เจคโยนถุงใส่เงินให้ดอนที่อยู่บนเตียงดอนคว้าเอาไว้ก่อนจะส่งให้ชายที่มีร่างกายผอมซูบ เขาเปิดถุงเงินแล้วทำการนับทีละเหรียญใช้เวลาไม่นานก็นับเสร็จ
“ทั้งหมด 19 เหรียญทองแดงขอรับนายท่าน” ทันทีที่ทราบจำนวนเงินดอนก็มีหน้าตาบูดบึ้ง
“อะไรวะมีเพียงแค่นี้เองนี่หว่า”
“นั่นคือทั้งหมดที่หล่อนมี” เจคตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบ ๆ ดอนมองหน้าเจคด้วยสีหน้าไม่พอใจแล้วบอกว่า
“ข้าว่าข้าบอกแกไปแล้วนะว่าถ้านังนั่นหาเงินมาคืนไม่ได้ก็ให้ฉุดมันมาซะ”
“ข้ารับจ้างทวงหนี้ไม่ใช่ฉุดคร่าผู้หญิง” เจคยังตอบด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม ดอนที่ได้ฟังก็ลุกขึ้นลงจากเตียงแล้วพาร่างอุ้ยอ้ายมาหาเจคแล้วพูดช้า ๆ ว่า
“สิ่งที่แกต้องทำคือทำตามที่ข้าสั่งไอ้ขี้ข้าไปจับตัวนังนั่นมาเดี๋ยวนี้” ดอนออกคำสั่งแต่สิ่งที่ได้กลับมาจากเจคคือความเงียบ “ไม่เข้าใจที่ข้าบอกหรือไงวะไอ้ขยะไปจับตัวนังนั่นมาซะ” ทว่าเจคยังคงเงียบแล้วสบตากับดอนอย่างไม่สะทกสะท้าน
ถ้าพูดถึงเื่พลังเวทย์มนตร์แล้วล่ะก็ดอนจะมีพลังเวทย์อยู่ในระดับที่สูงกว่าเจคเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วของทั้งสองที่ฝ่ายหนึ่งเสวยสุขอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง แต่อีกฝ่ายกลับใช้ชีวิตเหมือนนักเลงข้างถนน ทำให้เจคไม่มีความเกรงกลัวหากต้องปะทะกับอีกฝ่ายขึ้นมา แต่ที่เจคต้องระวังจริงคือเหล่าคนในชุดเกราะที่ยืนตามมุมต่าง ๆ ในห้องที่ตอนนี้เริ่มทำท่าชักอาวุธั้แ่ที่ดอนลงมาจากเตียงแล้วเดินมาหาเขา
ดอนที่เห็นว่าเจคยังคงไม่มีปฏิกิริยาต่อคำสั่งตนก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็อ่อนโยนขึ้นชนิดหน้ามือเป็หลังมือ เขาแสร้งทำเป็ถอนหายใจแล้วทำเป็พูดว่า
“ก็ได้ก็ได้ ในเมื่อเ้าไม่้าฉุดนังนั่นมาข้าก็จะไม่ฝืนใจเ้า” ดอนยกฝ่ามือขวาตบไหล่ซ้ายเจคเบา ๆ แล้วเผยรอยยิ้มออกมา กับท่าทีที่เปลี่ยนไปมาของอีกฝ่ายนี้เจคเองก็มีท่าทีระแวดระวัง ทันใดนั้นเพชรสีน้ำตาลบนแหวนของดอนก็เรืองแสงขึ้นมา เจครับรู้ได้ถึงความผิดปกติตั้งใจจะถอยห่างจากดอนแต่ไม่ทันการ ดอนจับไหล่ซ้ายของเจคแน่นจนเขารู้สึกเหมือนว่ามือของอีกฝ่ายเป็คีมเหล็กที่บีบไหล่เขาจนรู้สึกเจ็บไปถึงกระดูก
“อ๊าก!!!” เจคร้องออกมาด้วยความเ็ปเขาพยายามใช้มือขวาง้างมือของดอนออกแต่ไร้ผล มือของดอนเวลานี้คล้ายไม่ใช่มืุ์แต่เป็สิ่งที่หลอมจากเหล็กกล้า ความเ็ปที่ไหล่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยจนหน้าผากหลั่งเหงื่อเย็นออกมา เส้นเืที่หน้าผากปูดขึ้นจนเห็นชัด
“อ๊าก!!!” เจคยังคงร้องไม่หยุดในขณะที่ดอนกลับมามีท่าทีเย้ยหยัน เขาแล้วแสยะยิ้มออกมาก่อนจะปล่อยมือจากไหล่ของเจค ขณะที่เจคยังไม่ทันรู้สึกผ่อนคลายจากไหล่ที่ถูกปล่อยดอนก็ใช้มือขวาจับที่ศีรษะของเจคแล้วฟาดลงกับพื้นอย่างแรง เหล่าหญิงสาวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยที่อยู่บนเตียงต่างมองภาพที่เห็นแล้วอุทานออกมาพร้อมกับเอามือปิดปากไว้
ดอนเอาเท้าเหยียบที่หน้าของเจคแล้วพูดว่า
“ไอ้ขยะอย่าลำพองตัวเกินสิวะลืมแล้วหรือไงว่าเพราะใครถึงทำให้แกมีเงินซื้ออาหารให้เด็กกำพร้าที่แกรับเลี้ยงน่ะหา” ดอนกดเท้าลงหนักกว่าเดิมพร้อมทั้งสั่งว่า “ข้าให้เวลาแกสามวันถ้านังนั่นหาเงินมาจ่ายคืนข้าไม่ได้ก็พาตัวมันมาซะไม่อย่างนั้นข้าจะเลือกเด็กคนหนึ่งในบ้านของแกมาแทน”
จูนมองส่งเออร์วินกับสาวใช้ของเขาเดินจากไปกล่องใส่ยาเม็ดลูกกลอนยังคงวางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ กล่องมีหนึ่งเหรียญเงินและกระดาษกับเข็มทิศและแท่งไม้ที่ใช้บอกเวลาจากแสงแดดวางไว้อยู่ จูนพยายามนึกถึงสิ่งที่เด็กชายพูดกับเธอยาที่สามารถรักษาพ่อของเธอได้โดยไม่ต้องพึ่งเวทย์มนตร์ในการสร้าง แต่อาจจะมีเงื่อนไขเล็กน้อยเช่นต้องใช้เวลาในการรักษาและต้องทานยาทุกสี่ชั่วโมงทำให้เธอต้องคอยดูเวลาจากนาฬิกาแดดที่เขาทำขึ้น
เื่เหล่านี้มันดูเหลือเชื่อเกินไปสำหรับเธอแต่เพราะตัวเธอในตอนนี้ไม่มีทางเลือกทำให้ต้องฝากความหวังไว้กับยาที่เด็กชายให้มา จูนมองทั้งสองคนที่ลับสายตาไปก่อนจะเดินกลับเข้ามาข้างในบ้านเธอหยิบเหรียญเงินจากโต๊ะขึ้นมาถือแล้วมองมัน เออร์วินได้กำชับว่าลำพังแค่ยาแอสไพรินอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ สุขภาพของพ่อเธอก็มีส่วนช่วยเช่นกันและเขาได้มอบเงินให้เธอหนึ่งเหรียญเงินเพื่อใช้ซื้ออาหารให้ทั้งพ่อกับตัวเธอ
สำหรับตัวเธอที่กำลังตกอยู่ในความสิ้นหวังและไร้ทางออกนี้ การปรากฏตัวของเออร์วินและความช่วยเหลือที่เขาเสนอนั้นเป็เสมือนแสงเทียนในความมืด ที่แม้ว่ามันจะดูแปลกใหม่และไม่คุ้นเคยแต่เธอก็ยินดีที่คว้ามันเอาไว้แม้ว่าเออร์วินจะแจ้งถึงข้อแลกเปลี่ยนเธอก็ยินดีตกลงเพื่อรักษาครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอ
จูนกำเหรียญเงินในมือแน่นแล้วรีบออกจากประตูบ้านมุ่งหน้าไปตลาดเพื่อซื้ออาหารเพราะทั้งตัวเธอและพ่อต่างก็ไม่ได้ทานอะไรมาหลายวันแล้ว เหล่าเพื่อนบ้านที่เห็นเธอต่างมองด้วยความเป็ห่วง พวกเขารู้ดีว่าจูนนั้นเป็หนี้จำนวนมหาศาลและยังมีพ่อที่ล้มป่วย วันนี้ก็ยังโดนเจคบุกมาทวงหนี้พวกเขาต่างได้ยินเสียงการใช้กำลังและเสียงร้องออกมาจากบ้านเธอ พอคนที่มาทวงหนี้จากไปก็มีเด็กผู้ชายพร้อมทั้งสาวใช้โผล่มา
“แม่หนูจูนจะเป็อะไรไหมนะ” หญิงชราที่อยู่บ้านข้าง ๆ มองไล่หลังของจูนด้วยความเป็ห่วง
“ท่านยายเราช่วยอะไรพี่จูนไม่ได้เลยเหรอคะ” เด็กสาวที่มีเนื้อตัวมอมแมมสวมกระโปรงที่ตัดจากผ้าเนื้อหยาบถามหญิงชราด้วยสีหน้าเศร้า หญิงชรายิ้มแล้วส่ายหน้าให้หลานสาว
“เราช่วยอะไรไม่ได้หรอกหลานแต่ว่าจูนนั้นเป็เด็กดีมาโดยตลอด และเด็กดีอย่างจูนพระเ้าจะต้องไม่ปล่อยให้เธอเป็อะไรแน่” เด็กสาวที่ได้ยินคำพูดของยายก็เริ่มมีสีหน้าดีขึ้นทันทีเธอยิ้ม
“นั่นสินะคะพี่จูนเป็คนใจดีมากพระเ้าจะต้องช่วยพี่แน่” หญิงชราที่ได้ฟังคำพูดของหลานสาวกลับได้แต่ยิ้มแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก พระเ้าที่หญิงชราพูดถึงนั้นก็คือพระเ้าตามความเชื่อของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ที่กล่าวกันว่าเป็ผู้ประทานพลังอันยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่ามานาให้กับเหล่ามนุษย์
หลังจากที่ออกมาจากบ้านของจูนเออร์วินก็เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของสลัมโดยที่มีเรเวนในชุดสาวใช้เดินตามอยู่ด้านหลัง ขณะที่เดินก็เรียบเรียงความคิดในหัวไปด้วยเขาได้รู้จากจูนเื่ที่เธอเป็หนี้ และความอยุติธรรมที่เธอได้รับตอนไปร้องเรียนเื่โพชั่นปลอม เกี่ยวกับเื่นี้เด็กชายรู้ดีเกี่ยวกับความเน่าเฟะในระบบยุติธรรมของไพร์ล็อกที่มีต้นเหตุมาจากเคานต์ เรห์นวาร์ด ฟอน ฮาเซลไฮม์ผู้ดูแลกฎหมายและความยุติธรรมทั้งยังเป็ผู้พิพากษาที่มักลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง
เกี่ยวกับคนคนนี้เออร์วินมีความคิดที่จะจัดการมานานแล้วแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่บุคคลที่เขาต้องจัดการเร็วที่สุดตอนนี้คือ ดอน โกเบอร์ หนึ่งในเศรษฐีที่มีอยู่ไม่กี่คนของเมืองไพร์ล็อก จากที่จูนเล่ามาเด็กชายค่อนข้างมั่นใจว่าทั้งเื่โพชั่นปลอมและเื่ความอยุติธรรมที่เธอได้รับตอนไปร้องเรียนดอนคนนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และเขาไม่น่าจะหยุดเพียงแค่นี้เพราะเป้าหมายที่เขา้าน่าจะเป็ตัวจูน
เกี่ยวกับคนอย่างดอน โกเบอร์นี้มีชีวิตยาวนานขึ้นหนึ่งวันก็สร้างปัญหาเพิ่มอีกหนึ่งวันจัดการเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะเขามั่นใจว่าจูนไม่ใช่คนแรกที่เป็เหยื่อการเอารัดเอาเปรียบของดอน เป้าหมายแรกของการสร้างโรงเรียนเพื่อให้ทุกคนในไพร์ล็อกได้เข้าถึงการศึกษาซึ่งเป็การยกระดับศักยภาพของประชาชน การสร้างโรงพยาบาลที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้เพื่อก็เพื่อเป็การยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา เออร์วินไม่ใช่คนดีที่จะทำเพื่อเหล่าผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา เพราะที่เขาให้ความสำคัญก็มีเพียงครอบครัวเท่านั้นเพื่อปกป้องครอบครัวจากกฎระเบียบทวีปอาร์เคนัสที่ยึดถือปลาใหญ่กินปลาเล็ก สิ่งแรกที่ต้องทำคือปฏิรูปประเทศและการสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลจะเป็การยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน แล้วสิ่งที่นำมาก็คือความหวังแต่คนอย่างดอน โกเบอร์นี้นับเป็ก้างชิ้นหนึ่งสำหรับแผนการปฏิรูปของเออร์วิน เด็กชายพูดโดยไม่หันไปมองเรเวน
“ดูเหมือนว่าพี่สาวต้องฆ่าคนแล้วล่ะ” เรเวนพอเดาความคิดของเด็กหนุ่มได้จึงตอบไปอย่างไร้อารมณ์ว่า
“ดอน โกเบอร์ สินะ” เออร์วินพยักหน้า เรเวนจึงถามเขาว่า “จะให้ลงมือเมื่อไร” เออร์วินตอบสั้น ๆ ว่า
“คืนนี้”
“ได้” แม้เรเวนจะตอบรับอย่างไม่มีท่าทีเห็นต่างแต่ในใจเธอก็ยังรู้สึกไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเออร์วินถึงตัดสินใจช่วยจูน หากการที่เด็กชาย้าจะปฏิรูปจริงคนที่มีประโยชน์ก็คือคนที่เป็กำลังให้ตนได้ซึ่งก็คือคนที่มีพลังเวทย์มนตร์มหาศาล และเธอไม่คิดว่าคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยจนมีค่าไม่ต่างไปจากขยะนั้นจะช่วยอะไรได้ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะเด็กชายที่เดินนำหน้าเธออยู่นี้ก็มีพลังเวทย์ไม่ต่างไปจากผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่
แม้ว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะแสดงความสามารถที่ชวนทึ่งอย่างการสร้างวงแหวนเบี่ยงเบนคำทำนายโดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยนทั้งยังหาวิธีบอกเวลาได้โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เวทย์ หรือถุงมิติเทียมที่เด็กชายบอกว่าใช้วิธีวิศวกรรมย้อนกลับจากของพ่อค้าไครอส แต่สำหรับเรเวนที่เข้าใจกฎเกณฑ์การให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ของโลกนี้แล้วผลงานเหล่านี้แทบไม่มีค่าให้เอ่ยอ้างยิ่งไม่ต้องพูดถึงยารักษาที่เรเวนไม่แม้แต่จะเคยผ่านหูมาก่อนและดูไม่น่าจะใช้ได้จริง
ในทวีปอาร์เคนัสคุณค่าของเออร์วินมีเพียงแค่ความสามารถในฐานะนักอักขระเวทย์ที่พอจะน่าทึ่งอยู่บ้าง แต่ก็แค่น่าทึ่งอยู่บ้างเท่านั้น เพราะสิ่งที่เป็ตัววัดคุณค่าของแต่ละคนก็คือพลังเวทย์ที่คน ๆ นั้นมี ทว่าเรเวนกลับไม่คิดจะพูดเื่พวกนี้กับเออร์วินเพราะถึงยังไงความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็เป็ไปเพื่อผลประโยชน์เพียงเท่านั้นและเธอก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะช่วยให้เป้าหมายของเธอบรรลุผลได้
ทั้งสองเดินมาจนถึงเขตสลัมฝั่งตะวันออกพื้นที่ส่วนนี้ก็เหมือนกับพื้นที่สลัมส่วนอื่น ๆ บ้านเรือนที่ดูสกปรกทรุดโทรมแต่ที่ต่างไปคือกลับไร้วี่แววเหล่าคนไร้บ้านที่นั่งตามมุมต่าง ๆ ทว่ากลับมีชายหนุ่มหญิงสาวหลายคนที่มองมายังทั้งสองจากในมุมมืด เรเวนสังเกตเห็นเื่นี้ั้แ่แรกแต่เธอกลับทำตัวปกติคล้ายไม่รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมา ทว่าประสาทััของเธอกลับเข้าสู่โหมดมือสังหารเต็มรูปแบบคอยสังเกตการเคลื่อนไหวรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เรเวนเหลือบมองไปยังเด็กชายที่เดินอยู่ตรงหน้าเธออย่างสบายอารมณ์คล้ายไม่สังเกตเห็นปฏิกิริยาของผู้คนในสลัมที่ต่างจากสลัมส่วนอื่น
‘สุดท้ายก็เป็แค่ลูกคุณหนู’ เรเวนสรุปในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา
ทั้งสองเดินไปตามทางที่ชายในสลัมคนนั้นบอกมาจนหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้แม้จะดูทรุดโทรมแต่เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นในสลัมถือว่าดูดีมาก ตัวบ้านเป็บ้านหนึ่งชั้นขนาดใหญ่กว่าบ้านของจูนมากทั้งยังมีรั้วบ้าน เสียงหัวเราะดังคิกคักของเด็กผู้หญิงดังออกมาจากบ้านหลังนั้นมันเป็เสียงที่ทั้งดูสดใสและมีชีวิตชีวา ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นเออร์วินกลับนิ่งไปพักหนึ่งภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนผุดขึ้นมาในหัว
หลังจากที่เออร์วินหนีออกมาจากศูนย์วิจัย อัลฟ่า 9 ได้เป็ผลสำเร็จด้วยการเสียสละของนักวิทยาศาสตร์หญิงคนนั้น เออร์วินก็ระหกระเหินเร่ร่อนไปเรื่อยเพราะเขาต้องคอยหลบหนีการตามล่าจากพวกศูนย์วิจัย หนึ่งในความทรงจำที่มีค่าที่สุดของเขาคือตอนที่เขาเข้าเป็สมาชิกของทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่ง เออร์วินล้วนจดจำสิ่งเ่าั้ได้เป็อย่างดี หัวหน้าที่ชอบวางมาด รุ่นพี่ที่ดีแต่ขี้โม้ พี่สาวหน่วยแพทย์ที่มักจะใจดีแต่ก็เข้มงวด และคนอื่น ๆ ในกลุ่ม และที่ขาดไม่ได้ สาวน้อยคนนั้น เธอไม่ใช่สมาชิกของทหารรับจ้าง เธอเป็เพียงเด็กสาวธรรมดาที่มือไม่เคยเปื้อนเื
“นี่ ๆ เออร์วินเก่งจังนะอายุพอ ๆ กับฉันก็เป็ทหารรับจ้างแล้ว”
“นี่ ๆ เออร์วินดูดอกไม้สิมันสวยมากเลยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าในสถานที่ที่มีาแบบนี้ก็ยังมีดอกไม้สวย ๆ แบบนี้อยู่อีกสุดยอดไปเลยนะ”
“นี่ ๆ เมื่อาจบลงแล้วให้ฉันเป็เ้าสาวให้เออร์วินนะ”
ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนั้นโผล่ขึ้นมาในหัวทีละฉาก จนมาถึงฉากสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอ ท่ามกลางซากตึกถล่มเธอคนนั้นอยู่ในอ้อมแขนของเขาลมหายใจที่รวยรินแต่สิ่งที่เธอพูดออกมาคือคำว่า
“ขอโทษนะ ฉันคงเป็เ้าสาวให้เธอไม่ได้แล้ว ฉันขอโทษจริง ๆ...” เธอพูดเท่านี้แล้วก็ไอออกมาก่อนจะฝืนพูดออกมา “แต่ว่านะ เธอน่ะไม่เคยยิ้มเลยน่ะสิ เธอน่ะต้องหัดยิ้มให้มากกว่านี้นะ รอยยิ้มเป็สิ่งที่มหัศจรรย์มากนะไม่ว่าจะเป็เื่ที่เ็ปหรือเศร้าโศกเพียงไหนขอเพียงเธอยิ้มมันออกมาล่ะก็สิ่งเ่าั้จะต้องหายไปแล้วเื่ดีจะต้องเกิดขึ้นแน่...” เด็กสาวคนนั้นเงียบไปก่อนที่จะยกมือที่อ่อนแรงขึ้นมาลูบใบหน้าเขาแล้วพูดว่า
“ดังนั้นเธอช่วยยิ้มให้มากกว่านี้นะ...”
เรเวนยืนมองเออร์วินที่อยู่ข้างหน้าเธอด้วยความสงสัย เพราะอยู่ ๆ เขาก็นิ่งไปเสียอย่างนั้น แต่มีอย่างหนึ่งที่เธอค่อนข้างแน่ใจว่าตัวเขาในตอนนี้ต่างจากตัวตนที่อยู่กับเธอเมื่อสักครู่ จากที่ปกติมักจะทำตัวไม่สมเด็กทั้งการพูดการจาและการกระทำที่ให้ความรู้สึกไม่ยี่หระต่อเื่ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าแผ่นหลังของเด็กชายที่เธอเห็นนี้มันกลับดูเปราะบางอย่างน่าประหลาด เรเวนไม่รู้เลยว่าหากเธอได้เห็นหน้าของเขาตอนนี้จะพบว่าเขาไม่ได้ยิ้มออกมาเหมือนที่เคยเป็
ขณะที่สถานการณ์กำลังดำเนินไปเรเวนก็รู้สึกได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งได้เข้าล้อมพวกเธอจากทุกทิศทาง จำนวนคนที่เข้ามาล้อมพวกเธอนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ พอใช้สายตากะเอาคร่าว ๆ น่าจะมีประมาณสี่สิบกว่าคน สำหรับเรเวนแล้วคนพวกนี้ล้วนไม่มีค่าในสายตาเธอเพราะต่อให้รวมตัวกันมากมายแค่ไหนแต่ขยะก็ยังคงเป็ขยะ คนไร้พร์ในพลังเวทย์รวมตัวกันหลายสิบคนยังไม่อาจต่อกรกับคนที่มีพร์ในพลังเวทย์เพียงคนเดียวได้ นี่คือความเป็จริงที่หนีไม่ได้ของทวีปอาร์เคนัสแห่งนี้
แต่ถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะไม่เป็ปัญหาสำหรับเรเวนแต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะประมาทได้เพราะตอนนี้เธอมีภาระชิ้นใหญ่ซึ่งก็คือเออร์วิน ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูไม่น่าจะดูแลตัวเองได้ในสถานการณ์เช่นนี้
คนพวกนั้นต่างพากันมาล้อมทั้งสองคนไว้พวกเขาต่างมองทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความละโมบ ซึ่งไม่ใช่เื่แปลกเพราะดูจากการแต่งกายของเออร์วินและการที่เขามีสาวใช้ส่วนตัวก็รู้ทันทีว่าเป็คนมีฐานะ ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคนเ่าั้แล้วพูดว่า
“ไอ้หนูแกมีธุระอะไรกับบ้านหลังนั้นงั้นเหรอ”
ทันทีที่ถูกถามเออร์วินก็หันไปสบตากับชายคนนั้นเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวเด็กผู้หญิงั์ตาสีแดงเพลิงเป็ประกายและที่สำคัญ รอยยิ้มที่ไม่ยี่หระต่อเื่ใด ๆ ทั้งสิ้นกลับมาบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง เด็กชายถามไปว่า
“อยากทราบว่าเจคอยู่บ้านไหมครับ”