“พวกเ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่”
ฮุ่ยเจียนเอ่ยถามพร้อมขยี้ตาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตอนนี้ร่างเล็กๆ ขององค์ชายกำลังก้าวพลิ้วไหวกลับไปทางตำหนักอย่างรวดเร็วหากไม่สังเกตดีเหมือนกับว่าร่างนั้นหายตัวไปยังจุดข้างหน้าเรื่อยๆ
“ข้าก็เห็นเหมือนเ้านั่นแหละแต่รีบตามไปเถอะ” ฮุ่ยเจินแฝดผู้น้องบอกและรีบใช้วิชาตัวเบาตามติดองค์ชายไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับอีกสองคน
“แม่นมข้าหิวจังมีอะไรให้ข้ากินบ้าง”ข้าเอ่ยถามทันทีเห็นหน้าแม่นมที่ข้าไม่ให้ตามเข้าไปเพราะที่ลานประลองมีแต่ผู้ชาย
“หม่อมฉันเตรียมไว้ให้แล้วเพคะเดี๋ยวจะจัดออกมาถวายเพคะ” แม่นมตอบรับด้วยรอยยิ้ม ความจริงนางกำลังเป็ห่วงอยู่พอดีตอนแรกคิดว่าไปเสวยที่ตำหนักขององค์ชายสามเสียอีก
เมื่ออาหารมาพร้อมข้าไม่รอช้าที่นั่งกินอย่างรวดเร็วครั้งหน้าถ้าจะไปห้องอักษรคงต้องหาข้าวห่อไปไว้บ้างแล้วแต่ว่าที่นี่มีห่อข้าวหรือเปล่าหว่า ขณะที่ข้านั่งกินเงียบๆ และครุ่นคิดอยู่นั้นสายตาข้าก็สบกับสายตาเหล่าองครักษ์ทั้งสามที่จ้องข้าไม่วางตาความจริงข้าลืมพวกเขาไปเสียสนิทเพราะความหิวเลยไม่ได้สนใจข้ายกน่องไก่ที่ถืออยู่ยื่นไปข้างหน้าและเอ่ยถามพวกเขาคงจะหิวไม่แพ้ข้าที่เฝ้าหน้าห้องอยู่แบบนั้น
“กินไหม”
คำถามพร้อมแววตาที่ดูไร้เดียงสาขององค์ชายตรงหน้าทำให้พวกเขาเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนที่เจียงหั่วจะกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
“ถึงพระองค์จะเอาน่องไก่มาให้พวกกระหม่อมแต่องค์ชายก็ยังคงต้องตอบคำถามกระหม่อมอยู่ดีว่าองค์ชายทำแบบนั้นได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ข้าหยุดชะงักกับคำถามและกลืนเนื้อไก่ลงคออย่างยากลำบากข้าหยิบน้ำมาดื่มแล้วถอนหายใจยาวเพราะความหิวจึงทำให้เผลอใช้กายพลิ้วไหวดุดสายลมข้าไม่ตอบคำถามแต่เลือกที่จะนั่งกินต่ออย่างไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างคาดคั้นเอาคำตอบความเงียบและท่าทางไม่สนใจของข้าทำให้องครักษ์ทั้งสามยังยืนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน
“พวกเ้าไปหาไรกินกันก่อนเถอะแล้วค่อยมาคุยกับข้าอีกที”
ข้าพูดขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่ความจริงว่าจะไม่สนใจเหมือนกันแต่ข้าก็ไม่ได้ใจร้ายปล่อยให้องครักษ์หิวตายหรอกนะทว่าทั้งสามกลับนิ่งเฉย ในเมื่อบอกแล้วไม่ไปข้าก็ไม่ได้สนใจอีกต่อไปอาหารหลากรสอยู่บนโต๊ะพร่องไปครึ่งหนึ่งเมื่ออิ่มแล้วนางกำนัลจึงนำออกไป
ตอนนี้เหลือเพียงข้าและองครักษ์ทั้งสามข้าเดินกลับมานั่งสมาธิอยู่บนเตียงนอนที่แข็งโป๊กที่อาศัยนอนมาแล้วสี่คืนก่อนจะใช้ลมปราณปิดประตูห้องเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาและเพื่อไม่ให้ใครได้ยินและการกระทำของข้าทำให้ดวงตาของเหล่าองครักษ์เบิกกว้างด้วยความใข้ามองอย่างเบื่อหน่ายก็แค่ปิดประตูทำเป็ใกันไปได้ยังมีเื่ให้แปลกใจอีกเยอะไม่ต้องรีบใก็ได้
“นี่คือสิ่งที่พวกเ้าอยากรู้ใช่ไหม”ข้าเอ่ยถามเสียงเรียบดวงตามองพวกเขานิ่งๆ
“องค์ชายทำได้อย่างไรและทำได้ั้แ่เมื่อไหร่พ่ะย่ะค่ะ” ฮุ่ยเจียนเอ่ยถามอย่างเก็บอาการไม่อยู่เพราะตอนนี้ไม่อาจััลมปราณขององค์ชายน้อยได้เลย
“ข้าได้จากการฝึกพวกเ้าน่าจะรู้ว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมาข้าต้องกินยาพิษไปกี่ครั้งแล้ว” ข้าเอ่ยถามเสียงเย็นเฉียบและคำถามนี้ทำให้เหล่าองครักษ์นิ่งเงียบและคุกเข่าลงพร้อมเพรียงกัน
“โปรดลงโทษเกล้ากระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”สามเสียงกล่าวมาพร้อมกันและก้มหน้านิ่งรอรับการลงทัณฑ์ข้ามองตามอย่างนิ่งเฉยก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าจริงจัง
“ลงทัณฑ์พวกเ้าแล้วข้าจักได้สิ่งใดนอกจากเสียคนอย่างพวกเ้าแล้วข้ายังไม่เห็นจะได้รับประโยชน์อะไรเลยสู้ให้พวกเ้าฝึกฝนให้เก่งมากกว่านี้พอจะคุ้มกันข้าไม่ดีกว่าหรือไง” คำพูดของข้าทำให้เหล่าองครักษ์เงยหน้ามองมาอย่างแปลกใจ
“เหมือนองค์ชายจะเปลี่ยนไปมากพ่ะย่ะค่ะ”
เจียนหั่วกล่าวขึ้นอย่างแปลกใจเพราะหลายปีมานี้ถึงจะรู้ว่าองค์ชายห้ามีความเฉลียวฉลาดแต่ไม่คาดคิดว่าจะมีความคิดลึกซึ้งขนาดนี้และที่สำคัญไม่เคยรู้เลยว่าองชายมีวรยุทธ์ที่ดูสูงส่งไม่น้อยจากการปิดผนึกพระทวารและยังท่าร่างก้าวพลิ้วเหมือนสายลมนั่นอีก
“จักเปลี่ยนไปเช่นไรข้าก็คือหลิ่งเหวินมิอาจเปลี่ยนแปลงได้”คำพูดนี้เหมือนข้าจะรำพึงกับตัวเองมากกว่าแต่พวกเขาอยู่ใกล้ย่อมได้ยินแม้เวลาจะผ่านมากี่พันปีเกิดกี่ชาติจุดจบข้าก็ยังเป็หลิ่งเหวินตามบัญชา์
เจียงหั่วมองเ้าเหนือหัวตัวน้อยอย่างไม่เข้าใจแววตาที่ประกายออกมามันลึกซึ้งเกินกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเขาจะเข้าใจ
“ความสามารถข้าพวกเ้าปิดไว้เป็ความลับเมื่อถึงเวลาข้าจะเปิดเผยเองตอนนี้ร่างกายข้าแข็งแรงดีมิได้อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนพวกเ้าสบายใจได้และข้าคงต้องให้พวกเ้าช่วยข้าอีกเยอะ” ข้าหันกลับไปบอกเหล่าองครักษ์ที่ซื่อสัตย์
“พวกเกล้ากระหม่อมน้อมรับบัญชาและยินดีถวายชีวิตให้องค์ชายมานานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสามกล่าวออกมาราวกับฝาแฝดฮุ่นเจียงกับฮุ่ยเจินข้ามิได้แปลกใจแต่คนเจียงหั่วกลับทำให้ข้าแปลกใจมากกว่าเจียงหั่วมีอายุได้25ปีนับว่าวรยุทธ์ไม่เลวแต่มันยังดีไม่พอ สองฝาแฝดนั้นอายุได้23ปี หากนับอายุทางิญญาข้าคงแก่ที่สุด ข้าถอนหายใจอย่างเซ็งๆ อายุิญญาช่างมันเถอะจำไว้ว่าตอนนี้ข้า5 ขวบปีก็พอ
“ดีมากนับแต่นี้พวกเ้าต้องนั่งโคจรลมปราณอย่างนี้วันละ3 ชั่วยาม หากวรยุทธ์แข็งแกร่งตอนกลางคืนพวกเ้าอาจไม่ต้องนอนก็ได้”
ข้าบอกอย่างให้กำลังใจเพราะข้าลองมาแล้วแต่เพราะร่างกายยังเล็กนักข้าจึงต้องนอนวันละ2ชั่วยามแต่คงอีกไม่นานความปรารถนาข้าจะต้องเป็จริง
“พ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเ้าออกไปพักเถอะข้าจะนั่งโคจรลมปราณเมื่อถึงยามจื่อจะมีคนมาพบข้าพวกเ้าน่าจะรู้ดี” ข้าบอกก่อนจะหลับตาลงโดยไม่ได้ใส่ทั้งสามคนอีกต่อไป
เจียงหั่วและสองฝาแฝดมองร่างเล็กวัยห้าขวบปีขององค์ชายด้วยความนับถือพวกเขาไม่เคยพบเห็นเด็กที่ฉลาดเยี่ยงนี้มาก่อนนี่คงเป็วาสนาที่จะได้พบเจอกันพวกเขาก้มหัวคารวะอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป ทว่าประตูผนึกกลับแข็งแกร่งกว่าที่คิดและสุดท้ายก็ไม่พ้นคนที่นั่งขัดสมาธิเป็คนเปิดให้...