[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 40 เหตุผลที่จะเก็บไว้เคียงข้างกาย พรสวรรค์ด้านโอสถที่น่าสะพรึงกลัว

    ตอนที่ 40 เหตุผลที่จะเก็บไว้เคียงข้างกาย พรสวรรค์ด้านโอสถที่น่าสะพรึงกลัว

            เมื่อเห็นว่าทุกคนในตระกูลหลินได้ทยอยออกไปกันหมดแล้ว กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  ทันใดนั้นก็เรียกหลินชิวหานที่กำลังจะเดินตามออกไปให้หยุดอยู่ก่อน

            “คุณชายกู้...”

            หลินชิวหานถึงกับตกใจไปชั่วขณะ พอได้สติกลับมาก็ใจเต้นระรัว แก้มแดงปลั่งขึ้นมาทันที

            ‘คุณชายกู้เรียกให้นางอยู่ต่อหน้าคนในตระกูลมากมายเช่นนี้’

            ‘เขามีเรื่องอันใดจะพูดกับนางอย่างนั้นหรือ’

            ‘หรือว่า…คุณชายกู้เองก็มีใจให้นางเช่นกัน’

            นางเริ่มใจลอยคิดฟุ้งซ่านไปไกล จนใบหน้าแดงระเรื่อแสดงท่าทางขวยเขินออกมา

            “ท่านผู้นำตระกูลช่างมีบุตรีที่งดงามเพียบพร้อมเสียจริง...”

    ภาพตรงหน้านี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลหลินต่างพากันแย้มยิ้มอย่างอิ่มเอมใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อดนึกอิจฉามิได้ เพราะหลานสาวของพวกเขาล้วนมิอาจเทียบความงดงามล่มเมืองดังเช่นหลินชิวหานได้

            อีกทั้งนางยังเป็นผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดและงดงามที่สุดแห่งสำนักอริยะวิถี 

            นางมีเรือนผมดำขลับพลิ้วไหวดั่งกลุ่มเมฆา ใบหน้างามพิสุทธิ์ประดุจหยกขาวเนื้อดี

            ด้วยความเลิศล้ำทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติเช่นนี้ จึงมิแปลกเลยที่นางจะเป็นที่หมายปองของเหล่าผู้เยาว์จำนวนมาก และดูเหมือนว่าจะเป็นที่ต้องตาของคุณชายผู้นี้ด้วย

            เรื่องนี้ทำให้เหล่าผู้คนในตระกูลหลินต่างปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            ชายหนุ่มจำนวนมากในที่นั้นต่างพากันรู้สึกเจ็บปวด ขณะที่หญิงสาวจำนวนมิน้อยต่างก็เต็มไปด้วยความชื่นชมอิจฉา ความรู้สึกนานัปการนี้ยากจะอธิบายได้

            ผู้นำตระกูลหลินเองก็อดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา พลางส่งสายตาสื่อความนัยไปให้หลินชิวหาน ก่อนจะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ‘ดีจริงที่ชิวหานเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและรู้จักกาลเทศะ ทำให้ข้าไม่ต้องกังวลเรื่องใดนัก...’

            ‘หากสามารถใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับคุณชายกู้ได้ละก็…’

            ผู้นำตระกูลหลินเริ่มวาดฝันถึงเรื่องราวในอนาคตและอดจะรู้สึกยินดีขึ้นมาในใจมิได้

            ผู้อาวุโสหมิงเองก็คิดเช่นกันว่าหากคุณชายรู้สึกชื่นชอบหลินชิวหานจริง เมื่อถึงเวลากลับไปยังแดนสวรรค์ ก็สามารถพาตัวนางกลับไปพร้อมกันได้

            ไหนเลยยังเป็นทายาทในสายเลือดของเขาเอง ก็จะได้ถือโอกาสช่วยดูแลกันอย่างใกล้ชิดด้วย

            ทว่าทุกอย่างก็ย่อมขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของคุณชายเป็นสำคัญ

            หลังจากที่ทุกคนทยอยออกไปกันหมดแล้ว

            บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

            “ต้องขอขอบคุณหนูชิวหาน ที่อุตส่าห์ลงแรงทำขนมปราณวิญญาณมามอบให้ด้วยตนเองเมื่อคืนนี้”

            กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ท่าทางสง่างามและผ่อนคลายเช่นเดียวกับเมื่อวานกลับมาอีกครั้ง

            ชุดอาภรณ์สีดำเมื่อวานถูกแทนที่ด้วยอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ผมยาวสยายถูกรวบไว้อย่างเรียบง่าย ยิ่งขับให้ดูสงบเยือกเย็นราวกับเซียนมากกว่าท่าทางอันทรงอำนาจสูงส่งดังเช่นในยามปกติ

            หลินชิวหานถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ

            มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกนี้ ก็มิอาจหาบุรุษใดในใต้หล้ามาเทียบเคียงกับคุณชายกู้ได้

            “คุณชายกู้โปรดปรานหรือไม่เจ้าคะ”

            หลินชิวหานรู้สึกยินดีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

            แต่ในขณะเดียวกันก็อดประหม่ามิได้ ซึ่งท่าทางของนางในเวลานี้ช่างแตกต่างจากยามที่อยู่ในสำนักศึกษาอย่างสิ้นเชิง

            “รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว อีกทั้งข้ายังสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งโอสถที่แฝงอยู่ในขนมอีกด้วย ทำเอาข้ารู้สึกประหลาดใจมิน้อย”

            กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม พร้อมกับเอ่ยชมออกมาอย่างมิได้ใส่ใจมากนัก

            ที่เขาให้หลินชิวหานอยู่ต่อ  แท้จริงแล้วก็เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง อีกทั้งก็ยังเพราะมีความใคร่รู้อยู่บ้าง

            ในฐานะที่นางเป็นสตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต ค่าวาสนาของนางก็มิได้น้อยนิด มีอยู่มากกว่าสองร้อยกว่าแต้มเลยทีเดียว

            โดยทั่วไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรจะมีแต้มวาสนาเพียงไม่กี่แต้ม หรือบางคราก็แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

            จำนวนแต้มที่สูงถึงเพียงนี้จึงนับว่ามากจนน่าตกตะลึงนัก

            ดั่งเช่นซูชิงเกอนี้ เดิมทีนางมีค่าวาสนาอยู่ราวสามร้อยกว่าแต้ม ทว่าบัดนี้กลับเพิ่มขึ้นจนเกือบถึงห้าร้อยแต้มแล้ว

            ระยะนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับนางอย่างแน่นอน

            กู้ฉางเกอรู้ดีว่านางฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่ง อีกทั้งยังซุกซ่อนความลับไว้มากมาย 

            แต่เขาก็มิได้เร่งรัดซักถาม เพียงแต่รอคอยให้นางกล่าวออกมาเองในสักวัน

            ส่วนหลินชิวหานนั้น นอกจากรูปโฉมที่งดงามและพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรที่พอใช้ได้แล้ว เขาก็หาได้พบความพิเศษอื่นใดในตัวนางไม่

            เขามิใช่บุรุษที่ปล่อยให้กิเลสตัณหาชักนำ 

            หากจะให้เล่นสนุกด้วยเพียงชั่วคราวนั้นย่อมทำได้ แต่หากจะให้เขาเก็บนางไว้ข้างกายดั่งเช่นซูชิงเกอนั้นย่อมมิมีวันเป็นเช่นนั้นได้

            สำหรับค่าวาสนาสองร้อยกว่าแต้มในตัวหลินชิวหานนั้น เขาเพียงใช้กลอุบายเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้นางหลงใหลในตัวเขาได้อย่างง่ายดาย

            ดังคำตอบที่เขาได้รับจากระบบก่อนหน้านี้

            หากสามารถทำให้ผู้ที่มีโชคชะตาสูงส่งที่มิใช่ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตยอมสยบได้ ก็จะได้รับค่าชะตาสวรรค์เช่นกัน

            ส่วนจะได้รับเท่าไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต้มวาสนาที่คนผู้นั้นครอบครอง

            หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ในสายตาของกู้ฉางเกอนั้น หลินชิวหานก็เป็นเพียงเครื่องมือในการสะสมแต้มชะตาสวรรค์สำหรับเขาเท่านั้น

            หากนางยังไม่สามารถแสดงคุณค่าอันคู่ควรออกมา เขาก็ย่อมมิมีเหตุผลที่จะเก็บนางไว้เคียงข้างกาย

            ดังนั้นการให้หลินชิวหานอยู่ต่อ จึงเป็นเพียงการลองทดสอบดูสักครั้งเท่านั้น

            “เจตจำนงแห่งโอสถอย่างนั้นหรือ” หลินชิวหานรู้สึกงุนงงเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินคำเช่นนี้

            แม้ว่าเจตจำนงแห่งเต๋า เจตจำนงแห่งกระบี่ หรือเจตจำนงแห่งวิถีอื่นๆ นางจะคุ้นเคยอยู่บ้าง

            แต่เจตจำนงแห่งโอสถนางกลับมิเคยพานพบมาในชีวิต

            ขณะที่ซูชิงเกอกลับเผยสีหน้าเข้าใจบางสิ่งบางอย่างออกมา นางนั้นชอบศึกษาค้นคว้าคัมภีร์โบราณอยู่เสมอ จึงเคยได้รับรู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งนี้มาบ้าง

            “เพียงแค่ทำขนมปราณวิญญาณธรรมดาๆ ออกมา ก็กลับแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งโอสถที่แม้แต่ปรมาจารย์ด้านโอสถยังมิอาจมีได้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง แม่นางชิวหานนับว่าพรสวรรค์ล้ำเลิศเสียจริง” 

            กู้ฉางเกอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็เข้าใจได้ในทันที

            “ข้ามิเคยหลอมโอสถมาก่อนเลยสักครั้ง…”

            หลินชิวหานที่ได้รับคำชมก็อดรู้สึกเขินอายมิได้

            นางมิเคยแม้แต่จะศึกษาหรือสัมผัสกับศาสตร์แห่งการหลอมโอสถมาก่อน

            นี่จึงนับว่าเป็นพรสวรรค์ด้านโอสถที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

            หากหลินชิวหานเกิดในตระกูลปรมาจารย์โอสถแห่งแดนสวรรค์ นางคงกลายเป็นเทพธิดาแห่งวิถีโอสถผู้เลื่องชื่อ อนาคตของนางย่อมเจิดจรัสเกินกว่าจะประมาณ

            สมดังที่กล่าวว่า ผู้ใกล้ชิดกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตย่อมมิใช่ผู้ที่ธรรมดาสามัญ 

            อย่างน้อยสิ่งที่เขาทุ่มเทลงแรงไปก็มินับว่าสูญเปล่า

            กู้ฉางเกอครุ่นคิดในใจ แต่ยังคงรอยยิ้มบนใบหน้า พลางกล่าวกับหลินชิวหานว่า “คุณหนูชิวหาน หากปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าๆ ก็ดูจะน่าเบื่อมิน้อย วันนี้พาข้าไปเดินเที่ยวชมเมืองสักหน่อยดีหรือไม่”

            “เอ๊ะ... ได้เจ้าค่ะ ได้เจ้าค่ะ…”

            เมื่อได้ยินคำกล่าวของกู้ฉางเกอก็ทำเอาหลินชิวหานรู้สึกเหมือนถูกความสุขโถมเข้าใส่จนสมองว่างเปล่าดั่งล่องลอยอยู่ในความฝัน

            …

            เรื่องที่ตระกูลหลินประกาศปิดเมืองและปิดผนึกมิติเมื่อคืนวาน ได้สร้างความวุ่นวายให้แก่เหล่าผู้บำเพ็ญในนครโบราณทั้งมวล จนต่างพากันคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น

            เพราะในช่วงเช้าพวกเขาเพิ่งได้ยินข่าวมาว่าบรรพชนในตำนานของตระกูลหลินได้เดินทางกลับมาจากแดนสวรรค์ พร้อมทั้งจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างใหญ่โต

            แต่พอตกกลางคืนกลับดูเหมือนจะมีเหตุการณ์ใหญ่โตเกิดขึ้น

            จนทำให้ตระกูลหลินทั้งตระกูลต่างพากันเดือดดาล ออกตามล่าค้นหาคนผู้หนึ่งอย่างเร่งด่วน

            ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากต่างก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเป็นผู้ใดกันที่ล่วงเกินหรือไปสร้างความขุ่นเคืองให้กับตระกูลหลิน จนเป็นเหตุแห่งความวุ่นวายเช่นนี้

            หลังจากที่บรรพชนเดินทางกลับมา อำนาจของตระกูลหลินในปัจจุบันนั้นก็ยิ่งใหญ่จนแทบจะมิมีผู้ใดในเขตศูนย์กลางเทวาจะสามารถเทียบเคียงได้

            ผู้บำเพ็ญเพียรและสิ่งมีชีวิตในนครโบราณต่างพากันตื่นตระหนกหวาดหวั่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            กระทั่งในที่สุดก็มีข่าวลือแพร่ออกมาว่า มีคนใช้เล่ห์กลสกปรกชั่วร้ายพยายามลอบสังหารคุณชายจากแดนสวรรค์ โดยตั้งใจโยนความผิดใส่ร้ายป้ายสีตระกูลหลิน

            แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อค้นหาผู้กระทำผิดพบ ก็กลับพบว่าคนผู้นั้นเป็นหลินเทียน ผู้ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นคนไร้ค่าแห่งตระกูลหลินเสียเอง 

            เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

            เหล่าผู้บำเพ็ญต่างพากันพูดถึงเหตุการณ์นี้ด้วยความตื่นตระหนก

            เพราะตอนนี้ผู้คนในดินแดนจงโจวล้วนรู้ดีถึงความน่าเกรงขามและฐานะอันสูงส่งของคุณชายจากแดนสวรรค์ผู้นั้น การกระทำเช่นนี้จึงนับว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจอย่างถึงที่สุด เปรียบเสมือนการนำพาตนเองไปสู่หนทางแห่งความตายโดยแท้

            ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดินแดนจงโจวเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไร้ซึ่งความสงบ

            อีกทั้งในแปดดินแดนโดยรอบ

            สำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์อันทรงพลังที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าแสนปี ต่างก็ทยอยส่งผู้แทนพร้อมของขวัญล้ำค่ามายังตระกูลหลิน เพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพชนและคุณชายลึกลับผู้นั้น

            สถานที่จัดงานประลองวิถีแห่งมรรคาของผู้บำเพ็ญรุ่นเยาว์ในดินแดนจงโจว ก็ถูกเปลี่ยนสถานที่มายังนครโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลหลิน การตัดสินใจครั้งนี้กล่าวกันว่าเป็นฉันทามติร่วมกันระหว่างทุกสำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์

            ส่วนจุดประสงค์ที่แท้จริงนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญก็ต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา

            จากรายงานข่าวที่แพร่สะพัดมาจากดินแดนตงฮวง

            สาเหตุที่สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนสามารถแผ่บารมีข่มขวัญเหล่าสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง และก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่ครองดินแดนตงฮวงได้อย่างสมบูรณ์นั้น

            ส่วนหนึ่งมาจากคุณูปการของเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉมที่สุดในดินแดนตงฮวง

            ด้วยเหตุนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์น้อยใหญ่จึงหวังพยายามทำตัวเลียนแบบ เพราะหากสามารถทำให้เหล่าศิษย์ของตนเข้าตาและเป็นที่โปรดปรานของคุณชายลึกลับผู้นั้นได้ นั่นย่อมหมายถึงโอกาสอันล้ำค่าที่จะก้าวหน้าสู่จุดสูงสุด เปรียบได้กับบรรพชนที่ได้รับบุญกุศลล้นพ้นจนสุสานยังพวยพุ่งไปด้วยควันแห่งความเป็นสิริมงคล ซึ่งนำพามาซึ่งเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลอย่างมิมีที่สิ้นสุด

            ว่ากันว่า แม้กระทั่งบรรพชนของตระกูลหลินเมื่อสามหมื่นปีก่อน ก็ยังมีข่าวลือว่าเป็นเพียงข้ารับใช้เก่าของคุณชายผู้นั้น

            สถานะอันน่าเกรงขามนี้ช่างน่าตื่นตระหนกจนเกินกว่าจะจินตนาการ ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วนต่างตกตะลึง และใคร่อยากจะยลโฉมคุณชายลึกลับผู้นี้เพียงสักครั้ง 

            ด้วยเหตุนี้ นครโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลหลินจึงคึกคักเป็นพิเศษ ทุกวันจะเห็นผู้แทนจากสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนักใหญ่น้อยต่างเดินทางมายังนครโบราณแห่งนี้กันอย่างมิขาดสาย 

            ขณะเดียวกัน กระทั่งเผ่าพันธุ์โบราณมากมายจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาล ซึ่งปกติแล้วแม้แต่สำนักศักดิ์สิทธิ์ยังต้องยำเกรงก็ปรากฏตัวขึ้น

            เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ถือเป็นดินแดนที่มีพรมแดนติดกับแดนสวรรค์มากที่สุด ว่ากันว่าเป็นสายสืบทอดของลัทธิและเผ่าพันธุ์บางกลุ่มในแดนสวรรค์เบื้องบน

            และโดยทั่วไปแล้ว สิ่งมีชีวิตใดที่ก้าวออกมาจากสถานที่แห่งนั้น มักจะได้รับการปฏิบัติดั่งแขกผู้ทรงเกียรติในทุกสำนักศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหลาย












    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน