ้งอย่างสูญเปล่า
ความร้ายกาจของเขตแดนสายเืนี้ หงไท่เองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์มาบ้าง
ในเมื่อสถานการณ์บีบคั้นถึงขั้นนี้ คงต้องเปลี่ยนวิธีการ เขาล้วงหยิบของวิเศษสำหรับทำลายค่ายกลที่หัวหน้าตระกูลหงอุตส่าห์ไปขอยืมมาจากจวนเ้าเมือง แล้วเหาะเหินขึ้นไปลอยตัวอยู่เหนือเขตแดนต้นิญญา
วิ้ง!
หม้อวิเศษขยายขนาดมหึมาขึ้นในพริบตา ครอบทับเขตแดนทั้งหมดไว้อย่างแ่าราวกับฝาชีครอบแมลง
จี้ชิงหลิงถูกขังไว้ข้างในโดยไม่ทันตั้งตัว นางยืนงงเป็ไก่ตาแตก!
“ท่านผู้าุโ! ได้โปรดปล่อยหลิงเอ๋อร์ของข้าออกมาจากเขตแดนก่อนเถิด!” จี้หลินไห่ร้องะโ
“ไสหัวไป!”
มือข้างที่ไร้าแของหงไท่สะบัดเพียงวูบเดียว คลื่นพลังกระแทกร่างของจี้หลินไห่จนปลิวละลิ่วกระเด็นไปไกล
อานุภาพที่หม้อวิเศษปลดปล่อยออกมาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เขตแดนเริ่มสั่นไหวระริก จี้ชิงหลิงทุบผนังหม้อไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง “ผู้าุโหง! ปล่อยข้าออกไปก่อนสิ!”
แต่ความพยายามของนางช่างไร้ผล เมื่อพบว่าตนเองกำลังทำเื่โง่เขลา นางจึงถอยกรูดไปยืนกอดต้นไม้อยู่ใต้ร่มเงา เอาตัวแนบชิดกับลำต้นให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
วินาทีนี้ นางทำได้เพียงเดิมพัน... เดิมพันว่าคนผู้นั้นจะไม่กล้าทำลายต้นิญญาอันล้ำค่า รอให้เขตแดนแตกสลาย นางถึงจะมีหนทางรอด
ทว่า... ไฉนลางสังหรณ์ถึงร้องเตือนถึงอันตรายที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้เล่า?
อักขระโบราณบนผนังเขตแดนเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าบาดตา รอยร้าวปริแตกเริ่มปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา พร้อมกับแรงสั่นะเืที่รุนแรงดั่งแผ่นดินไหว
แสงสีทองนั้นสว่างจ้าจนนางแทบไม่อาจลืมตา รู้สึกเหมือนว่าขุมพลังมหาศาลกำลังจะะเิตูมตามออกมาในไม่ช้า
ในขณะที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด นางพลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ฝ่าเท้า
เมื่อก้มลงมอง ก็พบกิ่งไม้ยาวสองกิ่งยื่นออกมาจากใต้ผืนดิน แล้วช้อนร่างของนางลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ
เอาเถิด! ขนาดิญญาจากโลกปัจจุบันยังถูกเหวี่ยงข้ามภพมายังโลกบำเพ็ญเพียรได้ ยังจะมีเื่ราวพิสดารอันใดที่นางรับมือไม่ได้อีกเล่า!
จี้ชิงหลิงกอดกิ่งไม้นั้นไว้แน่น ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าไปในใจกลางโพรงไม้
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือต้นลูกปัดแดงที่ก่อร่างจากแสงเรืองรองดุจภาพฝัน กิ่งก้านใบเ่าั้ไหวเอนเบาๆ ส่งเสียงดังซูซ่าราวกับบทเพลงขับกล่อม...
ความหวาดกลัวของนางค่อยๆ มลายหายไป พลันมีเสียงหนึ่งดังก้องในจิติญญา...
“ไม่ต้องกลัว... ข้าจะปกป้องเ้าเอง...”
ตู้ม!!!
เขตแดนะเิออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
คลื่นพลังั์จากการะเิกวาดซัดทุกสรรพสิ่งจนล้มกลิ้งระเนระนาด ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
“หลิงเอ๋อร์!”
จี้หลินไห่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ก็รีบพุ่งถลันเข้าไปยังทิศทางของต้นิญญาเป็คนแรก แต่เมื่อกลุ่มควันจางหายไป... ไหนเลยจะมีเงาของต้นไม้ใหญ่ให้เห็น เหลือเพียงเศษไม้แตกหักเกลื่อนกลาด ไม่เหลือเค้าเดิมของต้นิญญาศักดิ์สิทธิ์ที่ตระกูลจี้เฝ้าพิทักษ์มานับพันปี
จี้หลินไห่เริ่มคุ้ยหาจี้ชิงหลิงอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางกองซากกิ่งไม้เ่าั้ หัวใจแหลกสลาย เขาเคยคิดว่าเป้าหมายของหงไท่คือต้นิญญา หลิงเอ๋อร์อยู่ใต้ต้นไม้ก็น่าจะปลอดภัย หากล่วงรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ ต่อให้สู้ไม่ได้ เขาก็จะยอมแลกชีวิตเพื่อช่วยลูกออกมา!
“หลิงเอ๋อร์! หลิงเอ๋อร์ลูกแม่!” ม่อซานเหนียงทรุดกายลงกับพื้น ะโเรียกชื่อลูกอย่างสิ้นหวัง
“แค่กๆ ... ท่านแม่ ข้าอยู่นี่เ้าค่ะ”
มือของจี้หลินไห่และจี้ชิงหยวนชะงักค้าง ม่อซานเหนียงเองก็เงียบเสียงลงฉับพลัน
“ตรงนี้เ้าค่ะ...” เสียงใสแจ๋วดังเล็ดลอดมาจากบริเวณโคนต้นไม้ที่หักโค่น
พวกเขาช่วยกันย้ายท่อนไม้ขนาดใหญ่ออก เผยให้เห็นรังไหมขนาดมหึมาที่ถักทอด้วยกิ่งไม้ เมื่อใช้กระบี่กรีดตัดกิ่งไม้เ่าั้ออก ก็พบจี้ชิงหลิงนอนขดตัวอยู่อย่างปลอดภัย ไร้รอยขีดข่วน
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย ต้นิญญาต้นนั้นได้สละตนเอง กางกิ่งก้านออกมาห่อหุ้มปกป้องนางไว้อย่างมั่นคง หลังการะเิสิ้นสุด ปราณิญญาที่เคยหนาแน่นรอบกายก็สลายไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงเศษไม้ธรรมดากองหนึ่ง
ทางด้านหงไท่ยืนมองซากปรักหักพังด้วยใบหน้าดำทะมึนดุจก้นหม้อ เดิมทีคิดว่ามี ‘หม้อวิเศษเสินมู่’ ของจวนเ้าเมืองมาช่วยทำลายเขตแดนจะเป็เื่ง่ายดายปอกกล้วย ใครจะไปคาดคิดว่าเขตแดนสายเืของตระกูลจี้จะะเิตัวเองได้!
บัดนี้ทั้งต้นิญญาและหม้อวิเศษต่างถูกแรงะเิทำลายจนแหลกเหลว กลับไปครานี้ไม่รู้จะอธิบายกับหัวหน้าตระกูลเช่นไรดี เขาไม่แยแสผู้ใดอีกแล้ว เรียกของวิเศษสำหรับเหาะเหินออกมาแล้วพุ่งทะยานจากไปทันที คราวนี้ตระกูลหงคงตอบคำถามจวนเ้าเมืองได้ยากยิ่งนัก
หงไท่จากไปได้ไม่นาน ก็มีเงาร่างผู้ฝึกตนเหยียบกระบี่บินตรงเข้ามา
“ผู้าุโสาม! ผู้าุโสาม!” หัวหน้าหมู่บ้านเห็นคนผู้นั้นก็รีบเข้าไปต้อนรับ
“เกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่?” ผู้าุโสามกวาดตามองสภาพเละเทะรอบกายด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
“เป็ฝีมือของหงไท่แห่งตระกูลหงขอรับ มันพกของวิเศษมาทำลายเขตแดน หวังจะแย่งชิงต้นิญญา แต่คิดไม่ถึงว่าเขตแดนจะะเิตัวเอง ต้นิญญาถูกทำลายย่อยยับ ผู้าุโห้าก็าเ็สาหัส...”
ผู้าุโสามเพิ่งสังเกตเห็นร่างผู้าุโห้าที่นอนจมกองเือยู่ไกลออกไป ลมหายใจรวยริน หากไม่รีบรักษาคงไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้
จี้ชิงหลิงมองดูผู้าุโสามยกมือเรียกสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายราชสีห์มีปีกออกมาจากถุงสัตว์เลี้ยง แล้วประคองร่างผู้าุโห้าขึ้นหลังสัตว์เพื่อจะรีบพาไปรักษาตัว
“ผู้าุโสาม!”
ผู้าุโสามชะลอฝีเท้าหันกลับมา
“พวกเรา...” หัวหน้าหมู่บ้านวิ่งตามออกมา พวกเขาล้วนเป็คนตระกูลจี้ อุทิศตนเฝ้าต้นิญญาอยู่ที่นี่มาตลอด แต่บัดนี้ต้นิญญาถูกทำลายไปแล้ว...
ผู้าุโสามครุ่นคิดครู่หนึ่ง “พวกเ้าอยู่ที่หมู่บ้านไปก่อน ถึงเวลาหัวหน้าตระกูลจะมีคำสั่งลงมาเอง”
กลุ่มคนได้แต่มองส่งผู้าุโสามพาผู้าุโห้าเหาะจากไป พวกเขารู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งไว้กลางทาง คนหลายรุ่นเฝ้าต้นไม้ให้ตระกูลจี้ แต่กลับได้รับผลตอบแทนเป็จุดจบเช่นนี้หรือ?
ทุกคนล้อมวงมองกองกิ่งไม้แห้งเหี่ยวพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ ของเหล่าสตรี ในหมู่พวกเขามีทั้งคนที่เพิ่งย้ายมาไม่กี่สิบปีเช่นครอบครัวของจี้ชิงหลิง และคนที่ยึดถือภารกิจเฝ้าต้นิญญาสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเฉกเช่นหัวหน้าหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านคุกเข่าลง กำกิ่งไม้หักท่อนหนึ่งไว้ในมือแน่น ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะพรรณนา
“เฮ้อ... ยามที่บรรพบุรุษตระกูลจี้ค้นพบต้นลูกปัดแดงที่เขาเสี่ยววั่ง ตระกูลจี้เราเป็เพียงตระกูลปลายแถวไร้ชื่อเสียง บรรพบุรุษท่านนั้นเชี่ยวชาญด้านการปรุงโอสถ จึงนำผลลูกปัดแดงมาหลอมเป็ยาชุบิญญาที่ช่วยขัดเกลาพลังปราณได้ อาศัยยาชุบิญญานี้ ตระกูลจี้แห่งเมืองทงเฉิงถึงได้มีวันนี้... และก็อาศัยทรัพยากรที่ได้จากยานี้ บรรพบุรุษท่านนั้นจึงกลายเป็ผู้ฝึกตนระดับฮว่าเสิน เพียงหนึ่งเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ตระกูลจี้”
เอ่ยถึงตรงนี้ หัวหน้าหมู่บ้านก็ะเืใจ นั่นคือตำนานบรรพบุรุษของพวกเขา “ได้ยินว่าสมัยนั้นตระกูลจี้รุ่งเรืองสุดขีด แม้แต่จวนเ้าเมืองยังต้องยอมลงให้ถึงสามส่วน น่าเสียดายที่่เวลาทองอยู่ได้ไม่นาน บรรพบุรุษระดับฮว่าเสินถูกลอบทำร้ายจนาเ็สาหัสระหว่างออกเดินทาง หนีซมซานกลับมาถึงตระกูลจี้ก็สั่งเสียได้เพียงไม่กี่คำ วางเขตแดนล้อมรอบต้นิญญาไว้ แล้วก็สิ้นใจไป... นับแต่นั้นตระกูลจี้ก็ไม่เคยมีผู้ฝึกตนระดับฮว่าเสินถือกำเนิดขึ้นอีกเลย ระดับหยวนอิงก็น้อยลงเรื่อยๆ ตระกูลจี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ค่อยๆ เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา”
ความเสื่อมถอยของทั้งตระกูลดูเหมือนจะใช้เวลาเพียงไม่ถึงร้อยปี จากตระกูลใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่ ลดชั้นลงมาเป็เพียงตระกูลระดับสอง
“หลายสิบปีก่อน ผู้าุโระดับหยวนอิงคนสุดท้ายของตระกูลก็สิ้นอายุขัย ยามนี้ผู้ที่มีพลังสูงสุดมีเพียงผู้าุโใหญ่ที่เก็บตัวทะลวงด่าน ซึ่งก็ติดค้างอยู่ที่ขั้นจินตานสมบูรณ์แบบมาเนิ่นนาน”
ชิงหลิงเคยรับฟังเื่ราวความรุ่งเรืองและความตกต่ำของตระกูลจี้จากปากบิดามาแล้ว นางไม่มีความรู้สึกผูกพันใดๆ ให้กับสิ่งที่เรียกว่าตระกูลจี้แห่งเมืองทงเฉิงเลยสักนิด หลายปีมานี้นางได้ยินคนในหมู่บ้านตัดพ้ออยู่เสมอว่า ส่วนแบ่งที่ตระกูลจี้มอบให้พวกเขา เทียบกับคนในเมืองแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว สิ่งที่พวกเขาได้รับ ดีกว่าผู้ฝึกตนอิสระที่ไร้รากฐานเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
ยาชุบิญญาที่ผลิตได้ในแต่ละปี นอกจากส่วนที่ขายออกไปทำกำไร ส่วนที่เหลือจะแจกจ่ายให้คนในตระกูลใช้ฝึกตน แต่พวกนางที่เฝ้าดูแลอยู่เขาเสี่ยววั่งกลับไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของมัน
“หลินไห่... ชิงหลิงลูกเ้าไม่เป็ไรแน่นะ?” ในที่สุดก็มีคนฉุกคิดถึงเื่ที่จี้ชิงหลิงถูกจับตัวไปเมื่อครู่ขึ้นมาได้
“นั่นสิ ะเิรุนแรงปานนั้น นังหนูหลิงไม่ได้รับาเ็เลยหรือ?”
“โธ่... ก็ต้องเป็เพราะต้นิญญาคุ้มครองน่ะสิ”
“จริงด้วย ข้าเห็นของวิเศษของไอ้ชั่วนั่นโดนะเิกระจุยเป็ผุยผงเลย”
“นังหนูหลิง ตอนอยู่ในเขตแดนเ้าเจออภินิหารอะไรบ้างหรือเปล่า?”
เมื่อถูกชาวบ้านรุมล้อมซักถามเซ็งแซ่ จี้ชิงหลิงก็ไม่รู้จะตอบเช่นไรดี จะพูดความจริงดีหรือไม่? ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังนี่นา
“ตอนที่หม้อนั่นครอบลงมา เขตแดนก็เริ่มมีรอยร้าวอย่างรวดเร็วเ้าค่ะ ต่อมากิ่งของต้นิญญาก็ม้วนตัวข้าขึ้นไป... ก่อนจะะเิ ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงหนึ่งกระซิบว่า ‘ไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องเ้าเอง’ แล้วเขตแดนก็ะเิตูม จากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วเ้าค่ะ”
ทุกคนเงียบกริบลงทันใด หัวหน้าหมู่บ้านขอบตาแดงระเรื่อ “ไม่เสียแรงที่พวกเราเฝ้าดูแลมาหลายรุ่น... เกรงว่าในต้นไม้คงมีภูตศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ถึงได้รู้จักปกป้องลูกหลานของเรา”
เขาหันกายกลับไปทางทิศที่เคยเป็ที่ตั้งของต้นิญญา โขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความศรัทธาแรงกล้า จี้หลินไห่เห็นดังนั้นก็ดึงแขนชิงหลิงให้คุกเข่าลงด้วย ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็ทยอยคุกเข่าโขกศีรษะตามกันเป็ทิวแถว
การก้มกราบครั้งนี้แฝงไว้ด้วยความอาลัยต่ออดีตอันรุ่งโรจน์ และความสับสนกังวลต่ออนาคตที่มืดมน
ยามนี้ทุกคนต่างพูดไม่ออก จุกแน่นในอก หัวหน้าหมู่บ้านทำได้เพียงสั่งให้ทุกคนช่วยกันเก็บกวาดซากปรักหักพัง แล้วแยกย้ายกันกลับเรือนพัก
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งเดือน ทางตระกูลหลักก็ยังคงเงียบเชียบ ไม่ส่งคนมาแจ้งข่าวคราวว่าจะให้ดำเนินการเช่นไรต่อไป หัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดว่าคงยังไม่เรียกตัวพวกเขากลับเข้าเมืองทงเฉิงในเร็ววันนี้ จะให้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงไปวันๆ ก็ไม่ใช่เื่ จึงเรียกตัวแทนแต่ละบ้านมาปรึกษาหารือ ตกลงกันว่าจะให้ใช้ชีวิตตามปกติเฉกเช่นเดิม ล่าสัตว์ เก็บสมุนไพร และตั้งใจฝึกบำเพ็ญเพียรต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ