คำเตือน : มีการบรรยายถึงความรุนแรงในครอบครัว และการทำร้ายร่างกาย (บรรยายถึงอดีต)
ตอนที่ 7
อดีตของหัวหน้า
ผ่านไปห้าปี หลี่หรงอี้กำลังเรียนมหาวิทยาลัยสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ เวลาที่ไม่มีเรียนหรือ่วันหยุด เขาก็จะติดตามจ้าวอู๋ซวนกับเหยียนคุนที่เป็เ้านายเพื่อเรียนรู้งาน
วันนี้บอดี้การ์ดหลายคนคุยกันเื่สาเหตุและจุดเริ่มต้นที่มาเป็บอดี้การ์ดตระกูลเหยียน บางคนถูกตระกูลเหยียนช่วยเอาไว้ เลยสำนึกบุญคุณอยากตอบแทน บางคนเติบโตมาในตระกูลเหยียนั้แ่เด็ก บางคนก็เป็เด็กกำพร้าเหมือนหลี่หรงอี้
“แล้วหัวหน้าล่ะ?” เห็นทุกคนต่างพูดถึงอดีตของตัวเอง แต่ไม่มีใครพูดถึงจ้าวอู๋ซวนที่เป็หัวหน้า เขาเลยอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
แต่พอถามไปแล้วทุกคนต่างเงียบ จนอดคิดไม่ได้ว่าเป็เื่ที่ไม่ควรถาม
“หัวหน้าไม่ค่อยพูดเื่ตัวเองหรอก แต่ก็ไม่ใช่ความลับอะไร ถ้าเสี่ยวหรงอยากรู้ก็ถามหัวหน้าได้” บอดี้การ์ดที่อยู่มานานและรู้อดีตของจ้าวอู๋ซวนเอ่ยปากทำลายความเงียบ
“ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน อยู่กับตระกูลเหยียนมาหลายปี ผมยังไม่รู้เื่ของหัวหน้าเลย” เสี่ยวซุนเองก็เอ่ยปากด้วยความอยากรู้
“อยากรู้ก็ไปถามหัวหน้าสิ พวกเราจะรอฟังด้วย” เหล่าหลิวตบบ่าให้กำลังใจรุ่นน้อง แต่น้ำเสียงคล้ายกำลังรอดูเื่สนุก
“ไม่เอาดีกว่า ขืนผมไปถาม คงโดนหัวหน้าซ้อมแน่” เสี่ยวซุนรีบส่ายหน้า ก่อนจะหันมาทางหลี่หรงอี้ “เสี่ยวหรง เื่นี้ต้องฝากนายแล้ว ในบรรดาพวกเรา หัวหน้าเอ็นดูนายที่สุด”
“…”
พอถูกโยนภาระที่อันตรายมาให้ หลี่หรงอี้ก็พูดไม่ออก
“อยากรู้เื่หัวหน้ากันไปทำไม ไป ๆ แยกย้ายไปนอน เดี๋ยวหัวหน้ามาได้ยินจะพลอยซวยกันหมด” บอดี้การ์ดที่อายุมากสุดในกลุ่มรีบเอ่ยปากไล่
พอได้ยินแบบนั้นหลี่หรงอี้ก็ฉวยโอกาสออกจากห้องพักผ่อนของบอดี้การ์ด และตรงกลับบ้านหลังเล็กที่อยู่อีกด้านหนึ่งของตึกพักบอดี้การ์ดทันที
บ้านหลังนี้เป็บ้านพักส่วนตัวของจ้าวอู๋ซวนที่เป็หัวหน้าบอดี้การ์ด ั้แ่หลี่หรงอี้เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ของท่านสี่เหยียนก็พักที่บ้านหลังนี้มาโดยตลอด
“ยังไม่นอนเหรอครับ” พอเข้ามาในบ้านและเห็นหัวหน้านั่งดูรายการโทรทัศน์อยู่ที่ห้องนั่งเล่น ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะปกติเวลานี้อีกฝ่ายเข้าห้องปิดประตูนอนแล้ว
“อีกสักพักว่าจะไปนอนแล้ว” จ้าวอู๋ซวนเหลือบตามองคนถาม ก่อนจะเอ่ยปากพูดเรื่อยเปื่อย “วันนี้กลับมาช้ากว่าทุกวัน คงไม่ใช่ว่านินทาฉันใช่ไหม”
ปกติตอนเย็นของทุกวันหลี่หรงอี้ก็จะไปนั่งเล่นหรือพูดคุยกับบอดี้การ์ดคนอื่นที่ห้องพักผ่อนในตึกพักของบอดี้การ์ดเป็ประจำอยู่แล้ว พอเริ่มดึกก็จะกลับมานอน เพียงแต่วันนี้เขากลับมาช้ากว่าทุกวัน
“ไม่มีครับ ไม่มีใครนินทา” เขารีบร้อนตอบด้วยความร้อนตัว คิดในใจว่าหัวหน้าเดาแม่นอย่างกับตาเห็น พอเห็นอีกฝ่ายแค่เหลือบมองก่อนจะหันกลับไปสนใจรายการโทรทัศน์ต่อ ก็ทำใจกล้านั่งลงด้านข้าง แล้วเอ่ยปากถาม
“หัวหน้ามาเป็บอดี้การ์ดของตระกูลเหยียนได้ยังไงเหรอครับ?”
เห็นชายหนุ่มหันมามองด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง หลี่หรงอี้ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา คิดว่าตัวเองไม่ควรถามหรืออยากรู้เื่ส่วนตัวของคนอื่น จึงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษครับ”
“ไม่ใช่เื่ที่ต้องขอโทษ…” จ้าวอู๋ซวนพูดแบบเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้ง “แม่ฉันเป็คนตระกูลเหยียนสายรอง…”
หลี่หรงอี้ที่ถอดใจไปแล้ว และไม่คิดว่าหัวหน้าจะเล่าเื่ของตัวเอง เงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ แต่พอเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เขาก็ไม่กล้าส่งเสียงรบกวน ตั้งใจฟังเงียบ ๆ
“แม่เป็คนตระกูลเหยียนสายรองที่สายเืห่างจากตระกูลเหยียนสายหลักไปหลายรุ่น จนแทบเรียกว่าญาติห่าง ๆ”
ตระกูลเหยียนถือเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ แม้แต่ตระกูลสายรองก็ยังชวนให้คนอิจฉา คุณแม่ของจ้าวอู๋ซวนโชคดีที่เกิดในตระกูลเหยียน แต่ก็โชคร้ายที่เกิดในครอบครัวที่เห็นลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว
ั้แ่เกิดมาเธอไม่เคยได้ััความรักความอบอุ่นของพ่อกับแม่ เพราะทั้งสองคนอยากได้ลูกชายไม่ใช่ลูกสาว จึงถูกละเลยมาั้แ่เด็ก พอน้องชายเกิด ฐานะในบ้านของเธอก็ยิ่งกระอักกระอ่วนและถูกเมินเฉยมากขึ้น พ่อแม่ทุ่มเทความรักให้น้องชาย ส่วนเธอกลายเป็ส่วนเกินที่แทบไม่มีตัวตน
แม้แต่ปู่กับย่าเองก็รังเกียจเธอ ทุกอย่างที่น้องชายอยากได้ ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนพ่อแม่ก็เต็มใจซื้อให้ แต่สำหรับเธอ แค่อยากได้ตุ๊กตาตัวเดียวยังต้องขอแล้วขออีก แถมยังตามมาด้วยคำบ่นมากมาย
ตอนเรียนเรียนมหาวิทยาลัย เธอได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่ดีกับเธอมาก หญิงสาวที่ขาดความรักและอ่อนต่อโลกอย่างเธอจึงตกหลุมรักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น
แต่เพราะฐานะที่แตกต่างกันเกินไป พอครอบครัวรู้ เธอก็ถูกสั่งห้ามและกีดกัน แถมถูกด่าทอต่อว่า ปู่กับย่าถึงขั้นหลุดปากว่าไม่น่าปล่อยให้เธอเกิดมา
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังดึงดันที่จะคบกับผู้ชายคนนั้น สุดท้ายจึงถูกครอบครัวตัดขาดและไล่ออกจากบ้าน บอกว่าไม่เคยมีลูกอย่างเธอ และต่อไปนี้ไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีก
“่สองสามปีแรก พ่อดูแลแม่ดีมาก หลังจากที่ฉันเกิดมาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป”
ั้แ่จำความได้ จ้าวอู๋ซวนก็เห็นพ่อเอาแต่ดื่มเหล้า และทำร้ายร่างกายแม่บ่อยครั้ง เขาเคยถามว่าทำไมถึงยังทนอยู่กับผู้ชายคนนี้ ทำไมไม่หนีไป
แม่บอกว่าเมื่อก่อนพ่อไม่ใช่คนแบบนี้ เขาเป็คนแรกที่มอบความรักความอบอุ่นให้เธอ ถึงเวลาติดเหล้าจะเปลี่ยนเป็คนละคน แต่เวลาที่เขาไม่ได้ดื่มเหล้าก็ยังดีกับเธอเหมือนเมื่อก่อน ทำให้เธออาลัยอาวรณ์กับความอบอุ่นที่เขามีให้ และไม่สามารถหนีไปไหนได้ ความรักที่มีมันทำให้เธอยอมทนทุกอย่าง
ตอนนั้นจ้าวอู๋ซวนไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าต้องรู้สึกรักมากขนาดไหนถึงยอมทนความเจ็บช้ำน้ำใจได้แบบนี้
“ตอนที่ฉันอายุเจ็ดขวบ พ่อที่หายหน้าไปหลายเดือนกลับมาที่บ้าน…”
วันนั้นยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของจ้าวอู๋ซวน ผู้ชายคนนั้นเมาเหล้ากลับมา หลังจากที่หายหน้าไปหลายเดือน พอกลับมาถึงก็รื้อค้นข้าวของในบ้านไปทั่ว จนเจอเงินที่แม่ซ่อนเอาไว้
แม่พยายามขอคืน บอกว่าเป็เงินที่เก็บเอาไว้เป็ค่าเทอมให้เขา แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ฟัง แถมยังลงมือทุบตีแม่
จ้าวอู๋ซวนที่เพิ่งอายุแค่เจ็ดขวบ เห็นพ่อทุบตีแม่จนสะบักสะบอมก็ยังไม่ยอมหยุด จึงเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกผู้ชายคนนั้นถีบกระเด็น พอเห็นแม่ถูกทุบตีจนลมหายใจรวยริน เขาจึงหยิบมีดทำครัวขึ้นมาขู่ แต่ด้วยความเป็เด็กสุดท้ายก็โดนพ่อตีกระเด็นอีกครั้ง แถมยังถูกตีอีกหลายที
แม่ที่าเ็หนักเห็นเขาถูกทุบตีก็พยายามฝืนตัวเองขึ้นมาคว้ามีด แล้วแทงพ่อไปหลายแผล ระหว่างยื้อแย่งมีดกัน แม่เองก็ถูกแทงเข้าที่ท้อง แถมยังสาหัสกว่าพ่อด้วย สุดท้ายก็ล้มลงทั้งคู่
จ้าวอู๋ซวนที่ทั้งใและหวาดกลัวรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจและรถพยาบาล สุดท้ายแม่เสียชีวิตก่อนรถพยาบาลจะมาถึง ส่วนพ่อไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ตำรวจติดต่อกลับไปยังตระกูลเหยียน แต่ญาติพี่น้องฝั่งแม่ไม่มีใครคิดจะรับเขากลับ แถมยังบอกว่าเขาไม่ใช่คนของตระกูลเหยียน
สุดท้ายเป็ท่านเหยียนที่เป็ผู้นำตระกูลในตอนนั้นรับเขาไปเลี้ยงดู และรับเป็ลูกบุญธรรม เขาจึงเติบโตมาพร้อมกับเหยียนคุนที่เป็ลูกชายคนเล็กของผู้นำตระกูล
ความจริงท่านเหยียนจะให้เขาเปลี่ยนไปใช้แซ่เหยียน แต่เขาปฏิเสธไป
พอเล่าจบจ้าวอู๋ซวนก็เงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยปากท่ามกลางความเงียบ “เป็ไงชีวิตฉัน ฟังแล้วรู้สึกยังไง?”
หลี่หรงอี้ที่กำลังอึ้งกับอดีตของหัวหน้า ยังตั้งสติไม่ได้ และไม่ได้ยินคำถาม เขาเอาแต่จมอยู่กับความเศร้า รู้สึกเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้
“ตอนเด็กฉันมีความคิดว่าพ่อสมควรตาย ถ้าพ่อตายหรือหายไปซะ แม่ก็คงไม่ต้องเจ็บตัวหรือทรมานอีก เธอว่าฉันเป็พวกเลวทรามหรือโหดร้ายไหม?” จ้าวอู๋ซวนยังคงพูดต่อโดยไม่สนใจว่าเด็กหนุ่มจะได้ยินไหม คล้ายกับว่ากำลังระบายความในใจที่เก็บไว้นานหลายปีออกมา
“...”
หลี่หรงอี้ยกเขาขึ้นมากอดและซุกหน้าลงไป คล้ายจะปกปิดความรู้สึกเศร้าในใจ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและหันไปมองผู้ชายที่นั่งด้านข้าง
ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหัวหน้าถึงชอบเน้นย้ำว่าอย่าใช้ความรุนแรงกับคนอื่นจนติดเป็นิสัย
ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับงานหรือเพื่อความปลอดภัยของเ้านายกับคนรอบตัว หัวหน้าแทบไม่เคยลงมือเลย ยกเว้นที่จัดการอันธพาลพวกนั้นต่อหน้าเขาในตอนนั้น
“คุณไม่ได้โหดร้ายหรือชั่วช้า สิ่งที่คุณทำนั้นสมควรแล้ว…”
ถึงเขาจะไม่รู้ว่ามันเป็เื่ถูกหรือผิด แต่ถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแล้วเห็นแม่ถูกทำร้ายปางตาย ต่อให้เป็พ่อแท้ ๆ เขาก็ไม่แน่ใจว่าทำแบบเดียวกันไหม เผลอ ๆ อาจจะไม่ใช่แค่ขู่ อาจจะเอามีดแทงจริง ๆ ก็ได้
“ผมรู้ว่าความเ็ปหรือาแในอดีต บางครั้งมันก็ไม่สามารถลบเลือนหรือทำเป็ว่าไม่เคยเกิดขึ้นได้ แต่ผมนับถือคุณมากที่ผ่านพ้นเื่ในอดีตมาได้ ใช้มันเป็แรงผลักดัน ไม่ได้จมอยู่กับเื่ราวในอดีต ในสายตาผม คุณเติบโตมาเป็ผู้ชายที่ดีและน่านับถือมาก”
หลี่หรงอี้พูดจบแล้วก็เงียบไปนาน พยายามคิดหาคำที่จะปลอบใจหัวหน้า โดยที่สายตายังไม่ละออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย
“...”
จ้าวอู๋ซวนที่ตอนแรกยังรู้สึกอบอุ่นกับคำปลอบใจของเด็กหนุ่ม แต่พอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงใยที่มองมา จู่ ๆ หัวใจเขาก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมา และคล้ายจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“...”
“ทำไมมองแบบนั้น ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า?” หลี่หรงอี้เห็นหัวหน้ามองตัวเองอยู่นาน ก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา คิดว่าพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป
“ไม่มีอะไร แค่ไม่ชินที่เธอเอ่ยปากชมฉัน แทนที่จะเรียกตาแก่นิสัยไม่ดี”
“ประสาทหรือเปล่า ชอบให้ผมเรียกตาแก่ขนาดนั้นเลย”
จากที่ตอนแรกยังเศร้าและเป็ห่วง แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงกวนโมโหของหัวหน้า หลี่หรงอี้ก็คว้าหมอนอิงโยนใส่อีกฝ่าย ก่อนจะเดินเข้าห้องตัวเองโดยไม่สนใจอีก
“อารมณ์ร้ายจริง ๆ” จ้าวอู๋ซวนมองตามหลังเด็กหนุ่ม ก่อนจะยิ้มด้วยความอ่อนใจ
เห็นหลี่หรงอี้มีท่าทางเศร้าและเสียใจกับอดีตที่ตัวเองเล่า เขาจึงตั้งใจพูดไปแบบนั้น เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่หรือทำตัวไม่ถูก
แต่ความรู้สึกเมื่อกี้มันคืออะไรกัน?
วันนี้เหยียนคุนไปทำธุระที่ต่างเมือง นอกจากจ้าวอู๋ซวนกับคนขับรถ ยังมีหลี่หรงอี้กับบอดี้การ์ดอีกสองคนตามไปด้วย ตลอดทั้งวันทุกอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา แต่ตอนขากลับดันเจอฝนตกหนัก ถ้าฝืนเดินทางต่ออาจเกิดอันตรายได้ พวกเขาจึงกลับไปพักที่โรงแรมในเมืองขนาดเล็กที่เพิ่งผ่านมา
ในเมืองมีโรงแรมเพียงแห่งเดียว และเพราะฝนตกหนัก ทำให้มีคนเข้าพักเป็จำนวนมาก พอพวกเขาไปถึงก็เหลือห้องพักเพียงสามห้อง เหยียนคุนที่เป็เ้านายนอนคนเดียว บอดี้การ์ดสองคนกับคนขับรถตกลงพักห้องเดียวกัน ห้องที่เหลือเป็ของจ้าวอู๋ซวนกับหลี่หรงอี้
เวลาไปต่างเมือง พวกเขาเคยพักห้องเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง หลี่หรงอี้จึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เพียงแต่ทุกครั้งจะเป็ห้องเตียงคู่ พอเห็นห้องพักที่เป็เตียงเดี่ยวจึงรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง
จ้าวอู๋ซวนที่ปกติไม่ได้รู้สึกอะไรกับการนอนร่วมกับคนอื่น วันนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ
“ฉันนอนโซฟาดีกว่า”
“คุณกลัวผมนอนดิ้นจนถีบคุณเหรอ?” หลี่หรงอี้มองดูโซฟาขนาดเล็กในห้อง เทียบกับขนาดตัวของหัวหน้าแล้วไม่น่าจะใช้นอนได้ “งั้นผมนอนโซฟาเองแล้วกัน”
คนเราต้องรู้จักเสียสละให้คนแก่...ให้คนาุโกว่า
จ้าวอู๋ซวนแค่เห็นสีหน้าก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ จึงพูดตัดบท “ไม่ต้องหรอก นอนด้วยกันนี่แหละ”
พอพูดจบก็เห็นเด็กหนุ่มขึ้นเตียงและยึดครองเตียงฝั่งหนึ่ง แล้วหลับไปอย่างรวดเร็ว เขาได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นเตียงอีกฝั่งแล้วหลับตานอน แต่กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ผ่านไปครึ่งค่อนคืน
เพราะฝนตกหนักบวกกับเมืองนี้อยู่ติดกับูเา ทำให้อากาศตอนกลางคืนค่อนข้างเย็น แถมผ้าห่มของโรงแรมก็ไม่ได้หนามาก ตกดึกหลี่หรงอี้จึงเบียดเข้าหาความอบอุ่นข้างกายโดยไม่รู้ตัว ส่วนจ้าวอู๋ซวนที่หลับไปแล้ว รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนข้างกาย จึงรวบอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้โดยสัญชาตญาณ…
หลี่หรงอี้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนเช้าตามเวลาปกติ พอรู้สึกหนาวก็รีบเบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นใกล้ตัว ก่อนจะััได้ถึงอะไรบางอย่าง
“?”
เขารู้สึกอึดอัดเหมือนถูกอะไรรัด จึงลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย พอเห็นว่าตัวเองนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดของหัวหน้า แถมยังถูกอีกฝ่ายกอดไว้แน่น
ที่สำคัญมีบางสิ่งบางอย่างที่ทั้งร้อนและแข็งกำลังเบียดต้นขาเขาอยู่!
เพราะเป็ผู้ชายเหมือนกัน เขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร
“ตาลุงบ้ากาม ถอยออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
จ้าวอู๋ซวนลืมตาด้วยความงัวเงีย เห็นคนในอ้อมกอดดิ้นยุกยิกไม่หยุด ด้วยความรำคาญจึงกอดแน่นขึ้น
“อย่าเรียกลุง ฉันยังไม่แก่”
“คุณถอยไปหน่อยสิ มาเบียดทำไม ไอ้นั่นมันทิ่มผม ไม่เรียกตาแก่โรคจิตแล้วจะเรียกอะไร!” หลี่หรงอี้พยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย แต่ยิ่งดิ้นท่อนแขนก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น
“มันเป็เื่ธรรมดาของผู้ชาย” จ้าวอู๋ซวนพูดทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ก่อนจะหัวเราะเสียงเบา “อย่าบอกนะว่าเธอไม่เป็ ยังเด็กอยู่ก็ไม่ตั้งแบบนี้ไม่ดี เดี๋ยวพาไปหาหมอ”
“ไม่ตั้งบ้านคุณสิ! คุณนั่นแหละที่ต้องไปหาหมอ ตาแก่!” หลี่หรงอี้ด่าเสร็จก็ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายผ่อนแรงที่แขน รีบดิ้นลงจากเตียงและวิ่งเข้าห้องน้ำไป
พอเห็นเด็กหนุ่มวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว จ้าวอู๋ซวนก็ลืมตา เขายกมือขึ้นมาลูบใบหน้าก่อนจะถอนหายใจ…
โปรดติดตามตอนต่อไป
ยังไงคะหัวหน้า อยู่ดีๆ ใจเต้นผิดจังหวะ ไม่สบายหรือเปล่า ไปหาหมอไหมคะ 5555
มันก็แค่ปฎิกิริยาตามธรรมชาติของผู้ชาย อย่าไปคิดมากกกก 5555