เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังแว่วมาจากภายนอก พร้อมกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ที่ลอยมาแตะปลายจมูกเปลือกตาคู่งามขยับไหว ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
‘คราวนี้… ทุกอย่างยังคงเป็จริง ไม่ใช่ความฝัน’
“คุณหนู! ท่านฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
เสียงหวานของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นซินดี้ค่อย ๆ หันไปสบตาเธอ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความคุ้นเคยอย่างประหลาด ทันใดนั้น ภาพในความทรงจำของเซี่ยซินซินก็ฉายชัดขึ้นอีกครั้ง
จินจิง สาวใช้ประจำตัวผู้เติบโตเคียงข้างคุณหนูเซี่ยซินซินมาแต่เล็กแต่น้อย เธอเป็คนซื่อสัตย์ อ่อนโยน และห่วงใยคุณหนูของตนราวกับเป็พี่น้องร่วมสายเื แม้ใครต่อใครจะมองว่าคุณหนูเซี่ยซินซินเป็คนเอาแต่ใจและร้ายกาจเพียงใด แต่สำหรับจินจิง คุณหนูของเธอเป็คนที่จริงใจ อ่อนโยน และไม่เคยเอ่ยวาจารุนแรงหรือแสดงอารมณ์ใส่เธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ซินดี้สูดลมหายใจลึก รวบรวมสติ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนอย่างนุ่มนวล
“เมื่อวานเ้าบอกว่าข้าหลับไหลไปนาน…เอ่อ…เกิดสิ่งใดขึ้นกับข้าหรือ?”
ซินดี้เอ่ยถาม พลางพยายามเลือกใช้ถ้อยคำให้ใกล้เคียงกับบทพูดในซีรีส์จีนที่เธอเคยดูเป็ประจำก่อนนอน แม้จะรู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้าง แต่เธอก็หวังว่าจะไม่เป็ที่ผิดสังเกต
“วันนั้นเป็งานเลี้ยงฉลองชัยชนะของท่านอ๋องเ้าค่ะ คุณหนูมีปากเสียงกับคุณหนูลู่ แล้วท่านอ๋องก็ทรงต่อว่าคุณหนูที่ทำกริยาเกินงามต่อหน้าผู้คนในงาน คุณหนูเสียใจมากวิ่งร้องไห้ออกไป ข้าเองวิ่งตามคุณหนูแต่ไม่ทัน…หลังจากคุณหนูออกไปราวๆหนึ่งเค่อ มีสาวใช้ในจวนท่านอ๋องวิ่งมาบอกว่าได้ยินเสียงกรี๊ดและมีคนตกลงไปในบึงไม่มีใครรู้เลยว่าท่านตกไปได้อย่างไร”
ซินดี้นิ่งงัน ราวกับมีบางอย่างในหัวแล่นวาบผ่านอย่างรวดเร็ว
‘วันนั้นพระราชวังหลวงคลาคล่ำไปด้วยความครึกครื้นของงานเลี้ยงฉลองชัยชนะของท่านอ๋องหลี่เฟยหลง เหล่าขุนนางไปจนถึงบุตรสาวจากตระกูลผู้สูงศักดิ์ต่างพร้อมใจกันมาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น ในขณะที่เสียงดนตรีบรรเลงเบา ๆ เคล้าคลอกับสุรารสดีและอาหารเลิศรสที่ถูกจัดวางเรียงรายอย่างวิจิตร บรรยากาศอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดี
กลับเกิดเหตุการณ์ที่มิอาจคาดคิดขึ้น คุณหนูลู่บุตรีขุนนางใหญ่ท่านหนึ่งแสร้งโปรยสายตาอ่อนหวานหยาดเยิ้มไปยังท่านอ๋องอยู่เนือง ๆ อย่างยั่วยวนด้วยท่าทีเปิดเผย แต่ท่านอ๋องยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไร้เงาสตรีใดอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ซินซินที่ปกตินางคอยกันท่าสตรีทุกนางที่มีใจให้ท่านอ๋อง มองภาพตรงหน้าแล้วถึงกับกลอกตาอย่างหงุดหงิด นางหยิบจอกสุราขึ้นมา ยกดื่มรวดเดียวแรง ๆ ราวกับหวังให้ฤทธิ์สุรากลบความหมั่นไส้ที่พุ่งขึ้นมาอยู่หลายครั้งหลายคราว
เมื่อดื่มไปหลายจอกจึงเกิดความมึนเมาเล็กน้อย ควบคุมสติเริ่มไม่อยู่ กล่าวตำหนิเสียงดังอย่างตรงไปตรงมา “คุณหนูลู่ช่างไร้ยางอายนัก! ส่งสายตายั่วยวนบุรุษจนเกินงาม ทำกริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าขุนนางและแเื่ในงานหลวงเช่นนี้…มิใช่เื่ที่สตรีตระกูลดีพึงกระทำ!”
ทว่า…ท่านอ๋องหลี่เฟยหลง ผู้มีสายตาเ็า เย่อหยิ่ง และไม่เคยไว้หน้าผู้ใด กลับเอ่ยตำหนิ เซี่ยซินซิน ต่อหน้าผู้คนทั้งงาน น้ำเสียงเรียบเยือกแต่เฉียบขาด กรีดลึกลงกลางใจของนางอย่างไม่ปรานี
“สตรีใดไม่รู้จักกาลเทศะ อวดดีเกินตัว คิดว่าตนมีสิทธิ์กล่าวหาผู้อื่นในงานเลี้ยงของเปิ่นหวางได้อย่างนั้นหรือ”
เซี่ยซินซินถึงกับชะงัก น้ำตาคลอเบ้า น้ำตาคลอเบ้า วิ่งหนีออกไปจากงานในสภาพที่หัวใจแหลกสลาย คำพูดเ็าเ่าั้ประดุจคมมีดกรีดลงกลางใจ เซี่ยซินซิน ดวงหน้างามแดงก่ำด้วยทั้งความน้อยใจและความอับอาย ท่ามกลางสายตานับร้อยที่เต็มไปด้วยทั้งเวทนา และเย้ยหยัน
เธอวิ่งไปเรื่อยโดยไม่สนทิศทางจนไปหยุดอยู่ที่สวนริมบึงท้ายตำหนักท่านอ๋อง เธอทรุดกายนั่งลงข้างริมน้ำ มองดูดวงจันทร์ดวงใหญ่ที่สาดส่องลงมาด้วยน้ำตาไหลรินอย่างไม่ขาดสาย จนเธอได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะหันหลังไปมองก็มีแรงผลักจากด้านหลังทำให้เธอเสียหลักและตกลงไปในบ่อน้ำ’
เธอถูกผลัก!
แต่เธอไม่รู้เลยว่า ผู้ใดกันแน่ที่คิดร้ายกับเซี่ยซินซินถึงขั้นเอาชีวิต เพราะดูจากความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาแล้ว ดูเหมือนนางจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว สุดท้ายก็ทำเพียงถอนหายใจแ่แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ข้า…หลับไหลไปนานแค่ไหน” เธอเอ่ยถามด้วยเสียงแ่พร่า เจือทั้งความสับสนและอ่อนแรง
“สองสัปดาห์เต็มเ้าค่ะ ข้านึกว่าท่านจะไม่ฟื้นเสียแล้ว”
จินจิงเอื้อมมือมาแตะแขนเธออย่างแ่เบา น้ำตาคลอเต็มขอบตา สะท้อนทั้งความดีใจและโล่งใจอย่างสุดซึ้ง
ซินซินเพียงยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปแตะหลังมือของสาวใช้
“ข้าฟื้นแล้ว… ไม่ต้องห่วงนะ จินจิง” เธอพูดปลอบสาวใช้ข้างกายคนสนิท ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อบอุ่น
พร้อมความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว
‘ถ้าเซี่ยซินซินตัวจริงเป็คุณหนูที่วันๆเอาแต่หึงหวง ตามตื๊อผู้ชายที่ไม่คิดจะเหลียวแลเธอสักนิด… งั้นเธอต้องเป็คุณหนูเซี่ยซินซินในเวอร์ชันใหม่ซะแล้ว’
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นหน้าประตู ตามมาด้วยร่างสูงในชุดขุนนางเต็มยศ ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยอำนาจและบารมี เซี่ยหย่งเหวิน ประมุขของตระกูลเซี่ยและยังมีศักดิ์เป็ถึงท่านราชครูของฮ่องเต้
“ซินเอ๋อร์… ในที่สุดเ้าก็ฟื้นแล้ว”
น้ำเสียงของเขาแ่ลงในทันทีเมื่อสบตาบุตรสาวที่นอนอยู่บนเตียง สีหน้าเคร่งขรึมพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนจะยื่นมือไปแตะศีรษะนางอย่างแ่เบา ัันั้นเต็มไปด้วยความรัก ความโล่งใจ และความเป็ห่วง
ซินดี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ พร้อมโน้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างเคารพ แม้พยายามเก็บสีหน้าให้สงบเรียบร้อย แต่ภายในกลับรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องพบกับ ‘บิดา’ ของเ้าของร่างตัวจริง
“เ้าทำให้พ่อแทบใจขาด สองสัปดาห์… เ้านอนแน่นิ่งราวไร้ิญญา”
ซินดี้เม้มริมฝีปาก เธอไม่รู้ว่าราชครูผู้น่าเกรงขามคนนี้แสดงความรักต่อลูกสาวบ่อยแค่ไหน… แต่ตอนนี้ดวงตาคมใต้คิ้วหนาคู่นั้นแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แววตานั้นอ่อนล้า ราวกับเขาไม่ได้นอนมาหลายวัน เพื่อเฝ้ารอลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ข้าต้องขอโทษเ้าค่ะ… ที่ทำให้ท่านเป็ห่วง”
คำพูดนั้นเรียบง่าย อ่อนโยน และนุ่มนวลแต่กลับฟังดูห่างเหินอย่างประหลาด
เซี่ยหย่งเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เ้าพูด…แปลกไป” เขาเอ่ยช้า ๆ จับจ้องใบหน้าบุตรสาว
“เหตุใดจึงพูดจาห่างเหิน ไม่แทนตัวว่าซินเอ๋อร์เช่นทุกครั้ง?”
เพราะั้แ่เล็กจนโต บุตรสาวของเขาจะเรียกตัวเองว่า ซินเอ๋อร์ ต่อหน้าเขาเสมอ ไม่เคยใช้คำว่า ‘ข้า’ เช่นนี้
สายตาคมของเขาจับจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางจินจิงด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เรียกหมอหลวงมาตรวจคุณหนูอีกครั้ง”
ซินดี้รีบเอ่ยออกมาแทบจะทันที
“ข้า…เอ่อ…ซินเอ๋อร์ไม่เป็อะไรเ้าค่ะ ท่านพ่อ เพียงแต่หลับไปนาน ความทรงจำบางส่วนอาจจะพร่าเลือนไปบ้าง”
นางเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง ทั้งเพื่อกลบเกลื่อนความจริง และอธิบายความเปลี่ยนแปลงของตนอย่างแเี
เซี่ยหย่งเหวินจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิดเคร่งขรึม ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วพยักหน้าช้า ๆ อย่างอ่อนแรง
“เช่นนั้น เ้าพักผ่อนให้มากอีกสักหน่อยเถอะ พ่อจะให้คนต้มยาบำรุงมาให้เ้า”
เขาเอื้อมมือมาแตะไหล่ของเธออีกครั้ง ัันั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรัก
ซินดี้พยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อน
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ”
ขณะที่ชายวัยกลางคนลุกขึ้นและเดินจากไป เธอเงยหน้าขึ้น มองตามแผ่นหลังสูงสง่าของคนที่เธอเพิ่งเอ่ยเรียกว่า ‘ท่านพ่อ’ เป็ครั้งแรกในชีวิต
ใจหนึ่งของเธอรู้ดี เขาไม่ใช่พ่อของเธอ ไม่ใช่คนที่ให้กำเนิดเธอในโลกใบเดิม แต่ไม่รู้ทำไมอีกใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด อบอุ่นจนใจเธอสั่นไหว
ในโลกเดิม… เธอไม่มีพ่อ เธอเติบโตมาเพียงลำพังกับแม่ และเมื่ออายุได้สิบแปดปี แม่ของเธอก็จากไปด้วยโรคร้ายที่พรากทุกอย่างไปอย่างไม่มีวันย้อนคืน
ั้แ่นั้นมา เธอเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตเพียงลำพัง เผชิญโลกด้วยตัวเอง
“คุณหนู ท่านไม่อยากให้ข้าไปเชิญหมอหลวงมาตรวจอีกหน่อยหรือเ้าคะ?”
จินจิงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วงใย ปลุกเธอให้หลุดจากภวังค์แห่งความคิดในอดีต
“ไม่จำเป็หรอก ข้าสบายดี”
ซินดี้ตอบเรียบ ๆ พลางทอดสายตามองออกไปยังนอกหน้าต่าง
เธอกำลังอาศัยอยู่ในร่างของคนอื่น ใช้ชีวิตที่ไม่ใช่ของตนเอง แต่ในเมื่อชะตากรรมได้พัดพาเธอมาถึงที่นี่แล้ว เธอจะไม่ปล่อยให้มันไร้ความหมายเด็ดขาด ครู่หนึ่งเงียบงัน ก่อนเธอจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“จินจิง”
“เ้าค่ะ?” สาวใช้ขานรับอย่างนอบน้อม
จินจิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าอย่างช้า ๆ อย่างลังเล
“ตอนนั้นผู้คนกำลังสังสรรค์กันอย่างครึกครื้น ไม่มีใครทันเห็นเหตุการณ์เลยเ้าค่ะ แต่…”
เธอหยุดชะงัก ก่อนเบี่ยงสายตาลงเล็กน้อย
“แต่?”
“แต่ข้าพบเห็นคุณหนูซูชิงเหยาเ้าค่ะ หลังจากที่ข้าวิ่งตามคุณหนูไปไม่ทัน ข้าจึงพยายามตามหาเ้าคุณหนูอยู่บริเวณใกล้ ๆ งาน และข้าเห็นคุณหนูซูออกมาจากงานในเวลานั้นเช่นกันเ้าค่ะ”
เธอรีบเม้มปากแน่นด้วยความเกรงกลัว ก่อนเอ่ยเสียงเบา ๆ
“ขออภัยเ้าค่ะ ข้าคงคิดมากไปเอง”
“ซูชิงเหยาอย่างงั้นหรือ” ซินดี้เอ่ยพลางขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
ในความทรงจำของเซี่ยซินซิน เธอคือบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายบู๊ หญิงงามผู้แสนเรียบร้อยต่อหน้าผู้คน แต่เื้ักลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการแสร้งทำ นางคือศัตรูหัวใจอีกคนหนึ่ง ผู้มักพูดจายียวน ยั่วโมโหเซี่ยซินซินผู้เคยอารมณ์ร้อนง่าย ซึ่งทำให้นางไม่เคยทันเล่ห์เหลี่ยมของซูชิงเหยาเลยสักครั้ง นั่นเองที่ทำให้ซูชิงเหยาถูกหลี่เฟยหลงมองด้วยความระแวง และคิดว่าเธอเป็หญิงร้ายกาจอยู่เสมอ
ซินดี้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่แววตากลับเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง
‘หากนางคือคนที่ผลักซินซินลงน้ำ… ข้าคงจะต้องตอบแทน ให้เหมาะสม…ข้าอาจไม่ใช่เซี่ยซินซินคนเดิมแต่ข้าจะเป็ซินซินที่คู่ควรกับชีวิตนี้แทน’