สายลมยามราตรีพัดโชยมาอย่างแ่เบา หอบเอากลิ่นอายของน้ำค้างและใบไม้แห้งแห่งหุบเขาเมฆาคล้อยมาด้วย ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดไร้ซึ่งแสงจันทร์และแสงดาว ราวกับว่า์เบื้องบนจงใจหลับตาลงเพื่อไม่ให้มองเห็นโศกนาฏกรรมแห่งการนองเืที่กำลังจะอุบัติขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทากำลังก้าวเดินไปตามทางเดินหินที่ทอดยาวลงมาจากถ้ำัเร้นกาย ท่วงท่าการเดินของเขาเชื่องช้าและไร้ซึ่งสุ้มเสียง ราวกับภูตผีที่ล่องลอยอยู่เหนือพื้นดิน ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงไปด้วยความกดดันที่หนักอึ้งจนทำให้แมลงกลางคืนรอบด้านต้องหยุดส่งเสียงร้องโดยสัญชาตญาณ หลินเฟยเพิ่งจะทะลวงผ่านกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างมนุษย์ปุถุชนและผู้ฝึกยตนที่แท้จริง เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างฐานขั้นต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ พลังปราณสีทองแดงที่ไหลเวียนอยู่ในจุดตันเถียนของเขาบัดนี้ได้ควบแน่นกลายเป็แอ่งน้ำแห่งพลังชีวิตที่ลึกล้ำและทรงอานุภาพ มันไม่ได้เป็เพียงก๊าซที่ล่องลอยอีกต่อไป แต่มันคือแก่นแท้แห่งพลังทำลายล้างที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อตามเจตจำนงของเขา
เป้าหมายของหลินเฟยในค่ำคืนนี้มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเรือนพักของผู้าุโคุมกฎ จ้าวเทียนหรง ชายชราผู้มีจิตใจอำมหิตและเป็ผู้อยู่เื้ัการส่งมือสังหารจากหอสังหารโลหิตมาเพื่อเอาชีวิตเขา การที่ศัตรูเหิมเกริมถึงขั้นไปจ้างวานพรรคมารนอกสำนักมาเพื่อลอบสังหารศิษย์สายหลัก เป็สิ่งที่หลินเฟยไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป ในโลกแห่งการต่อสู้แย่งชิงความแข็งแกร่งนี้ ความเมตตาที่มีต่อศัตรูคือความโหดร้ายที่มีต่อตนเอง หลินเฟยเรียนรู้สัจธรรมข้อนี้ด้วยความเ็ปมาตลอดสิบปี วันนี้เขาจะใช้ดาบปราณสีเืในมือ เป็ผู้ตัดสินความยุติธรรมและชำระล้างความเน่าเฟะที่เกาะกินสำนักแห่งนี้ให้สิ้นซาก
เรือนพักของผู้าุโจ้าวตั้งอยู่บนยอดเขาอีกลูกหนึ่งที่แยกตัวออกมาต่างหาก มันเป็อาณาเขตส่วนตัวที่กว้างขวางและถูกคุ้มครองด้วยค่ายกลป้องกันภัยหลายชั้น กำแพงหินสูงตระหง่านล้อมรอบคฤหาสน์ไม้หลังใหญ่ ภายในมีศิษย์สายในที่เป็ลูกสมุนคนสนิทของผู้าุโจ้าวคอยเดินลาดตระเวนอย่างเข้มงวดตลอดทั้งคืน ศิษย์เหล่านี้ล้วนมีระดับพลังไม่ต่ำกว่ารวมปราณขั้นที่ห้าและหก พวกมันถูกฝึกฝนมาให้ภักดีต่อผู้าุโจ้าวเพียงผู้เดียว และพร้อมที่จะสังหารผู้บุกรุกทุกคนโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
หลินเฟยหยุดยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ของต้นสนโบราณที่อยู่ห่างจากกำแพงเรือนพักเพียงร้อยก้าว เขาทอดสายตามองข้ามกำแพงหินเข้าไปในอาณาเขตของศัตรู ประสาทััระดับสร้างฐานของเขาเปิดกว้างจนถึงขีดสุด เขาสามารถรับรู้ถึงตำแหน่ง จำนวน และระดับพลังของเวรยามทุกคนที่อยู่ภายในได้อย่างแม่นยำ ราวกับมีแผนที่สามมิติปรากฏขึ้นในห้วงความคิด หลินเฟยหลับตาลง โคจรพลังปราณสีทองแดงไปที่ฝ่าเท้า วิชาก้าวพริบตาอสรพิษที่ถูกยกระดับขึ้นตามขอบเขตพลังถูกใช้ออกมาอย่างเต็มรูปแบบ
ฟุ่บ
ร่างของหลินเฟยเลือนหายไปจากกิ่งไม้ใหญ่ ทิ้งไว้เพียงใบสนที่สั่นไหวเบาๆ เขาไม่ได้ะโข้ามกำแพงอย่างเปิดเผย แต่เขากลับใช้วิชาตัวเบาผสานกับการซ่อนเร้นจิตสังหาร เคลื่อนที่ไปตามเงาดำของกำแพงและซุ้มประตูอย่างแเี ศิษย์สายในสองคนที่เดินลาดตระเวนผ่านมาไม่ทันได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ร่างของเด็กหนุ่มก็พุ่งผ่านช่องว่างระหว่างพวกมันไปราวกับสายลมหนาว หลินเฟยเคลื่อนที่ผ่านค่ายกลเตือนภัยที่ถูกติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ปราณศาสตราไร้ลักษณ์ของเขามีคุณสมบัติในการกลืนกินและบิดเบือนพลังงาน ทำให้เส้นสายค่ายกลไม่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของเขาได้เลย
เมื่อเข้ามาถึงลานกว้างหน้าคฤหาสน์หลัก หลินเฟยพบกับกลุ่มศิษย์สายในห้าคนที่กำลังนั่งล้อมวงดื่มสุราและคุยโวโอ้อวดกันอยู่ พวกมันคือกลุ่มคนที่เคยก่อกรรมทำเข็ญและรังแกศิษย์สายนอกตามคำสั่งของผู้าุโจ้าว หลินเฟยไม่มีความปรานีใดๆ มอบให้กับพวกสวะเหล่านี้ เขาเดินเข้าไปหาพวกมันอย่างช้าๆ โดยไม่คิดจะหลบซ่อนตัวอีกต่อไป
ใครนั่น หยุดอยู่ตรงนั้น ศิษย์คนหนึ่งที่ตาไวหันมาเห็นเงาร่างของหลินเฟย มันะโขึ้นพร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝัก เพื่อนร่วมวงอีกสี่คนรีบลุกขึ้นยืนและคว้าอาวุธของตนเองด้วยความใ
ข้าคือผู้นำพาสารแห่งความตายมาส่งให้พวกเ้า หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็าและแหบพร่าดุจเสียงกระซิบจากขุมนรก เขาไม่ได้หยุดเดินและไม่ได้ชักอาวุธใดๆ ออกมา
แก ไอ้ขยะหลินเฟย แกกล้าบุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามของผู้าุโจ้าวเชียวรึ รนหาที่ตาย ศิษย์คนที่จำหน้าหลินเฟยได้ะโลั่น มันโคจรพลังลมปราณและพุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยหมายจะฟันคอให้ขาดสะบั้น
ทว่าก่อนที่คมกระบี่ของมันจะทันได้ััตัวหลินเฟย ปราณสีทองแดงก็ะเิออกจากฝ่ามือขวาของหลินเฟย ควบแน่นกลายเป็ดาบปราณสีเืที่ส่องประกายเจิดจ้าในความมืด หลินเฟยตวัดดาบเพียงครั้งเดียว คลื่นกระบี่สีเืรูปจันทร์เสี้ยวก็พุ่งแหวกอากาศออกไป ตัดผ่านร่างของศิษย์คนนั้นจนขาดเป็สองท่อนอย่างง่ายดายราวกับตัดผ่านอากาศธาตุ เืสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วลานหิน
ศิษย์อีกสี่คนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันไม่เคยเห็นการสังหารที่โเี้และเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน พลังของหลินเฟยในเวลานี้แตกต่างจากตอนที่ประลองกับอู๋เทียนอย่างสิ้นเชิง มันคือพลังที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตรวมปราณไปแล้ว พวกมันพยายามจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่หลินเฟยไม่ปล่อยให้พวกมันมีโอกาสนั้น เขาก้าวพริบตาเพียงสองครั้ง ร่างของเขาก็พุ่งผ่านศิษย์ทั้งสี่คนไป ดาบปราณสีเืตวัดฟันอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นคมดาบ ศีรษะทั้งสี่หลุดกระเด็นออกจากบ่าพร้อมกัน ร่างไร้ิญญาล้มลงกองกับพื้นโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องเล็ดลอดออกมา
หลินเฟยสะบัดดาบปราณไล่หยดเืที่เกาะอยู่ทิ้งไป เขาเดินเหยียบย่ำกองเืมุ่งหน้าไปยังประตูไม้บานใหญ่ของคฤหาสน์หลัก เขาไม่คิดจะเคาะประตูหรือลอบเข้าไปอย่างเงียบๆ อีกต่อไป เขาโคจรพลังปราณไปที่ฝ่าเท้าและถีบประตูไม้เนื้อแข็งบานนั้นจนแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงะเิดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ปลุกทุกคนที่ยังหลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ภายในคฤหาสน์หลักถูกตกแต่งอย่างหรูหราด้วยพรมขนสัตว์และเครื่องเรือนล้ำค่า หลินเฟยเดินก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ กลิ่นอายความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทำให้อากาศภายในห้องเย็นะเื ทันใดนั้น ประตูตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้องก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินลับที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน ร่างของชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นและดุดันก้าวเดินออกมาจากทางเดินลับนั้น เขาคือผู้าุโจ้าวเทียนหรง ผู้ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นการติดต่อกับทูตแห่งหอสังหารโลหิต
เมื่อผู้าุโจ้าวเห็นว่าผู้ที่พังประตูเข้ามาคือหลินเฟย ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว หลินเฟย แกยังไม่ตาย เป็ไปได้อย่างไร เงาสังหารคู่พลาดท่างั้นรึ ผู้าุโจ้าวอุทานออกมาด้วยความไม่เชื่อสายตา เงาสังหารคู่คือยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นต้น การที่หลินเฟยสามารถรอดชีวิตและมายืนอยู่ตรงหน้าเขาได้ ย่อมหมายความว่ามือสังหารทั้งสองได้ตกตายไปแล้ว
หลินเฟยแสยะยิ้มเ็า เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและโยนป้ายหยกสีดำสนิทที่สลักลวดลายหัวกะโหลกอาบเืลงบนพื้นหินอ่อน ป้ายหยกกลิ้งไปหยุดอยู่แทบเท้าของผู้าุโจ้าว หากท่านหมายถึงสุนัขรับใช้สองตัวที่ท่านส่งไปลอบกัดข้าในถ้ำัเร้นกายล่ะก็ ตอนนี้พวกมันได้ลงไปรอท่านอยู่ในนรกเรียบร้อยแล้ว และข้าก็นำของดูต่างหน้ามาคืนให้ท่าน
ผู้าุโจ้าวมองป้ายหยกประจำตัวของเงาสังหารคู่ด้วยความหวาดหวั่น ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็เพราะความโกรธที่พุ่งทะลุขีดจำกัด ไอ้เด็กเดรัจฉาน แกกล้าทำลายแผนการของข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แกคิดว่าการเอาชนะเงาสังหารคู่ได้ แล้วแกจะสามารถมาอวดดีกับข้าถึงที่นี่ได้งั้นรึ ข้าคือผู้าุโคุมกฎ ผู้มีพลังระดับแก่นแท้ขั้นกลาง วันนี้ข้าจะฉีกเนื้อแกเป็ชิ้นๆ เพื่อระบายความแค้นของข้า
ผู้าุโจ้าวคำรามลั่น พลังปราณระดับแก่นแท้ขั้นกลางะเิออกจากร่างของเขาราวกับพายุคลั่ง รังสีลมปราณสีเทาหม่นที่แฝงไปด้วยความโเี้และชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมากดดันหลินเฟยอย่างรุนแรง ระดับแก่นแท้ขั้นกลางนั้นทรงพลังกว่าสร้างฐานขั้นต้นของหลินเฟยถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่กับอีกครึ่งขั้น หากเป็ผู้ฝึกยตนทั่วไป คงถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนกระอักเืและทรุดตัวลงไปแล้ว ทว่าหลินเฟยกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง ปราณศาสตราไร้ลักษณ์ในร่างของเขาต้านทานแรงกดดันนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อย่ามัวแต่เห่าหอนเลยตาแก่ เข้ามาแสดงให้ข้าเห็นสิว่า พลังระดับแก่นแท้ของท่านมันจะแน่สักแค่ไหน หลินเฟยท้าทายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
ตาย ผู้าุโจ้าวพุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วที่ดวงตาเปล่าไม่อาจมองทัน มือขวาของเขางอหงิกเกร็งคล้ายกรงเล็บนกอินทรี เคลือบด้วยปราณสีเทาหม่นที่ดูดกลืนแสงสว่างรอบข้าง กระบวนท่าไม้ตาย กรงเล็บมารกลืนิญญา ถูกใช้ออกมาอย่างเต็มกำลัง กรงเล็บนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่มันมุ่งหวังที่จะทำลายจิติญญาและดูดกลืนพลังชีวิตของศัตรู
หลินเฟยไม่ถอยหนี เขาก้าวเท้าไปข้างหน้า โคจรพลังปราณสีทองแดงทั้งหมดลงสู่แขนขวา ดาบปราณสีเืในมือขยายขนาดและทวีความสว่างจ้าขึ้น เขาตวัดดาบฟาดฟันเข้าปะทะกับกรงเล็บมารของผู้าุโจ้าวอย่างจัง
เปรี้ยงงงงงงงงงง
เสียงปะทะดังกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดฟัน คลื่นพลังงานที่เกิดจากการปะทะของสองยอดฝีมือที่แตกต่างขอบเขตกันแผ่ขยายออกไปทำลายล้างทุกสิ่งรอบด้าน เฟอร์นิเจอร์ไม้ พรมขนสัตว์ และเสาหินภายในห้องโถงแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลังคาคฤหาสน์เปิดเปิงปลิวว่อนไปตามแรงลม เผยให้เห็นท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมิด
ผู้าุโจ้าวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาคาดหวังว่ากรงเล็บมารของเขาจะสามารถบดขยี้ดาบปราณและเจาะทะลุหัวใจของหลินเฟยได้อย่างง่ายดาย แต่ความเป็จริงกลับตรงกันข้าม ดาบปราณสีเืของหลินเฟยแข็งแกร่งและหนักหน่วงดุจขุนเขา ซ้ำยังแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่สามารถกัดกร่อนและทำลายล้างปราณสีเทาของเขาได้อย่างน่าประหลาด แรงกระแทกจากการปะทะทำให้ผู้าุโจ้าวต้องก้าวถอยหลังไปถึงสามก้าว แขนขวาของเขาชาหนึบจนแทบไม่รู้สึก
เป็ไปไม่ได้ แกเพิ่งจะทะลวงขอบเขตสร้างฐาน เหตุใดจึงมีพลังปราณที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจถึงเพียงนี้ วิชาที่แกใช้มันคือวิชาอะไรกันแน่ ผู้าุโจ้าวะโถามด้วยความสับสนและหวาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ
หลินเฟยแสยะยิ้ม วิชาที่ใช้ส่งิญญาคนบาปอย่างท่านลงนรกอย่างไรล่ะ หลินเฟยไม่ปล่อยให้ผู้าุโจ้าวได้ตั้งตัว เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษพุ่งเข้าประชิดตัวอีกครั้ง ดาบปราณสีเืในมือตวัดฟันอย่างต่อเนื่องรวดเร็วดุจพายุฝนกระหน่ำ ทุกดาบแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งความแค้นและการทำลายล้างที่สั่งสมมานานนับสิบปี
ผู้าุโจ้าวต้องรีบตั้งรับอย่างทุลักทุเล เขาชักกระบี่ประจำกายซึ่งเป็ของวิเศษระดับสูงออกมาปัดป้องคมดาบของหลินเฟย แต่ทุกครั้งที่กระบี่กระทบกับดาบปราณสีเื กระบี่ของเขาก็จะเกิดรอยบิ่นและร้าวลึกลงไปเรื่อยๆ พลังปราณระดับแก่นแท้ของเขาไม่อาจต้านทานความคมกริบและดุดันของปราณศาสตราไร้ลักษณ์ได้เลย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงไม่กี่สิบลมหายใจ ทั้งสองปะทะกันไปแล้วกว่าร้อยกระบวนท่า คฤหาสน์หลักของผู้าุโจ้าวถูกทำลายจนพังพินาศราบเป็หน้ากลอง กลายเป็เพียงกองซากปรักหักพังท่ามกลางลานหิน
ไอ้เด็กเวร แกบีบให้ข้าต้องใช้ไม้ตายสุดท้าย ผู้าุโจ้าวคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง เมื่อเห็นว่าตนเองไม่อาจเอาชนะหลินเฟยด้วยวิชาธรรมดาได้ เขาตัดสินใจใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามที่แอบฝึกฝนมาจากพรรคมาร เขาถอยฉากออกไปสิบก้าว กัดปลายลิ้นของตนเองและพ่นเืสีดำคล้ำลงบนฝ่ามือ จากนั้นจึงประสานอินร่ายคาถาด้วยความรวดเร็ว
เคล็ดวิชามารโลหิตกลืน์ ผู้าุโจ้าวผลักฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า เืสีดำคล้ำที่พ่นออกมาขยายตัวและแปรสภาพกลายเป็หัวกะโหลกั์ที่ประกอบขึ้นจากหมอกโลหิต หัวกะโหลกนั้นอ้าปากกว้าง ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับิญญาร้ายนับหมื่นดวง มันพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูง หมายจะกลืนกินร่างและิญญาของเด็กหนุ่มให้แหลกสลาย พลังดูดกลืนของหัวกะโหลกมารนั้นมหาศาลจนทำให้เศษหินและซากปรักหักพังรอบด้านถูกดูดเข้าไปเป็อาหารของมัน
หลินเฟยยืนสงบนิ่งเผชิญหน้ากับหัวกะโหลกมารที่กำลังพุ่งเข้ามา แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย วิชาพวกมารนอกรีต ช่างอ่อนหัดและน่าสมเพชเสียจริง หลินเฟยเก็บดาบปราณสีเืกลับเข้าสู่จุดตันเถียน เขาอ้าแขนทั้งสองข้างออก โคจรพลังปราณสีทองแดงทั้งหมดในร่างให้ะเิออกมาถึงขีดสุด รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้าง ปราณแห่งศาสตราไร้ลักษณ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ควบแน่นและบีบอัดจนกลายเป็เงาร่างของดาบั์ที่โปร่งแสงและส่องประกายสีเืเจิดจ้า ดาบั์เล่มนี้คือการจำลองรูปแบบที่แท้จริงของศาสตราไร้ลักษณ์ในยุคา
จงแหลกสลายไปซะ หลินเฟยฟาดแขนทั้งสองข้างลงมาด้านหน้า ดาบั์สีเืบนท้องฟ้าก็ฟาดฟันลงมาตามการเคลื่อนไหวของเขา คมดาบที่ไร้รูปลักษณ์แต่ทรงพลังอำนาจที่สุด ตัดผ่านหัวกะโหลกมารโลหิตกลืน์ของผู้าุโจ้าวอย่างง่ายดายราวกับผ่าฟืน หัวกะโหลกมารส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะะเิออกและสลายหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย
อ๊ากกกกก ผู้าุโจ้าวกระอักเืคำโต วิชาต้องห้ามถูกทำลายอย่างรุนแรงทำให้เขาได้รับาเ็สาหัสจากการสะท้อนกลับ พลังปราณในร่างปั่นป่วนและแตกซ่าน เขาทรุดลงคุกเข่าบนพื้นหิน ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าหลินเฟยได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ดาบปราณสีเืเล่มเล็กถูกควบแน่นขึ้นมาอีกครั้ง จ่ออยู่ที่ลำคอของเขา
ยะ อย่าฆ่าข้า หลินเฟย ข้าผิดไปแล้ว ข้ายอมแพ้ ข้าจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เ้า ทรัพย์สมบัติ คัมภีร์ยุทธ์ หรือแม้กระทั่งตำแหน่งผู้าุโคุมกฎ ข้าจะสนับสนุนเ้าให้เป็จ้าวสำนักคนต่อไป ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ผู้าุโจ้าวอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและน่าสมเพช ความหยิ่งยโสและอำมหิตที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงชายแก่ที่หวาดกลัวความตายอย่างจับใจ
หลินเฟยมองชายชราเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เ็าและรังเกียจ คำอ้อนวอนของท่านช่างไร้ค่าเหมือนกับชีวิตของท่าน ท่านคิดว่าทรัพย์สมบัติและตำแหน่งโง่ๆ พวกนั้น จะสามารถชดเชยชีวิตของพ่อแม่ข้า และความทรมานสิบปีที่ท่านมอบให้ข้าได้งั้นรึ ความตายเท่านั้นคือสิ่งเดียวที่ท่านสมควรได้รับ
ได้โปรด... ผู้าุโจ้าวพยายามจะพูดต่อ แต่หลินเฟยไม่ให้โอกาสนั้นอีกต่อไป
ลาก่อน จ้าวเทียนหรง หลินเฟยตวัดดาบปราณสีเือย่างรวดเร็วและเด็ดขาด คมดาบตัดผ่านลำคอของผู้าุโจ้าวอย่างราบรื่น ศีรษะที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความหวาดกลัวหลุดกระเด็นออกจากบ่า เืสีแดงสดพุ่งทะลักรดพื้นหิน ร่างไร้ิญญาของผู้าุโคุมกฎล้มลงกองกับพื้น ปิดฉากชีวิตที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและคาวเือย่างสมบูรณ์แบบ
หลินเฟยยืนมองซากศพของศัตรูคนสำคัญที่ถูกสังหารด้วยมือของเขาเอง ความแค้นที่อัดอั้นมานานนับสิบปีได้รับการปลดปล่อยไปส่วนหนึ่ง แต่เขาก็รู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น การล้างแค้นที่แท้จริงยังรอเขาอยู่นอกหุบเขาเมฆาคล้อย ตระกูลพันธมิตรที่ทรยศและขุมกำลังที่ชิ้นส่วนศาสตราชิ้นอื่นๆ ยังคงลอยนวล เขาตวัดดาบปราณจารึกตัวอักษรเืไว้บนพื้นหินข้างศพของผู้าุโจ้าวว่า ผู้ทรยศต้องชดใช้ด้วยเื เพื่อเป็การเตือนสติทุกคนในสำนัก
ทันใดนั้น เปลวไฟจากตะเกียงที่แตกกระจายก็ลุกลามไปติดซากเศษไม้และพรมขนสัตว์ ไฟเริ่มลุกไหม้คฤหาสน์ที่พังทลายอย่างรวดเร็ว แสงเพลิงสีแดงฉานส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี หลินเฟยหันหลังเดินออกจากกองเพลิงและซากปรักหักพัง ทิ้งความวุ่นวายและความตายไว้เื้ั เสียงะเิและเปลวไฟที่ลุกโชนปลุกให้ศิษย์และผู้าุโทั่วทั้งสำนักตื่นขึ้น ทุกคนต่างมองไปยังทิศทางของยอดเขาคุมกฎด้วยความตกตะลึง
บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ห่างไกลออกไป จ้าวสำนักกระบี่เมฆาคล้อยยืนเอามือไพล่หลังมองดูแสงเพลิงที่ลุกโชนด้วยแววตาที่สงบนิ่งและลึกล้ำ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก การชำระล้างความเน่าเฟะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ดาบของเ้านั้นคมกริบและไร้ความปรานีสมกับเป็ผู้สืบทอดแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ พายุได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมันจะพัดพาความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาสู่หุบเขาแห่งนี้
หลินเฟยเดินหายเข้าไปในความมืดมิดของป่าทึบ เขากำลังมุ่งหน้าออกจากอาณาเขตของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย การฝึกตนในระดับสร้างฐานและการกำจัดศัตรูภายในสำนักได้เสร็จสิ้นลงแล้ว บัดนี้โลกกว้างภายนอกที่เต็มไปด้วยอันตรายและความลับของชิ้นส่วนศาสตราที่เหลือ กำลังรอคอยการมาเยือนของปีศาจสีเืผู้นี้ ตำนานแห่งวิถีศัสตราไร้ลักษณ์บทใหม่ กำลังจะถูกเขียนขึ้นด้วยคมกระบี่และสายเืในยุทธภพที่กว้างใหญ่ไพศาล!