Tower Defense War Era

    ตอนที่ 8 มารดา

    " [อีก 10 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "

    " [อีก 10 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "

    " [อีก 10 นาที ยานจะระ---

    "รู้แล้วโว๊ย! "

    ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายของยาน กำลังส่งเสียงดังกลบเสียงเตือนภัยด้วยความฉุนเฉียว



    สภาพร่างกายของเวิ่นเฮอในปัจจุบัน กำลังเต็มไปด้วยผ้าพันแผลที่ถูกดามเอาไว้ด้วยแท่งเหล็กยาวตรงส่วนแขนกับขาทั้งสองข้าง

    เขาใช้เศษซากยานกับเสื้อผ้าจากศพมาปฐมพยาบาลตัวเอง แล้วใช้ยากระตุ้นกับที่ค้นเจอจากซากทหารยาม มาฉีด เพื่อทำให้ร่างกายลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ



    เวิ่นเฮอไม่สนใจเลือดเนื้อของตัวเองที่บอบช้ำเพราะโดนกระดูกภายในทิ่มแทงใส่จากการวิ่ง

    เขากัดฟันใช้ฤทธิ์ยาระงับความรู้สึก และพร้อมจะรับความเจ็บปวดที่จะถาโถมเข้าใส่หลังจากยาหมดฤทธิ์ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

    ทั้งหมด...คือการเตรียมใจดิ้นรนต่อสู้เพื่อดาวบ้านเกิดของเขา

    เวิ่นเฮอได้สาบานกับวิญญาณของผู้คนในยานแล้ว ว่าจะไม่ยอมให้มีเอเลี่ยนหนีลงไปแพร่พันธุ์บนดาวบ้านเกิดได้อย่างเด็ดขาด!



    " [อีก 9 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "ต้องรีบแล้ว! "

    เวิ่นเฮอมาถึงพื้นที่เก็บของ

    มันเป็นโกดังขนาดใหญ่ที่มีโครงเพดานเหล็กตะแกรงสูงสิบห้าเมตร กว้างคูณยาวอีกสามสิบเมตร

    ลูกกรง ยานยนต์สำหรับสงครามที่ไม่มีล้อรถ และคอนเทนเนอร์เก็บสินค้าที่วางเรียงตั้งสูง ต่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบในรูปแบบตารางหมากรุก

    เหนือขึ้นไปของตู้คอนเทนเนอร์ คือเครนตัวนำต่อต้านแรงดึงดูดขนาดใหญ่

    และที่ปลายเส้นทางของห้อง คือประตูเหล็กที่จะนำเขาไปสู่ท่าเทียบยานขนส่ง



    "อยู่ตรงข้าง--!?! "

    เวิ่นเฮอกลิ้งตัวหลบไปทางขวา ก่อนที่จะได้ทันออกวิ่งไปที่ประตูนั้น

    ลูกกรงเหล็กขนาดห้าเมตร กำลังลอยข้ามผ่านห้องลงมาตกใส่ในจุดที่เขายืนอยู่เมื่อกี้



    "เจ้าหางดาบ! ฝีมือแกเองเรอะ!? "

    สัตว์ร้ายหางดาบที่สังหารลูกเรือทั้งยาน กำลังยืนขวางระหว่างเขากับประตูเหล็กเอาไว้

    *กีสสสสส! *

    มันคำรามด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลัง กางแขนกับขาออกกว้าง ราวกับจะปกป้องบานประตู ไม่ยอมให้เขาวิ่งผ่านเข้าไปสู่อีกฟากของบานประตู



    " [อีก 8 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "ไม่น่ากลัว... "

    เวิ่นเฮอหยุดชะงักไปชั่วขณะเพราะความกลัว

    แต่คราวนี้ผิดกับคราวก่อน---

    "ไม่น่ากลัว ไม่น่ากลัว ไม่น่ากลัวสักนิด! ข้าต้องสู้! เพื่อโลกของข้า! "

    ---เพราะว่าคราวนี้ เขาสามารถเอาชนะความกลัวของตัวเองได้สำเร็จ



    เวิ่นเฮอออกตัววิ่งฉีกด้านข้าง พร้อมกับใช้ปืนพกแรงโน้มถ่วง ยิงอัดใส่ตู้คอนเทนเนอร์ที่เรียงรายโดยรอบเจ้าสัตว์ร้ายสีเงิน

    มิติถูกบิดเบี้ยว มวลสารถูกเพิ่มน้ำหนักผิดสัดส่วน จนทำให้กองตู้เหล็กเสียสมดุล แล้วล้มครืนลงมาดั่งริมผาที่พังทลาย



    *กี๊ส! *

    ร่างสีเงินของสัตว์ร้ายลู่ตัวจนแทบราบเรียบไปกับพื้น

    มันใช้สี่ขาสับคลานอย่างรวดเร็ว ผ่านห่าฝนตู้คอนเทนเนอร์ที่ร่วงโรย

    ใช้ความช่ำชองหักหลบค้นเคี้ยว ไหลลื่นหนีกหนีความตายที่กำลังเรียกหามัน



    " [อีก 7 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    เสียงกับฝุ่นควันเริ่มจางหาย

    ที่ปรากฏอยู่ตรงใจกลางแห่งความวินาศ คือร่างของสัตว์ร้ายที่ไร้ซึ่งบาดแผล

    เอเลี่ยนสีเงินสามารถโกงความตายของมันมาได้สำเร็จ



    "ชิ! "

    เวิ่นเฮอยังคงลั่นไกปืนไม่หยุด

    เป้าหมายของเขา ยังคงเป็นตู้คอนเทนเนอร์โดยรอบ



    แม้แต่ทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี ยังมิอาจเล็งยิงเจ้าสัตว์ร้ายได้อย่างแม่นยำ

    แล้วตัวเขาจะสามารยิงโดนได้หรือ?

    คำตอบคือไม่มีทาง

    ดังนั้น ด้วยความคิดเช่นนี้ เขาจึงเน้นโจมตีไปที่สิ่งของรอบตัว เพื่อเพิ่มมุมอับสายตา รวมไปถึงพยายามบีบพื้นที่เคลื่อนไหวของศัตรูให้คับแคบลงมาแทน



    *กี๊ส! *

    เอเลี่ยนสีเงินรับรู้ถึงแผนการของเวิ่นเฮอ

    ถ้าหากปล่อยให้เส้นทางหลบหลีกคับแคบลง โอกาสที่จะถูกยิงก็จะมีเพิ่มมากขึ้น

    และในห้องโถงขนาดใหญ่เช่นนี้ มันไม่มีที่หลบซ่อน หรือแม้แต่จะให้ฝ้าเพดานในการซ่อนตัวอีกด้วย



    ดังนั้น มันจึงตัดสินใจพุ่งเข้าชน

    ใช้สายตาที่คมกริบ เพ่งพินิจมองดูเศษซากตู้ที่กำลังร่วงหล่นลงมา

    มองหาช่องว่างเพียงน้อยนิดเท่ารูเข็ม แล้ววิ่งลอดผ่าน ตรงเข้าใส่เวิ่นเฮออย่างฉับพลัน



    ใช้หางดาบที่ภาคภูมิใจ ตัดตู้คอนเทนเนอร์หนาที่ไม่อาจหลบพ้น จนขาดเป็นสองส่วน

    ใช้แขนที่ทรงพลัง ปัดแผ่นเหล็กซึ่งหนาเป็นตัน จนกระเด็นไปไกลราวกับปัดเศษไม้

    แล้วอ้าปากสองข้างฉีกออกกว้าง เตรียมต่อมกรดที่อยู่ข้างกระพุ้งแก้มทั้งสอง เพื่อขับสารกรดเข้มข้น ใช้มันละลายอริศัตรูตรงหน้า



    " [อีก 6 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "เหวอ! "

    เวิ่นเฮอพยายามกลิ้งหลบ

    แต่อนิจจา ด้วยขาที่บาดเจ็บ ต่อให้ฉีดสารตัดความรู้สึกไปแล้ว แต่ก็มิอาจโกหกความบอบช้ำของร่างกายที่สะสมมาได้



    ขาที่บาดเจ็บไม่อาจก้าวเดินออกไปได้อย่างปกติ

    เขาเสียสมดุล แล้วล้มหัวคะมำหน้าทิ่มพื้นอย่างอเน็จอนาจ

    แต่สิ่งนั้น กลับกลายเป็นโชคดีในโชคร้าย



    สารเหลวกลิ่นฉุนที่ถูกพ่นออกมาจากปากสีเงิน พุ่งเลยเหนือหัวของเขา เลยออกไปตกในจุดที่ห่างออกไปไกลสิบเมตร

    กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยคลุ้ง พร้อมกับเกิดเสียงกัดกร่อนแตกซ่านเสียดแก้วหู



    " [อีก 5 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "ไม่มีเวลาแล้วโว๊ย! "

    เวิ่นเฮอรีบพลิกตัวกลับมา แล้วยิงสวนกลับใส่ร่างของเอเลี่ยนสีเงินที่ยืนอยู่ตรงปลายขา

    กระสุนควบคุมแรงโน้มถ่วงที่มองไม่เห็น วิ่งเข้าปะทะร่างของเอเลี่ยนสีเงิน

    เกิดความผันผวนของมิติขึ้นที่บริเวณผิวโครงกระดูกสีเงินตรงหน้าอกของมัน



    "ย๊าก! "

    *กีส! *

    ทั้งสองฝ่ายกรีดเสียงร้องเจ็บปวดออกมาพร้อมกัน

    เวิ่นเฮอใช้พลังทั้งหมดทุ่มลงไปที่ขาขวา แล้วกัดฟันถีบออกไปเต็มแรง พร้อมกับที่มีเลือดไหลแตกทะลักออกมาจากผิวเกล็ดที่หุ้นส่วนขาขวา

    ส่วนเอเลี่ยนสีเงิน ใช้หางดาบของมัน ตวัดฟันใส่ลำคอ หมายจะแยกให้หลุดออกจากร่างกาย



    *กีส!?! *

    แต่ทว่าเป็นเพราะน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนไป เลยทำให้มันเสียสมดุล จนกะระยะโจมตีพลาด

    หางที่ควรตัดผ่านคอเอาชีวิตตรงหน้า กลับถูกเหวี่ยงผ่านเพียงปลายแหลมของหางดาบ ปาดผ่านผิวเกล็ดตรงลำคอเพียงบางเบา จนเป็นรอยแผลขนาดเล็กที่ยาวเพียงสิบเซนติเมตร



    *กี้! *

    เอเลี่ยนสีเงินกำลังรู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรงเข้ามาตรงหน้าท้อง

    ขาขวาของเวิ่นเฮอ กำลังจมลึกเข้าไปในท้องของมัน

    แรงถีบประหนึ่งระดับรถยนต์ที่ถูกเหยียบจนมิด ได้ส่งร่างของเอเลี่ยนสีเงินที่ถูกทำให้มีน้ำหนักเบา กระเด็นลอยออกไปกระแทกตู้คอนเทนเนอร์ที่เรียงสูงอยู่ข้างหลัง

    เกิดเสียงภูเขาถล่มดังลั่นกลบเสียงไซเรน พร้อมกับมีกลุ่มควันพุ้งกระจายขึ้นสูง เข้าปกคลุมวิสัยทัศน์ทั้งมวล



    " [อีก 4 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "โอ๊วววว! ยัง! ยังไม่จบหรอก! "

    เวิ่นเฮอกัดฟัน เก็บปืนกระบอกเล็กลงกระเป๋า ชักปืนกระบอกใหญ่ที่สะพายหลัง แล้วยิงกระสุนโน้มถ่วงขึ้นไปที่เครนเหนือตู้คอนเทนเนอร์

    เกิดเสียงมิติบิดผัน ตามด้วยเสียงโครงสร้างเหล็กที่กำลังเริ่มเสียรูป



    เครนควบคุมแรงโน้มถ่วงที่มีรูปทรงกลมขนาดใหญ่กว่าสิบเมตร ทิ้งดิ่งสู่พื้นด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นสองเท่าตัว

    มวลสารหลายสิบตัน หล่นทับใส่กลุ่มของหมอกควันอย่างรุนแรงจนพื้นยานยุบตัวจมหายไป

    กลุ่มควันถูกเป่ากระจายจางหาย พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ราวกับว่ายานทั้งลำจะแตกแยกออกเป็นสองส่วน ณ เวลานี้



    " [อีก 3 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "ยัง! แค่นี้ยังไม่พอหรอก! "

    เวิ่นเฮอไม่คิดว่าแค่นี้จะใช้ปราบเจ้าเอเลี่ยนสีเงินได้

    เขาเหวี่ยงปืนกระบอกยาวออกไปจากมือ ปล่อยให้สายรั้งทำหน้าที่รัดกลับเข้าแผ่นหลัง แล้วคว้าปืนสั้น ยิงโจมตีใส่หน้าอกของตัวเอง



    "อึ๊ก! "

    ร่างกายของเวิ่นเฮอเบาขึ้นดั่งปุยนุ่น โดยแลกมากับระบบอวัยวะภายในที่ทำงานอย่างผิดปกติ เพราะปรับตัวตามแรงดึงดูดที่เบาบางลงไม่ทัน

    ด้วยมวลร่างที่เท่าเดิม แต่ถูกกระทำต่อแรงโน้มถ่วงลดลง จึงทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวเหนือสามัญสำนึก เสมือนหนึ่งมนุษย์โลกที่เคลื่อนไหวบนดวงจันทร์

    เขากัดฟัน ใช้สองขายันร่าง ระเบิดพลังกระโดด พาตัวเองไปที่ยานยนต์ติดอาวุธที่จอดอยู่ในลาน



    "เอานี่ไปกิน! "

    เวิ่นเฮอไม่รอให้ควันซึ่งกำลังจางลงบางตา ไม่รอให้เห็นร่างของเอเลี่ยนสีเงิน

    เขากดปุ่มเหนี่ยวไกทันทีที่ถึงปุ่มควบคุม

    กระสุนพลังงานบิดผันมิติ ได้ถูกลั่นยิงออกไปจากปากกระบอกปืนใหญ่ ที่มีรูปร่างคล้ายแผ่นจานของยานยนต์



    มิติโดยรอยในระยะยี่สิบเมตรในแนวยิงกว้างสามเมตร กำลังถูกบิดผันบิดเบือน ด้วยพลังงานแรงสูงจากมิติที่สี่



    พื้นโกดังถูกบิดเป็นเกลียวน้ำวนขึ้นสูง ก่อเกิดเป็นงานศิลปกรรมหินงอกหินย้อยทรงโค้งชิ้นงาม



    แสงถูกบิดเบือน หมุนวนเข้าศูนย์กลาง สร้างภาพมายาน้ำวนขึ้นใจกลางความว่างเปล่า



    เครนทรงกลมสีดำขนาดยักษ์ ไม่อาจคงรูปกายดั้งเดิม ถูกบิดผันแตกสลาย ถูกบิดเป็นเกลียวสว่านเฉกเช่นบิดผ้าขี้ริ้ว



    สายลมแปรปรวน ก่อเกิดเป็นกระแสอันเชี่ยวกราก พัดพาเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งความวิกฤตนั้น



    ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายบิดผัน ด้วยพลังจากปืนใหญ่ [บิดมิติ] ของยานหุ้มเกราะคันนี้



    " [อีก 2 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    "นี่.. แก… ยังคิดที่จะสู้… อีกเรอะ? "

    แต่ทว่าศัตรูสีเงินของเขายังไม่สิ้นชีพ

    *กีส…*

    มันลุกขึ้นมาจากใต้เศษซากแห่งการทำลายล้างด้วยสภาพที่บอบช้ำ



    หน้าอกสีเงินที่ดูคล้ายกับเอาโครงกระดูกภายในออกมาหุ้มหนัง กำลังเต็มไปด้วยสารเหลวสีเงินที่ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยคลุ้ง

    ขากับแขนของมันบิดเป็นเกลียว จนน่ากังขาว่าทำไมถึงยังสามารถลุกขึ้นยืนมาได้อีก

    ใบหน้าถูกเป่าหายไปถึงครึ่ง เผยให้เห็นภาพตัดขวางของสมอง พร้อมกับมีหยาดเลือดสีเงินไหลออกมาเป็นทางดั่งสายน้ำตก



    มันเดินอย่างทุกลักทุเล เข้าไปยืนขวางประตูเอาไว้

    กางแขนกับขาที่ไม่ควรจะขยับได้ ปิดบังประตูจนมิด ราวกับจะไม่ยอมให้แม้แต่หนูลอดผ่านเข้าไป



    *กีส…*

    แววตาของมัน หาใช่แววตาของความโกรธแค้น แต่เป็นแววตาแห่งความมุ่งมั่น ที่อยากจะปกป้องประตูบานนี้



    “แก… อย่าบอกนะ… ว่ากำลังต่อสู้เพื่อปกป้องลูก? ”

    เวิ่นเฮอคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    เพราะหนึ่งในกลุ่มเอเลี่ยนตัวอ่อนทั้งห้าที่จับมา มันมีตัวอ่อนของเผ่าหางดาบรวมอยู่ด้วยตัวหนึ่ง



    *กีส…*

    เอเลี่ยนสีเงินหายใจรวยริน

    ไฟชีวิตของมันกำลังจะดับลง

    แต่กระนั้น มันก็ยังยืนอย่างองอาจ เผชิญหน้ากับเวิ่นเฮอโดยไม่คิดที่จะถอย



    *กิ…..*

    ยืนปิดเส้นทาง จนกระทั้งลมหายใจสุดท้ายของมันเอง



    “...”

    เวิ่นเฮอไม่อาจสรรหาคำพูดใดออกมาบรรยายเป็นความรู้สึกที่มีต่อศัตรูของเขาได้

    เอเลี่ยนสีเงินยืนตายในท่ากางแขนกับขาปกป้องบานประตูที่ขวางกั้นระหว่างเขากับลูกของมันเอาไว้

    ต่อให้สิ้นชีวา แต่จิตวิญญาณของมันยังคงประทับร่าง ไม่ยอมล้มตัวลงแม้นจะจากโลกใบนี้ไปแล้วก็ตาม



    ถึงจะเป็นการกระทำที่ไร้ค่า เพราะด้วยขนาดตัวที่ใหญ่อย่างไร้สาระ เลยทำให้มีช่องว่างมากมาย

    แต่กระนั้น แรงกดดันสุดท้ายที่มันปล่อยออกมาในช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็ยังคงตราตรึงประทับอยู่บนร่างของเอเลี่ยนสีเงิน



    “ข้า… ยังมีภารกิจที่ต้องทำ”

    เวิ่นเฮอพูดทั้งน้ำตา

    เขาไม่ได้รู้สึกยินดี หรือมีความปิติแห่งชัยชนะเลยสักนิด

    กลับกัน เขากำลังรู้สึกแย่ ที่ต้องมาสังหารมารดา ผู้พยายามปกป้องลูกน้อยของมันมากกว่า



    " [อีก 1 นาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    เวิ่นเฮอรีบวิ่งลอดผ่านใต้ขาของศพเอเลี่ยนสีเงิน ใช้การ์ดของทหารยาม [เปา] เปิดบานประตูเข้าไปข้างในท่าเทียบยานขนส่ง

    ตัวยานเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงมากขึ้น ตามเวลาที่กำลังจะหมดลง



    ภายในท่าเทียบยานที่ล้อมกรอบด้วยโครงโลหะสีดำ มีรูกว้างบนพื้นกำลังถูกเปิดออกอยู่

    ที่ตรงนั้น มียานลำหนึ่งรูปทรงรียาวคล้ายไข่ของตัวจระเข้ กำลังพยายามปลดตัวเองออกจากแท่นล็อคยานทั้งสี่ที่เป็นเชือกเหล็กผูกล่ามเอาไว้



    ภายในยานลำนั้น เวิ่นเฮอได้มองเห็นเอเลี่ยนวัยอ่อนเยาว์กลุ่มหนึ่ง กำลังพยายามกดปุ่มในหอบังคับการอย่างสุดชีวิต เพื่อหวังว่าจะมีสักปุ่ม ที่สามารถปลดล็อคแท่นล็อคยานออกไปได้

    แต่สิ่งที่พวกเขาทำ กลับเป็นการเร่งเคลื่อนยนต์ จนทำให้เกิดเสียงลั่นน่ากลัวดังออกมาจากแท่นล็อคยานทั้งสี่ที่ผูกติดเอาไว้แทน

    “ (เจ้าพวกนี้… มีระดับสติปัญญาพอบังคับยานได้จริง ๆ ด้วยสินะ?) ”



    ด้วยเสียงของประตูบานใหญ่ข้างหลังของเวิ่นเฮอที่ปิดตัวเอง จึงทำให้ตัวอ่อนทั้งห้า หันมามองเวิ่นเฮอด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก

    “ (ฮึ… ขอโทษด้วย แต่...พวกเจ้าคงต้องตายที่นี่พร้อมกับข้า...) ”

    เวิ่นเฮอจะไม่ยอมให้มีเอเลี่ยนลงไปแพร่พันธุ์บนดาวแม่ของเขาเด็ดขาด



    " [อีก 30 วินาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    เขาลดปืนสั้น แล้วหยิบปืนยาวที่สะพายหลังมาเล็งออกไปตรงยานขนส่ง

    เสียงไซเรนกับแสงสีเหลืองหวีดร้องดังวุ่นกลบแก้วหู แต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่อาจเข้าสู่การรับรู้ของเขาได้

    เพราะสมาธิทั้งหมดของเขา กำลังทุ่มไปกับการเหนี่ยวไกนัดนี้

    แต่ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ทันเหนี่ยวไกปืนออกไป---



    " [อีก 20 วินาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    “##!!! ”

    ประตูยานขนส่งกลับถูกเปิดอ้าออกในจังหวะสุดท้าย

    ตัวอ่อนของลิงไร้ขนหนึ่งตัวที่เป็นเด็กชาย กับตัวอ่อนของลิงไร้ขนมีปีกที่มีผมสีเขียวมรกต กำลังวิ่งตรงมาทางเขา

    วิ่งมาด้วยสีหน้าที่… กำลังเป็นห่วงตัวของเขา



    “ (ทำไม…!) ”

    ด้วยความตกใจ เวิ่นเฮอเลยหยุดที่จะเหนี่ยวไกปืนออกไป

    เอเลี่ยนตัวอ่อนที่ควรเป็นศัตรู กลับเปิดประตูยาน แล้ววิ่งเข้ามาเชิญชวนให้เขาหนีไปพร้อมกันอย่างงั้นหรือ!?



    “ (ไม่ ไม่ ไม่! อย่าเข้ามา!) ”

    มือน้อย ๆ ของทั้งสองคน กำลังช่วยกันอุ้มร่างที่บาดเจ็บของเขา พาเข้าไปในยานขนส่งที่กำลังจะบินหลบหนีออกไป



    “ (อย่าจับ! อย่ามาจับตัวข้า!) ”

    มือที่สัมผัสร่างกายของเขานั้น ช่างให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนและอบอุ่น



    “ (อย่ามองข้าแบบนั้น! ข้านะ… ข้ามาเพื่อฆ่าพวกแกนะ!) ”

    ดวงตาที่จ้องมองมาทางเขา คือดวงตาที่ห่วงใยและมีความปราถนาที่อยากจะช่วยเขา



    “ (ทำไม! ถึงมาช่วยข้า!?) ”

    เวิ่นเฮอไม่เข้าใจ

    แต่พอเขาหันไปมองการรวมตัวของเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างบนยาน เขาก็พอจะเข้าใจและยอมรับเหตุผลที่เด็กเหล่านี้ยื่นมือมาช่วยเขา



    พวกเอเลี่ยนตัวน้อย ได้รวมตัวกันหนีออกจากคุก โดยไม่สนใจความแตกต่างของเผ่าพันธุ์หรือชาติกำเนิดดวงดาว

    และเวลานี้ ในสภาวะที่ยานทำท่าจะแตกสลายเป็นชิ้น ๆ เจ้าพวกตัวน้อยก็ยังยื่นมือมาช่วยเหลือเขา โดยไม่สนใจความบาดหมางในอดีตเช่นกัน



    “ (พวกเจ้าไม่รู้หรือ ว่าข้าคือคนที่พึ่ง---) ”

    ในตอนนั้นเองที่ดวงตาของเวิ่นเฮอไปประสานเข้ากับดวงตาของลูกอ๊อดสีเงิน

    ตัวอ่อนของเผ่าหางดาบ ลูกของสัตว์ร้ายเอเลี่ยนสีเงินที่พยายามปกป้อง มันกำลังโบกมือให้เขาด้วยมือน้อย ๆ อย่างน่ารักน่าชัง



    “ (...) ”

    เวิ่นเฮอยอมแพ้

    เอเลี่ยนวัยเยาว์กลุ่มนี้ไม่ได้รับรู้การต่อสู้ที่เกิดขึ้น

    ไม่ได้รับรู้ว่ามีใครคนหนึ่งพยายามปกป้องพวกมันจากตัวเขาที่ตั้งใจจะมาเพื่อสังหาร

    เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังมีจิตใจบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งมลทิน ความแค้น หรือภาระผูกพันธ์ใด ๆ

    ที่พวกเขาต้องการ ก็แค่อยากมีชีวิตรอดกลับออกไปเท่านั้น



    " [อีก 10 วินาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    “ (นี่ข้า…) ”

    เวิ่นเฮอเกิดความรู้สึกลังเล

    เขาควรที่จะลั่นไกปืน

    แต่ทว่าเขาทำมันไม่ได้

    เขาไม่อาจที่จะทำใจลงมือยิงสังหารออกไปได้

    เขาทำมันไม่ได้อีกแล้ว

    ไม่สามารถฆ่าไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว



    “ (ข้า… ข้ามัน…) ”

    เวิ่นเฮอยอมให้ถูกพาขึ้นยานโดยไม่คิดต่อต้าน

    เขากำลังหลั่งน้ำตา

    หลั่งน้ำตาให้กับชีวิตของมารดาที่พยายามปกป้องลูกน้อยของมัน โดยที่ลูกของมันไม่อาจรับรู้ถึงความกล้าหาญนั้นได้

    หลั่งน้ำตาให้กับความอ่อนโยนของเอเลี่ยนวัยเยาว์ทั้งห้า ที่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชีวิตของเขา

    และหลั่งน้ำตา… ให้กับความ [เลว] ของตัวเขาเอง



    แขนขาของเวิ่นเฮอเริ่มสั่นไปด้วยความรู้สึกผิดบาป

    ภายในใจของเขากำลังโกลาหลไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

    ใจหนึ่งเป็นความรู้สึกผิด ที่ลงมือสังหารมารดาของเหล่าเอเลี่ยนตัวน้อยที่มีจิตใจงามกลุ่มนี้

    ใจหนึ่งกำลังรู้สึกเศร้าโศก เวทนาตัวเอง ที่มิอาจบรรลุภารกิจเพื่อโลกของตนเองได้

    และ… อีกใจหนึ่งที่เขาไม่อยากจะยอมรับ…

    ว่าอีกใจหนึ่งของเขา… กำลังรู้สึก

    [ยินดี]

    ยินดี… ที่ได้รับการช่วยให้รอดชีวิต



    " [อีก 3 วินาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    “ (ข้านะมัน…) ”

    ชีวิตที่เตรียมใจตาย กลับรอดตายเพราะชีวิตที่เขาพยายามลงมือสังหาร



    " [อีก 2 วินาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    “ (ข้านะ...) ”

    ยานขนส่ง ส่งเสียงเครื่องยนต์ดังกังวาลก้อง สลัดเชือกเหล็กที่ผูกมัดจนขาดเป็นสองส่วน



    " [อีก 1 วินาที ยานจะระเบิดตัวเอง] "



    “ (เลว...) ”

    เกิดเสียงกระหึ่มดังรุนแรงออกมาจากยาน ร่วงหล่นไปตามแรงโน้มถ่วงของดาว ผ่านม่านอากาศที่ระดับชั้นบรรยากาศจนผิวท้องยานเป็นสีแดงฉาน



    " [ยาน-ระเบิดตัวเอง] "



    “ (ข้ามันเลวที่สุด!) ”

    ยานขนส่งที่บรรทุกหกชีวิต ได้พุ่งผ่านเมฆดำลงมา พร้อมกับทิ้งคลื่นแสงสีเหลืองทรงกลมขนาดใหญ่อันงดงามเอาไว้ที่เบื้องหลังไป

    คล้ายกับเรื่องTower Defense War Era ที่คุณอ่าน