ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 43 หมอเทวดาโพธิสัตว์ผี (1)

             

            “จะเป็นไปได้ยังไง ป้ากวน...” เพราะความแปลกใจทำให้ผมไม่สามารถบอกได้ว่าขณะนี้รู้สึกอย่างไร

            “ใช่เชื่อว่าใครก็ตามที่รู้ข่าวนี้ต้องแปลกใจแบบนี้แน่นอน” ถังหว่านถอนหายใจ

            รอยยิ้มเจื่อนๆบนใบหน้าเธอเหมือนชายหาดที่น้ำลงเป็นระลอกและไม่รู้จักจบสิ้น

            ทันใดนั้นผมก็นึกแปลกใจนับตั้งแต่ที่เราสองคนรู้จักกัน ดูเหมือนจะไม่มีสักเรื่องที่น่ายินดีเลยทุกเรื่องทำให้เราสองคนหนักใจมากขึ้นทุกที

            “ขอโทษด้วย ถังหว่าน” ผมพูดเบาๆน้ำเสียงจริงจัง

            ถังหว่านสั่นหัว “ใครก็อย่าขอโทษฉันรู้ว่าคุณทั้งอึดอัดทั้งเหนื่อยล้า อย่าปล่อยให้เรื่องบางอย่างในอนาคตกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่กดจนอูฐหลังแอ่นเด็ดขาด”

            “อนาคตหรือ” ผมยิ้มแหยๆตามถังหว่านอย่างไม่รู้ตัว “ฟังแล้วดูเหมือนห่างไกลมาก”

            ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องที่เกือบตกอยู่ในอันตรายในบ้านป้ากวนให้ถังหว่านฟังอย่างละเอียดที่จริงผมตระหนักแล้วว่าระดับความซับซ้อนของเรื่องนี้เกินกว่าที่ผมจินตนาการไว้มากมายแม้แต่เยียนเกอสิงที่ดูเป็นคนสำคัญชั่วพริบตากลับถูกคนที่มาคารวะศพข่มลงไปเวลานี้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้อมรอบกระจกวารีโหรเทพเป็นเหมือนน้ำวนกลางทะเลสาบต้าหมิงที่ใหญ่ขึ้นทุกทีแปลกพิสดารสุดคาดเดา

            “อดทนไว้ อดทนไว้นะ”ถังหว่านตบหลังมือผมเบาๆ

             

            มีเงาคนวาบขึ้นนอกประตูถังหว่านพูดเตือนผมเบาๆ ทันที “เยียนเกอสิงจะเข้ามาแล้ว”

            และแล้วประตูก็เปิดออก เยียนเกอสิงเดินช้าๆเข้ามา

            “เสี่ยวเซี่ยมีเรื่องต้องคุยกันตามลำพังหน่อย” เยียนเกอสิงเดินตรงเข้ามาเขามองผมแล้วพูดอย่างเย็นชาแต่ไม่เสียมารยาท

            ถังหว่านลุกยืน แล้วเดินออกไปเงียบๆ

            เยียนเกอสิงผงกหัวให้ถังหว่าน “ขอบคุณครับ”

            ถังหว่านก็ผงกหัว “คุณเยียนคะเทียนสือเสียใจมาก บางครั้งอาจจะพูดจาสับสน ถ้าเขาเสียมารยาท คุณก็อย่าถือสาเขาเลยค่ะ”

            ฟังออกว่าเธอกำลังพูดบอกใบ้ผมถ้าไม่อยากตอบคำถามใดก็ให้ตอบเลี่ยงๆ ไป

            เยียนเกอสิงนั่งลง รอจนถังหว่านออกไปแล้วจึงปิดประตูแล้วพูดว่า “เสี่ยวถังฉลาดมาก รู้ว่าผมจะทำให้คุณลำบากใจ”

            ผมรู้สึกได้ว่าเขามาร้ายจึงเพียงร้องอืมในลำคอ ไม่พูดอะไรเพิ่ม

            “เสี่ยวเซี่ยคนสกุลหัน...ผู้หญิงคนนั้นมาด้วยเจตนาร้าย ถ้าเธออยู่ตามลำพังแล้วถามอะไรคุณคุณต้องระวังตัว ครั้งนี้สถานการณ์ร้ายแรงมาก แค่พลาดครั้งเดียวอาจถึงตายได้เข้าใจไหม” เขาพูด

            ผมพยักหน้า “ขอบคุณครับที่เตือน”

            เยียนเกอสิงเงียบไปสองสามวินาที แล้วจู่ๆ ก็เลิกคิ้วที่งดงามขึ้นหัวเราะเยาะออกมา “สกุลหันไม่เคยเห็นเพื่อนในวงนักเลงอยู่ในสายตาที่ผ่านมาหยิ่งผยองว่าสามารถรู้ลิขิตสวรรค์ แล้วอาศัยลิขิตสวรรค์เพื่อเลือกการเคลื่อนไหวคล้อยตามหรือต้าน รุกหรือถอย ลงมือทำอย่างใช้เล่ห์เหลี่ยมพวกเขาได้รับการถ่ายทอดไสยเวทโบราณชนิดหนึ่งจากบรรพชน ชื่อวิชาจุดธูปถามสวรรค์ ขอเพียงจุดธูปก็จะรู้ว่าสวรรค์ตัดสินใจอย่างไรฉันไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ คนนอกมีความเห็นต่างๆ นานา คุณล่ะ”

            พอเอ่ยถึงจุดธูปทำให้ผมนึกถึงป้ากวนทันที

            ในฐานะหมอผี วิชาที่ป้ากวนภูมิใจที่สุดคือการจุดธูปถามดีร้าย

            “บางทีอาจจะจริงก็ได้” ผมพูดตามตรง

            ป้ากวนตายแล้ว แค่มองจากการเคารพต่อผู้ตายผมจำเป็นต้องรักษาเกียรติของแก

            วิชาจุดธูปเป็นวิธีสุดยอดที่ทำให้ป้ากวนได้รับการยอมรับจากเพื่อนบ้านบนถนนชวีสุ่ยถิงและชาวจี่หนานทั้งหมดถ้าปฏิเสธไสยเวทแขนงนี้ก็เท่ากับปฏิเสธฝีมือของป้ากวน

            “บางทีงั้นหรือ” เยียนเกอสิงดึงสายตากลับจากประตูเหล็กของเตาเผาด้านตรงข้ามหันมาจ้องมองผม

            “คุณเองก็พูดแล้วตระกูลนั้นมีไสยเวทที่สืบทอดมาลับๆ คนนอกไม่รู้ความวิเศษของวิชานี้”ผมตอบอย่างตรงไปตรงมา

            ต่อหน้าคนที่ฉลาดอย่างเยียนเกอสิงผมยิ่งพูดอย่างจริงใจก็ยิ่งไม่เผยพิรุธออกมา

            เยียนเกอสิงพยักหน้า “อืมที่คุณพูดก็มีเหตุผล ถ้างั้น...คุณว่า กระจกวารีโหรเทพจะอยู่ไหน”

            เขาเปลี่ยนเรื่องพูดเร็วมาก ผมอดกลั้นไว้นิ่งเงียบไม่พูด

            “เสี่ยวเซี่ย คุณต้องรู้นะ ชาวบ้านไม่ผิด แต่เมื่อของล้ำค่าจึงประสบภัยจำเป็นต้องให้ผู้มีคุณธรรมความสามารถเป็นผู้ดูแลของวิเศษ เหมือนคำกล่าวที่ว่าผู้มีคุณธรรมสูงจึงจะได้รับมอบหน้าที่สำคัญถ้าคุณรู้ว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน อย่าปิดบังผมเป็นอันขาดเวลานี้มีผมเท่านั้นที่คุ้มครองคุณได้...” เยียนเกอสิงพูดอย่างบีบคั้น

            ความหมายที่เขาพูดคือมีเขาเท่านั้นที่คู่ควรกับกระจกวารีโหรเทพส่วนผมนั้นจะเคราะห์ร้ายเพราะครอบครองสิ่งล้ำค่า

            ผมตอบอย่างขึงขัง “คุณเยียนผมเข้าใจที่คุณพูด ขอบคุณมาก แต่ผมไม่รู้ว่าของล้ำค่านั่นอยู่ที่ไหนญาติในตระกูลก็ไม่มีใครบอกเรื่องนี้ให้ผมรู้ ดังนั้นผมขอบคุณในความหวังดีของคุณแต่ไม่อาจตอบแทนได้มากกว่านี้”

            ดูเหมือนเยียนเกอสิงจะคาดเดาได้ว่าผมจะพูดเช่นนี้สีหน้านิ่งเฉย ที่มุมปากมีรอยยิ้มจางๆ ที่มองเห็นยาก

            “ห้องโถงนี้อึดอัด ผมจะออกไปสูดอากาศหน่อยดูว่าเจ้าหน้าที่ปรับแก้อุปกรณ์เสร็จหรือยัง” ผมลุกยืน

            เมื่อกี้ถังหว่านเพิ่งบอกว่าคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเตาเผามีปัญหาต้องซ่อมด่วนจึงจะใช้งานได้

            ที่ผมออกไปไม่ใช่แค่อาศัยเรื่องนี้หลบเลี่ยงเยียนเกอสิงที่สำคัญกว่าคือผมต้องตามหาถังหว่าน ดูว่ามีโอกาสได้สัมผัสศพป้ากวนหรือไม่

            “เสี่ยวเซี่ย...” เยียนเกอสิงยกเท้าขึ้นขวางผม“เราคนสกุลเยียนอยู่เมืองหลวงไปไหนมาไหนตามลำพังจนเคยชินไม่เดือดร้อนเรื่องปากท้อง ไม่มีความปรารถนาอะไรครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะอยากช่วยคุณจริงๆ ผมจะเดินทางมาตลอดคืนหรือคุณต้องแยกมิตรแยกศัตรูให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นผู้สืบทอดเชื้อสายนี้ของท่านผู้เฒ่าเซี่ยต้องเกิดปัญหาแล้ว”

            การข่มขู่อย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ทำให้ผมยิ่งรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นแทบจะไม่อยากมองหน้าเขา จึงตอบอย่างเย็นชาว่า “ผมรู้แล้ว”

            ผมเดินอ้อมเท้าเขา ก้าวยาวออกไปข้างนอกไม่อยากเห็นเยียนเกอสิงอีกแม้แต่วินาทีเดียว

            เยียนเกอสิงหน้าตาหล่อเหลา แต่งตัวหรูทำอะไรสมบูรณ์แบบมาก ไม่มีช่องโหว่ แต่ทุกคำที่เขาพูดทำให้ผมรู้สึกรังเกียจ น้ำเสียงเขาแสดงความดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง

            เมื่อเทียบผมกับเขาแล้ว ช่างน่าโมโหจริงๆ

            เวลานี้ฐานะทางสังคมและฐานะการเงินของผมไม่อาจเทียบกับฝ่ายตรงข้ามดังนั้นเขาจึงทำตามอำเภอใจ มองผมเป็นคนไร้ค่า

             

            ผมเดินออกจากประตูใหญ่ถังหว่านยืนอยู่ที่มุมใต้ชายคา สองมือกำแน่น สีหน้าร้อนใจ

            ผมเดินไปหาเธอ เธอไม่พูดอะไรเพียงแต่งอนิ้วก้อย ส่งสัญญาณให้ผมตามไป

            เราเดินตามกันไปทางด้านตะวันตกเลี้ยวที่มุมกำแพง พนักงานของฌาปนสถานคนหนึ่งใส่หน้ากากอนามัยกำลังยืนรออยู่ท่าทางกระวนกระวาย

            “ทำไมพวกคุณเพิ่งมา”พอชายคนนั้นเห็นถังหว่านก็บ่นทันที

            ถังหว่านล้วงเงินปึกหนึ่งยื่นออกไปน่าจะราวสองพันหยวน

            ชายคนนั้นคว้าเงินยัดใส่กระเป๋าทันทีแล้วพูดเสียงเบา “ตามผมมา เข้าไปแล้วอย่าชักช้า อย่างมากสิบนาทีเท่านั้น”

            ถังหว่านพยักหน้าจากนั้นเราสองคนจึงตามชายคนนั้นปีนขึ้นบันไดหนีไฟไปที่ชั้นสองผ่านประตูเหล็กสามบาน เข้าไปในห้องเก็บศพที่อุณหภูมิต่ำสุดขีด

            “ไปดูป้ากวน” ถังหว่านกระซิบข้างหูผมอธิบายสั้นๆ

            ป้ากวนตายอย่างมีเงื่อนงำทิ้งยันต์เลือดที่ซับซ้อนไว้ ภาพหลอนที่แกชักนำก็แปลกพิสดารมากดังนั้นจึงไม่ควรรีบเผาแบบนี้ ข้อมูลจะขาดหายไป

            หลังจากผ่านประตูเหล็กบานใหญ่หนาเพื่อกันความร้อนเราก็เข้ามาในห้องเล็กที่ผนังบุด้วยกระเบื้องสีขาว มีตู้แช่แบบลิ้นชักสำหรับเก็บศพตั้งชิดผนังห้อง

            ชายคนนั้นเปิดลิ้นชักหนึ่งบนชั้นที่สองอย่างคล่องแคล่วเขาชี้ไปที่ป้ายชื่อหน้าลิ้นชักแล้วพูดโดยไม่หันมามอง “นี่แหละ สิบนาที เร็วหน่อย”

            ผมเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก้มลงมองป้ากวนนอนอยู่ในลิ้นชัก ใบหน้าขาวซีด

            “ขอบคุณค่ะ” ถังหว่านพูด

            ชายคนนั้นรีบผละออกไปตามทางเดิมไม่เสียเวลาพูดแม้แต่คำเดียว

            เสื้อผ้าที่ป้ากวนสวมอยู่ไม่ใช่ชุดเดิม เป็นชุดยาวสีขาวที่ใช้แบบเดียวกับของฌาปนสถาน

            แกไม่มีญาติพี่น้อง ทางฌาปนสถานจึงจัดการด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุดเก็บศพไว้ที่นี่ชั่วคราว รอหนังสืออนุมัติจากทางตำรวจแล้วจัดการเผา

            ผมมองแกแล้วนึกถึงซังชิงหงทันทีในใจรู้สึกลังเล “ถ้าหากวิญญาณยังอยู่ แล้วตอนนี้ซังชิงหงอยู่ไหน”

            เหมือนคำโบราณที่ว่าถ้าไร้หนังขนจะเกาะที่ไหน

            ถ้าหากร่างที่เก็บรักษาดวงวิญญาณไว้สลายไปวิญญาณจะเกาะร่างนี้ได้อย่างไร

            เพื่อนบ้านบนถนนชวีสุ่ยถิงต่างรู้ว่าป้ากวนเป็นคนแปลกจึงทั้งเคารพทั้งกลัวแก ถ้าไม่มีงานมงคลหรืองานศพแทบจะไม่เหยียบบ้านแกเลย ถ้าผมกับถังหว่านไม่ไปแกคงตายอย่างเงียบๆ ไปแล้ว จากนั้นถูกเผากลายเป็นควันสีน้ำเงินสลายไปอย่างสิ้นเชิงจากนั้นชื่อป้ากวนจะถูกฝ่ายทะเบียนของกรมตำรวจลบทิ้ง ไม่มีอยู่ตลอดไป

            “เวลาเสียชีวิตของแกได้รับการยืนยันแล้วเวลานี้ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะอธิบายได้ว่าในสภาพที่แกตายแล้วทำไมยังมาปรากฏตัวที่บ้านเก่าคุณ”ถังหว่านพูดอย่างร้อนรน

            ผมเชื่อว่าที่ถังหว่านพูดนั้นเป็นความจริงแต่ยังคงถามว่า “คุณมั่นใจเวลาตายของแกร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม”

            ถังหว่านผงกหัวแรงๆ“ร้อยเปอร์เซ็นต์...ถึงขั้นพันเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ”

            ผมขมวดคิ้วเพราะนอกจากที่คนตายกลายเป็นผีดิบแล้ว ก็หาเหตุผลอื่นมาอธิบายไม่ได้

            “ไม่ใช่ผีดิบ ไม่ใช่”ถังหว่านไม่เห็นด้วยกับความคิดผมโดยไม่รอให้ผมเอ่ยก่อน

            “ถ้างั้นเป็น...”ผมนึกถึงซังชิงหงอีกครั้ง “วิญญาณดวงหนึ่งตายแล้ว วิญญาณอื่นใช้ร่างนี้ต่อ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้...พอจะอธิบายได้ไหม”

            ถังหว่านร้อนใจ“เรื่องนี้...เรื่องนี้...เรากำลังใช้ความเห็นที่เลื่อนลอยไปพิสูจน์อีกความเห็นที่เลื่อยลอย...”

            เกี่ยวกับหัวข้อวิญญาณนั้นทั้งหมดเป็นสิ่งเลื่อนลอยที่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ เป็นเพียงมนุษย์อาศัยข้อมูลสะเปะสะปะและประสบการณ์ที่เหมือนมีและเหมือนไม่มีทำการสรุปอย่างเลือนราง

            ด้วยสติปัญญาและกำลังของผมและถังหว่านยากที่จะทำให้ความจริงกระจ่างได้

            “งั้นจะทำยังไงดีป้ากวนเป็นคนที่เป็นปมเงื่อนสำคัญของเรื่องนี้ แกตายอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ” ผมถอนหายใจยาว

            ถังหว่านถอนหายใจเบาๆ“เป็นอย่างที่ว่าจริง”

            เธอดูนาฬิกาข้อมือแล้วมองดูรอบๆ เหมือนรออะไรอยู่

            “คุณนัดใครไว้หรือ” ผมถาม

            ถังหว่านพยักหน้า“เป็นหมอเก่งของมหาวิทยาลัยซานตง ปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ บางทีเขาอาจจะให้คำตอบได้”

            มหาวิทยาลัยซานตงเป็นมหาวิทยาลัยประจำมณฑลเป็นที่รวมของคนเก่ง แต่ส่วนใหญ่ซ่อนเร้นอยู่ในหมู่ชาวบ้าน ใช้ชีวิตเงียบๆไม่แสวงหาอะไร

            ผมคลายความกังวลในเมื่อเป็นคนที่ถังหว่านตั้งใจเชิญมา ย่อมต้องเชี่ยวชาญมาก สามารถไขข้อข้องใจของผมได้

             

            “แกร๊ง”พัดลมระบายอากาศบนเพดานส่งเสียงเบาๆ ออกมา

            “มาแล้ว!”

            เธอเพิ่งพูดจบก็มีคนโผล่ออกมาจากช่องระบายอากาศทรงกลม

            “มาแล้ว!”

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน