ตอนที่ 126 ให้ไลท์เป็นเหยื่อล่อ
เจ้าของร้านรวงทั้ง 3 ร้าน ที่ได้ลองกินเนื้อเสียบไม้ของไลท์เข้าไป เพียงแค่กินเข้าไปคำแรก พวกเขาก็แทบจะวนเวียนกลับมาซื้อเพิ่มในทันที จวบจนกระทั่งได้กินเนื้อเสียบไม้ในรอบที่สอง
ซึ่งรอบนี้พวกเขาได้ตั้งใจเอาไว้ว่า จะละเมียดละไมในการกินให้มากกว่านี้ ทั้งหมดก็เพื่อตั้งใจที่จะแกะสูตรของเนื้อเสียบไม้ที่แสนอร่อยนี้ และ นำมาเปรียบเทียบกับอาหารในร้านตนเองว่าพอจะเทียบเคียงได้หรือไม่
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้พวกเขาจะตั้งใจแน่วแน่มากสักแค่ไหน แต่ทันทีที่ได้กลิ่นหอมจากเนื้อเสียบไม้ ความตะกละตะกลามของพวกเขาก็ดูเหมือน ว่ามันจะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเขากินอย่างมูมมาม กินอย่างเอร็ดอร่อย กินอย่างที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน
และนั่นเองทำให้จิตใจที่อยากจะแข่งขันกับร้านอาหารสามเวลา ก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
เจ้าของร้านรวงเหล่านี้ รับรู้จากจิตใต้สำนึกโดยแท้จริง ว่าพวกเขาไม่มีวันเอาชนะ หรือ เป็นคู่ต่อสู้ให้กับร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้ได้เลย
พวกเขาเป็นเหมือนไก่ที่ขาดสารอาหาร แต่ริอ่าน อยากจะไปอวดความสวยงามกับพญาหงส์ที่แผ่หางรำพัน
“ยอมแพ้กันเสียตั้งแต่ตอนนี้ พวกเราจะได้ไม่เจ็บตัวและอับอายไปมากกว่านี้กันเถอะ” หนึ่งในเจ้าของร้าน ได้เอ่ยปากลา เจ้าของร้านคนอื่นๆ ที่ทั้งหมดล้วนมีสีหน้าอดอาลัยตายยาก
เมื่อวานพวกเขายังลำพอง คิดทึกทักกันเองอยู่เลย ว่าจะเข้ามาเบียดเบียนแย่งลูกค้าจากร้านอาหารประจำถิ่นดั่งเช่นที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน พวกเขาก็ต้องพบเข้ากับความจริงที่ว่า ร้านอาหารประจำถิ่นแห่งนี้ ไม่ใช่ ร้านอาหารทั่วๆ ไปที่พวกเขาจะเข้ามากอบโกยและมายื้อแย่งลูกค้าไปได้ง่ายๆ
ร้านอาหารสามเวลา ที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นเพียงร้านอาหารบ้านนอก แต่ไฉนเลยกลับหลบซ่อนคมเขี้ยวและกรงเล็บที่พร้อมขยำเหยื่อให้ตกตายได้ในชั่วพริบตา เอาไว้ได้ถึงเพียงนี้
“ขอสวดคำอวยพรให้แก่เทพแห่งแสง ข้าน้อยขอสวดภาวนาอย่าให้ร้านอาหารสามเวลาได้ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านดาราฉายของข้าน้อยเลย สาธุ”
“นับแต่นี้ ข้าจะไม่เดินทางไปตั้งร้าน ตามสถานที่ต่างๆ อีกต่อไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของข้าแล้ว ขอให้พวกเจ้าทุกคนโชคดี”
“ข้าเองก็เช่นกัน ข้าน่าจะเชื่อฟังคำทักท้วงของภรรยาตั้งแต่แรก...เอาล่ะ อย่างน้อยๆ ข้าก็ยินดีที่ได้รู้จัก เพื่อนเจ้าของร้านเช่นพวกท่านทุกคน ข้าขอลาก่อน”
เจ้าของร้านทั้ง 3 ที่ตัดสินใจยอมแพ้ ชูหมูปิ้งไม้สุดท้ายของพวกเขา ขึ้นฟ้า เพื่อเป็นการเลี้ยงส่ง
ก่อนจะรูดหมูปิ้งทั้งหมดเข้าปากภายในคำเดียว พลางเคี้ยวกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับเดินแยกย้ายกันกลับไปตามร้านของแต่ละคน
เพื่อขนย้าย เก็บข้าวของและสัมภาระทั้งหมด โดยที่มีเจ้าของร้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับเจ้าของร้านกระทะทอง ยืนจับกลุ่มจ้องมองด้วยความงุนงง…คนพวกนี้จะไปไหนกัน?
“พอดี พวกเราได้รับจดหมายจากทางร้านหลักของพวกเรา ให้กลับไปที่ร้านกันโดยด่วน จึงต้องขอตัวลาทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย” เจ้าของร้านทั้งสาม ไม่ได้บอกถึงเรื่องที่พวกเขาแอบไปกินอาหารจากร้านอาหารสามเวลา ให้เจ้าของร้านพวกนี้ได้รับรู้
เพราะนับตั้งแต่แรก ที่พวกเขาเดินทางมายังป่าดาราฉาย ก็เพราะหลงเชื่อในคำพูดของเจ้าของร้านกลุ่มนี้ ที่ชักชวนตามๆ กันมา
ดังนั้นในเมื่อพวกเขาต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินลงทุนที่ได้จ้างวานคนงานๆ มาช่วยกันตั้งร้าน พวกเขาจึงอยากที่จะระบายอารมณ์ที่ทั้งหงุดหงิดและผิดหวังใส่ใครสักคน ประจวบเหมาะกับที่เจ้าของร้านกลุ่มของร้านกระทะทอง นั้นผ่านทางมาพอดี จึงถือโอกาสนี้ปกปิดความลับของร้านอาหารสามเวลาเอาไว้
เพื่อให้เจ้าของร้านทุกคน ได้เผชิญหน้ากับมัจจุราชที่ชื่อว่า ไลท์ ด้วยตัวเอง
“อย่างนั้นหรอกเหรอ...ถ้าเช่นนั้น วัตถุดิบที่พวกเจ้าเตรียมมา ข้าคนนี้ขอซื้อต่อจะได้หรือไม่? เอางี้ไหม ข้าเหมาวัตถุดิบของพวกเจ้าทั้งหมด 100 เหรียญทองมณี ตกลงไหม” ในระหว่างที่เจ้าของร้านทั้งสามกำลังเก็บข้าวของและเตรียมจะเดินทางกลับ
จู่ๆ ทางด้าน เจ้าของร้านกระทะทองก็เดินเข้ามายื่นข้อเสนอนี้ให้กับเจ้าของร้านทั้งสาม แน่นอนว่า เจ้าของร้านคนอื่นๆ ก็กระทำแบบเดียวกัน
พวกเขาตั้งใจ จะฉกฉวยวัตถุดิบอาหารที่มีราคาถูก จากเจ้าของร้านทั้งสาม เพราะรู้ว่า การที่เก็บกลับไปด้วย มีแต่จะทำให้วัตถุดิบนั้นเสียและใช้ประโยชน์ไม่ได้ สู้ขายให้กับพวกเขาอย่างน้อยๆ ก็ได้เงินก้อนคืนมานั่นเอง
“เอาไปสิ! ฉันตกลงขาย อีกทั้งยังจะยกโต๊ะไม้และเก้าอี้ในร้านไปให้ด้วย”
เมื่อได้ยินคำตอบที่พึงพอใจ ทางด้านเจ้าของร้านกระทะทองก็พลันลูบปากด้วยความโลภ
ของถูก ของฟรีแบบนี้ จะหาที่ไหนได้อีก...ต้องขอบคุณฟ้าดินจริงๆ ที่ส่งเจ้าของร้านโง่ๆ พวกนี้กลับไป
เจ้าของร้านกระทะทองยื่นเงิน 100 เหรียญทองมณีให้กับเจ้าของร้านที่ได้ทำการตกลงอย่างรวดเร็วก่อนจะขนย้ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ทั้งหมดกลับไป ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เบิกบานที่ฟ้าดิน ส่งมอบโชคมาให้กับมัน
กลับกันทางด้านฝ่ายของเจ้าของร้านที่ขายวัตถุดิบ ราวกับถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องขายวัตถุดิบด้วยราคาที่สุดแสนจะขาดทุน แต่แทนที่พวกจะมีสีหน้าที่เศร้าใจ
กระนั้นกลับมีเจ้าของร้านบางคนแอบเห็น รอยยิ้มราวกับมีเลศนัยที่อธิบายไม่ได้ว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่...จากใบหน้าของเหล่าเจ้าของร้านที่จากไปเสียอย่างนั้น!
“ฮ่าฮ่า จะรอยยิ้มอะไรกัน? มันก็คงเป็นรอยยิ้มสุดท้าย ที่อย่างน้อยๆ ก็ยังมีพอเงินติดตัวกลับไปนะสิ” เจ้าของร้านกระทะทอง ยังคงร่าเริงที่ได้ของราคาถูก พลางจัดแจงวัตถุดิบที่ได้ซื้อมาเข้าไปใน ตู้แช่เย็น ที่มันได้ขอร้องให้ผู้ที่มีพลังเวทอันแข็งแกร่งมากกว่า 3 ดาว สร้างให้กับมัน พลางฮัมเพลงไปด้วยอย่างสบายอกสบายใจ
โดยที่ในฝั่งของร้านอาหารสามเวลาในตอนนี้ หลังจากขายเนื้อเสียบไม้ในช่วงเช้าเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย
ไลท์ โทมัส จิม เอลล่า แอลและเจ้าโปริ่ง เมื่อเก็บล้างอุปกรณ์ทุกอย่างจนเข้าที่เข้าทาง พวกเขาก็อาศัยช่วงที่กำลังว่าง เข้ามากินอาหารเช้าที่โทมัส จิม เป็นคนรับหน้าที่ลงมือทำ พลางเพื่อหารือกันว่า วันนี้พวกเขาควรจะเข้าไปในป่าดาราฉายหรือไม่นั่นเอง
“เนื้อพวกนี้ คุณภาพไม่ได้เรื่องเลยครับเชฟ” โทมัสและจิม ได้นำอาหารที่พวกเขาทั้งสองเป็นคนทำ มาวางไว้ที่กลางโต๊ะภายในบ้าน
“งั้นคราวหลังก็เลือกเนื้อสัตว์ให้ดีๆ ตามที่ฉันได้สอนไปนะ เรื่องพวกนี้ไม่ต้องรีบร้อน ขอแค่พวกนายมีประสบการณ์มากๆ เข้า สักวันหนึ่งเพียงแค่ปรายตามอง ก็แยกแยะเนื้อคุณภาพดีกับไม่ดี ได้แล้ว” ไลท์ได้พูดให้กำลังใจโทมัสและจิม
ประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องที่จะสอนกันได้ง่ายๆ มีแต่ต้องลงมือทำซ้ำๆ เมื่อเจอปัญหาก็ต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แม้จะมีไลท์มาคอยช่วยขัดเกลาเป็นเสมือนทางลัด แต่ก็ไม่มีหลักสูตรไหนที่จะเร่งรัดและทำให้โทมัส จิม เอลล่าและแอล กลายเป็นพ่อครัวที่เก่งกาจได้ในชั่วข้ามคืน
เด็กต่างๆ นั่งฟังสิ่งที่ไลท์สอน พลางกินอาหารเช้าที่โทมัสและจิมเป็นคนลงมือทำ แน่นอนว่าอาหารของโทมัสและจิม อาจไม่ได้อร่อยเลิศล้ำเหมือนกับที่ไลท์เป็นคนทำ แต่ทั้งสองก็มีการพัฒนาที่เติบโตมากขึ้นในทุกๆ วัน อีกทั้งสองคนก็ถือเป็นคนที่กล้าเปิดรับคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาได้อีกด้วย
แม้คำวิจารณ์นั้นจะมาจากคนที่อายุน้อยกว่าพวกเขาอย่างเอลล่าและแอล ก็ตามที
“พี่โทมัส พี่จิมค่ะ วันนี้เนื้อผัดกระเทียมน่าจะผัดนานไปหน่อยนะคะ เนื้อค่อนข้างเหนียวพอสมควรเลย” เอลล่าแสดงความคิดเห็น แต่ก็ยังคงตักอาหารของโทมัสและจิมกินอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับว่าคำวิจารณ์ที่พูดออกไป มันคือความหวังดีที่ไม่ได้มีอคติใดๆ เจือปนอยู่เลย
“ไว้วันมะรืนพี่สองคนจะลองทำแบบที่เอลล่าชอบดูนะ” โทมัสคีบเนื้อเข้าปาก ก่อนจะรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าเนื้อในวันนี้มีรสชาติที่เหนียวเกินไปจริงๆ
แม้จะมีสูตรจากไลท์มาเป็นกรอบและมาตรฐานให้พวกเขาได้ทำตาม แต่ในเรื่องของอุณหภูมิของไฟและเวลาในการผัด พวกเขายังต้องฝึกฝนอีกมาก
ซึ่งด้วยความที่โลก The Gloria ยังไม่มีนาฬิกาที่คอยจับเวลาหรือแม้กระทั่ง เครื่องวัดอุณหภูมิ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องอาศัยความชำนาญและคอยท่องจำเวลาอยู่ภายในใจตลอดเวลานั่นเอง
“ถึงจะมีส่วนที่ยังผิดพลาดอยู่บ้าง แต่รสชาติก็ทำออกมาได้ไม่เลว ถือว่าพวกนายสองคน ได้นำสิ่งที่ฉันเตือนไปในคราวก่อน นำมาปรับปรุงได้ดี” ไลท์เป็นคนสุดท้ายที่ให้คะแนนในอาหารของโทมัสและจิม
เขาได้มอบคำชมเชย พร้อมทั้งพยักหน้ายอมรับในอาหารเช้าจานนี้ หรือแม้กระทั่งเจ้าโปริ่งที่มักจะเลือกกินแต่อาหารที่อร่อยๆ หรืออาหารที่ไลท์เป็นคนทำอยู่เป็นประจำ
ในวันนี้ก็ยังยอมกินอาหารของโทมัสและจิม ไปจนหมดจานอีกด้วย
ความสุขบนโต๊ะอาหารและการพัฒนาการทำอาหารของโทมัสและจิม ไม่นานก็จบลง
บนโต๊ะอาหารได้ปราศจากจานและอาหารที่ถูกเก็บล้างจนหมดแล้ว เหลือก็แต่เพียงถ้วยน้ำร้อนอุ่นๆ ที่ส่งควันร้อนลอยขึ้นเหนือแก้วอยู่เป็นระยะๆ
“เชฟไลท์ครับ วันนี้พวกเราควรจะเข้าไปในป่า เพื่อสร้างสถานการณ์เหมือนกับครั้งก่อนอีกหรือไม่?”
ใช่แล้ว...เรื่องเคร่งเครียดของวันนี้ ก็คือเรื่องที่ ไวทเคานต์นิคจะเข้าไปตรวจสอบร่องรอยของหมาป่าสีชาด หรือก็คือร่างจำแลงของเจ้าโปริ่ง นั่นเอง
“ฉันเองก็คิดแบบนั้น ละครฉากนี้ สักวันหนึ่งก็คงต้องจบ...เพียงแต่ฉันค่อนข้างเป็นห่วงเจ้าโปริ่งว่าจะได้รับอันตรายหรือไม่ หากต้องเผชิญหน้ากับไวทเคานต์นิคและกลุ่มนักผจญภัย หลายร้อนคนตรงๆ” ไลท์ลูบเจ้าโปริ่งที่นั่งอยู่บนตักของเขา ด้วยความเป็นห่วง
“พวกเราก็พอจะรู้ถึงพลังเวทของไวทเคานต์นิคอยู่บ้าง ไวทเคานต์ผู้นี้มีพลังเวทที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากพอสมควร ในหมู่ขุนนางในอาณาจักรลูนาเทีย ก็ถือว่าเป็นคนที่อยู่ในระดับสูง ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้รับความไว้วางใจจากพระราชาโจเซฟให้ดูแลสมาคมนักผจญภัยที่เป็นแหล่งรวมคนที่แข็งแกร่งเอาไว้แบบนี้หรอกครับ”
แม้แต่โทมัสที่มีพลังเวทสูงถึง 4 ดาว ก็ไม่อาจที่จะประมาทไวทเคานต์นิคที่มีพลังเวทระดับ 3 ดาวขั้นสูงไปได้
อีกทั้งรอบข้างของไวทเคานต์นิคก็มีทั้ง คาห์นและหัวหน้าหน่วย รวมถึงทหารองครักษ์ที่มีฝีมืออีกนับสิบ
เช่นนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับส่งเจ้าโปริ่ง ให้ไปโดนรุมสะกำ อยู่ท่าเดียว
“เชฟครับ ถ้าเช่นนั้นพวกเราใช่แผนล่อให้ไวทเคานต์นิคแยกตัวออกมาเพียงลำพังจะดีหรือไม่ อย่างน้อยเจ้าโปริ่งและพวกเรา จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับนักผจญภัยหลายร้อยคนในคราวเดียว” จิม ที่ค่อนข้างรอบคอบ ได้เสนอแนะแผนการขึ้นมาบ้าง
“แผนของจิมดูจะเข้าท่า แต่เราจะใช้อะไรล่อ ท่านไวทเคานต์ให้แยกตัวออกมากันล่ะ?” ไลท์นิ่งเงียบ พลางใช้ความคิด
แต่ทว่า...ใบหน้าของทุกคนกลับหันมามองที่เขา เป็นสายตาเดียว
“พวกเราคิดว่า เชฟไลท์ คือคนที่เหมาะสม ที่จะเป็นคนไปล่อไวทเคานต์นิคครับ!” โทมัส จิม เอลล่าและแอล ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้
แผนการที่ให้ไลท์ เป็นเหยื่อล่อไวทเคานต์นิค และ คอยบัญชาทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองจากภายใน
อย่างที่รู้กันดี ว่าเหตุการณ์ในครั้งก่อน ไลท์ก็เป็นคนคอยกำหนดบทละครอยู่รอบนอกให้ทุกคนคอยทำตาม ดังนั้นการที่ให้ไลท์แสดงตัวออกมาตรงๆ ดูจะดีกว่าหลบซ่อนอยู่ในเงามืดเหมือนเช่นครั้งก่อนนั่นเอง
อีกทั้งถ้าให้พูดกันตามตรง ไวทเคานต์นิคก็ค่อนข้างนิยมชมชอบไลท์เป็นการส่วนตัวอยู่ด้วยแล้ว เช่นนั้น ขุนนางผู้นี้คงไม่ปล่อยให้ไลท์ต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy