ตอนที่ 67 ป่าลวงตา
อรุณรุ่งเช้ามาเยือนแสงแดดอ่อนๆพร้อมเสียงนกบรรเลงเพลงยามเช้า ลมหนาวพัดผ่านสาดใส่ใบหน้ากลิ่นใบหญ้าและต้นไม้หอมเตะจมูกจางๆเคนจิพักผ่อนเอาแรงหลังจากจบศึกที่ท้องทะเลทรายด้วยการหลับบนหลังคิเมร่าแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องบนใบหน้าทำให้สะดุ้งตื่น เมื่อเพ่งมองไปยังด้านหน้าก็พบเห็นทุ่งหญ้าและป่าไม้ที่ทึบทอดยาวไปไกล โดยที่ใจกลางป่าทึบมีภูเขาสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าใบหน้าของเขาปรากฏเลือดจางๆ ที่จมูกเต่าน้อยเกนบุกระโจมทะยานเลียบนใบหน้าจะคราบเลือดหายจนหมดสิ้น
“นี้เจ้าเต่าน้อย! อย่าเล่นซิเรามาถึงแล้วล่ะ”
เคนจิดันเต่าน้อยออกจากหน้าโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีเลือดไหลออกมาจากจมูกก่อนที่คิเมร่าทะยานลงจากฟากฟ้าอย่างนิ่มนวลก่อนที่เคนจิจะหยิบชิ้นเนื้อจากช่องมิติให้กินเป็นอาหารใบหน้าของคิเมร่าแสดงออกถึงความดีใจอย่างสุดซึ้งนี้คือการได้รับอาหารจากนายของมันเป็นครั้งแรก แม้แต่อนูบิสก็ไม่เคยหยิบยื่นให้ ขณะที่กำลังหยิบยื่นอาหารให้คิเมร่าปรากฏแผ่นดินสั่นไหวเป็นระลอก เมื่อหันไปดูก็พบมังกรดินที่กำลังวิ่งมาไกลๆ
มังกรดินมีเม็ดเหงื่อปรากฏอยู่ทั่วใบหน้าเมื่อมาถึงจุดที่เคนจิยืนอยู่มังกรดินหอบหายใจถี่รัวอลันกรโดดทะยานสู่พื้นดินสังเกตผืนป่าและภูเขาที่อยู่เบื้องหน้าเคนจิเดินไปหามังกรดินพร้อมกับหยิบถุงน้ำและอาหารออกมาจากช่องมิติส่งให้มังกรดินที่กลายร่างเป็นมนุษย์แล้วเดินมายืนเคียงข้างอลัน
“ลุงไหนล่ะ? ปราสาทเจ้าโทริ ข้าไม่วี่แววของปราสาทเลย”
“ฮึ!! มันอยู่ข้างหน้าเจ้านี่แหละแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะเห็นมัน เข้าไปในป่าเถอะ ดวงตะวันเริ่มร้อนแรงแล้ว”
“แล้วเจ้าพวกนี้ล่ะมังกรดินแปลงเป็นมนุษย์ได้ไม่มีปัญหา แต่เจ้าคิเมร่านี่...คงจะเข้าไปลำบาก”
“ก็ให้มันรอแถวนี้แหละส่วนเจ้ามังกรดินจะตามเข้าไปหรือหารที่พักก็เรื่องของเจ้าและเจ้าเต่าน้อยก็ให้มันอยู่กับคิเมร่าแล้วกัน”
เมื่ออลันพูดจบเกนบุน้อยกระโจมทะยานมาเกาะบนไหล่เคนจิแน่นขนัดเพื่อสื่อความต้องการของมัน เคนจิพยักหน้ากับเกนบุน้อยพร้อมรอยยิ้ม ทำให้อลันเข้าใจเคนจิทันทีว่าต้องการพามันไปด้วยอลันไม่พูดสิ่งใดต่อและก้าวเดินเข้าไปป่าทึบทันที พร้อมกับเคนจิที่เดินตามเข้าไปอย่างเงียบๆภายในป่าทึบนั้นต้นไม้ต่างขึ้นเบียดกันแน่นขนัด จนแสงตะวันไม่อาจสาดส่องลงมาได้ทำให้เคนจิไม่สูญเสียพลังแม้จะเป็นในเวลากลางวัน ขณะที่เคนจิกำลังเดินตามอลันติดๆนั้น อลันเกิดหยุดก้าวเดินแล้วหันมามองทางเคนจิทันที
“เราจะพักกันบริเวณนี้รอตะวันตกดินค่อยเดินทางต่อ เมื่อผ่านต้นไม้ต้นนั้นไปแล้ว เจ้าต้องตามข้ามาติดๆอย่าได้คาดจากข้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเจ้าได้หลงอยู่ในนี้ตลอดไปแน่”
“ป่าวงกตหรอลุง?”
“คล้าย! แต่ไม่ใช่มันคือป่าลวงตาเป็นค่ายกลป้องกันผู้บุกรุกอาณาเขตปราสาทแวมไพร์เมื่อรู้แล้วอย่าได้ก้าวเดินผ่านต้นไม้ต้นนั้นเด็ดขาด รอตะวันตกดินแล้วเดินทางต่อ”
“ทำไมเราต้องรอด้วยล่ะลุงข้านอนมาทั้งคืนแล้วนะ”
“เหอะ!! เพราะปราสาทมันจะโผล่มาให้เห็นเวลากลางคืนเท่านั้นเข้าใจหรือยัง! อย่าเดินผ่านต้นไม้ต้นนั้นพอ และอย่าถามอีกว่าทำไมต้องเป็นต้นไม้ต้นนั้นเพราะมันคือประตูทางเข้าป่าลวงตา จะไปทำอะไรก็ไปทำ เหอะ!!”
เคนจิยิ้มแห้งอลันรู้ทันความคิดของเขาจึงพูดดักหน้าไว้ก่อนเมื่อพูจบอลันนั่งลงพิงต้นไม้หยิบขวดสุราออกมาดื่มกินเมื่อเห็นดังนั้นเคนจิจึงหยิบขวดเหล้าใบหนึ่งออกมาจากช่องมิติเหลือบมองพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า มันคือขวดน้ำเต๋าบรรจุสุราของผู้เฒ่าเกนบุเคนจิเอนกายพิงต้นไม้ยกขึ้นดื่มพร้อมกับส่งมันให้เต่าน้อย เจ้าเต่าน้อยไม่สนใจขวดน้ำเต๋ากลับเข้าไปซุกในอ้อมแขนของเคนจิ
“แกคงไม่ใช่ลุงเกนซินะไม่ต้องห่วงนะครับลุงเกนผมจะดูแลเจ้าเต่าน้อยอย่างดี”
เคนจิสบถเบาๆมือข้างหนึ่งลูบหัวเจ้าเต่าน้อยอย่างเบามือพร้อมกับยกขวดน้ำเต๋าของเกนบุดื่มไม่ขาดสายในขณะที่ทั้งสองกับดื่มกินสุราอย่างเงียบๆ นั้นมีสายตาคู่หนึ่งกำลังแอบจ้องมองพวกเขาอยู่เงียบๆ และปกปิดตัวตนได้อย่างไร้ร่องรอย
ณบริเวณท่าเรือของเกาะทะเลทราย เรือสำเภาลำใหญ่จอดเทียบท่า บรรดากองกำลังนักรบศักดิ์สิทธิ์กำลังขนสัมภาระลงจากเรืออย่างแข็งขันกรงขนาดใหญ่ถูกลากลงจากเรือในกรงนั้นมีโมมอนและทากีร่าถูกจับขังในสภาพอิดโรยมาคัสกำลังนั่งอยู่บนอูฐตัวใหญ่เขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางบนทะเลทรายที่กว้างใหญ่เขาเหม่อมองไปไกลสุดสายตาบนเนินทรายที่สูงเด่นก่อนจะหันมาสั่งกองกำลังนักรบศักดิ์สิทธิ์
“เมื่อเตรียมตัวและเสบียงอาหารเสร็จเราจะออกเดินทางทันทีขอให้ทุกคนระวังตัวด้วย ท้องทะเลทรายแห่งนี้คือเขตปกครองของมังกรดิน”
“รับทราบ!”
กองกำลังทหารตอบกลับอย่างเคร่งคัดภาวะผู้นำของมาคัสเพิ่มสูงขึ้นเมื่อได้รับชัยชนะที่เมืองปีศาจจนเป็นที่ยอมรับของวิหารศักดิ์สิทธิ์และกองกำลัง มาคัสเหลือบมองกรงขังก่อนจะหันกลับไปยังเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่มืดมัวก้าวเดินของเขาหนักแน่นดั่งขุนเขาทุกที่ที่เขาก้าวผ่านจะมีเลือดของปีศาจอาบแผ่นดิน กองกำลังนักรบศักดิ์สิทธิ์และมาคัสเคลื่อนกำลังพลเป็นรูปขบวนมุ่งหน้าสู่ท้องทะเลทรายที่กว้างใหญ่ โดยมีกรงขังกรงใหญ่ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาการลากจูงกรงทำให้การเดินทางของพวกเขานั้นล่าช้ามาก
“ท่านผู้นำ! กรงนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางยิ่งนักข้าเห็นควรว่าจัดการพวกมันซะ! การเดินทางของเราจะไปได้เร็วขึ้น”
“หุบปาก!! เจ้าเป็นหัวหน้าหรือว่าข้าเป็น?”
“ข้าขออภัยท่านหัวหน้าแต่ข้าสงสัยว่าท่านจะนำพวกมันไปที่ใด?”
“ข้ามีจุดประสงค์ของข้าเมื่อมันนับถือเจ้าจอมปีศาจริเตอร์เป็นพระเจ้าของพวกมัน ข้าก็จะสังเวยดวงวิญญาณพวกมันต่อหน้าเจ้าปีศาจริเตอร์ลากต่อไป!!”
“ครับ!”
คำพูดที่เด็ดเดี่ยวของมาคัสทำให้นักรบขี้สงสัยต้องขนลุกชันด้วยความหวาดกลัว กองกำลังเดินหน้าอย่างแข็งขัน เมื่อใดก็ตามที่หนอนทะเลทรายปรากฏตัวมันจะกลายเป็นแค่ซากหนอนในพริบตาด้วยการเดินทางที่ไม่หยุดพักของกองกำลังมาคัสผ่านไปเพียงครึ่งวันพวกเขาก็พบกับซากพีระมิดที่พุพัง มาคัสเรียกหนึ่งในนักรบซึ่งมีความสามารถในการสะกดรอยและสำรวจให้เข้าไปสำรวจด้านใน
“เรียกท่านผู้นำข้าได้สำรวจภายในแล้วไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลือรอด และข้ายังพบอีกว่าพีระมิดหลังนี้พึ่งจะพังไม่นานมีร่องรอยของการต่อสู้ของสัตว์ใหญ่ครับ”
“เจ้าคิดว่าพวกมันไปทิศทางใด?”
นักสำรวจตรวจดูทิศทางลมและร่องรอยฝีเท้าที่เจื่อนจางก่อนจะชี้ไปยังทิศที่พวกเคนจิเดินทางไปมาคัสพยักหน้ารับพร้อมกับส่งสัญญาณให้เดินหน้าต่อไป บรรดานักรบศักดิ์สิทธิ์เริ่มตั้งขบวนด้วยใบหน้าที่อิดโรยพวกเขาไม่ได้พักการเดินทางตั้งแต่เช้า แต่คำสั่งของมาคัสนั้นคือที่สุดพวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ ทากีร่าเหลือบมองบรรดาทหารก่อนจะตะโกนออกไป
“มาคัส!!นายมันอำมหิตเกินไปแล้ว ถึงพวกเขาจะเป็น NPC แต่พวกเขาก็ต้องพักผ่อนนะนายมันใจดำ! นายทำไปเพื่ออะไรกันแน่?”
“หุบปาก!!! พวกมันก็แค่ตัวหมากที่วิหารให้มาเท่านั้นภารกิจของฉันคือโค่นล้มจอมปีศาจริชเตอร์และเมืองปีศาจที่ใต้การปกครองของแวมไพร์โทริ ส่วนเธอพวกลัทธิปีศาจอย่ายุ่ง!”
“นายไม่มีวันทำร้ายจอมปีศาจริเตอร์ได้หรอก! นายลืมแล้วหรือไงดาบใหญ่ที่พานายไต่เต้ามาถึงระดับนี้ได้คือดาบที่จอมปีศาจริชเตอร์มอบให้กับนาย นายมันเนรคุณ!!”
ปรากฏเส้นเลือดปูดพองบนใบหน้ามาคัสเขาหยิบดาบใหญ่ออกมาจากช่องมิติ มันคือดาบที่จอมปีศาจริชเตอร์มอบให้กับเขาก่อนจะปามันด้วยความรุนแรงแหวกอากาศผ่านหน้าทากีร่าไป กระทบกับพื้นทรายดังสนั่นความรุนแรงของมันทำให้ดาบจมหายไปในทะเลทราย ดวงตาทากีร่าเบิกกว้างหยาดเหงื่อปรากฏบนใบหน้า เข่าทั้งสองข้างทรุดลงพื้นทันทีพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินเป็นสาย
“หากเจ้าพูดมากอีกข้าจะเล็งที่หัวของเจ้า!!”
มาคัสหันกลับไปยังทิศทางที่นักสำรวจชี้บอกและออกเดินทางทันทีกองกำลังต่างเคลื่อนขบวนทัพ โดยไม่มีทีท่าอิดออดอีกต่อไปความหวาดกลัวต่อมาคัสกัดกินเข้าไปในจิตใจส่วนลึกของพวกเขา
ดวงตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้าเสียงหมู่นกกาขับขานบินทะยานกลับสู่รัง เคนจินั่งทับทวนทักษะต่างๆ อย่างเงียบๆโดยมีเจ้าเต่าน้อยอยู่เป็นเพื่อนไม่ห่างอลันและมังกรดินร่างมนุษย์เอนกายพักผ่อนอยู่ที่ใต้โค่นต้นไม้คนละต้น เคนจิสำรวจท่วงท่าเพลงดาบจันทราท่าที่ 9 ยังไม่ปรากฏทำให้เขาขุ่นเคืองในจิตใจ
“มันมีเงื่อนไขอะไรในการปลดท่าที่9 กันแน่นะ?”
ดวงตะวันลับขอบฟ้าปรากฏความมืดมิดมาแทนที่ อลันดันตัวเองลุกจากโค่นต้นไม้ใหญ่พร้อมกับเหลือบมองไปยังภูเขาที่สูงชันเคนจิสงสัยในท่าทางของอลันจึงเหลือบมองไปยังทิศทางที่อลันจ้องมองดวงตาเคนจิเบิกกว้าง บนยอดภูเขาว่างเปล่าดั่งมีมิติภาพที่บิดเบือนปราสาทหลังใหญ่ค่อยๆ ปรากฏออกมาจากความมืดมิดพร้อมกับเมืองที่ปรากฏล้อมรอบปราสาท
“ยินดีต้อนรับสู่อดีตปราสาทของข้าข้าจะเอาคืน! ไปเจ้าหนุ่ม ตามข้ามาติดๆ ล่ะ”
“ทำไมเราไม่บินขึ้นไปเลยล่ะลุง?”
“เจ้าก็ลองบินดูซิ”
เคนจิไม่รอช้าเรียกปีกมังกรโผล่มาจากด้านหลังเมื่อจะทะยานขึ้นสู่ฟ้าเหมือนมีแรงกดดันมหาศาลกดร่างของเขาไว้ทำให้ไม่สามารถบินขึ้นสู่ฟากฟ้าได้ อลันสบถยิ้มเบาๆ พรางส่ายหน้า
“เจ้าโง่! หากมันง่ายขนาดนั้นข้าจะเดินทำไม เราอยู่ในอาณาเขตปราสาทเราไม่สามารถบินได้ยกเว้นผู้ที่เป็นเจ้าของปราสาทเท่านั้น ไปกันได้แล้ว”
อลันเดินนำหน้าเคนจิเก็บปีกมังกรเดินตามไปอย่างเงียบๆ โดยมีมังกรดินเดินตามไม่ห่างเมื่อกลุ่มเคนจิเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ ปรากฏเงาดำพุ่งทะยานออกมาจากที่หลบซ่อนร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำเงินตามร่างกายปากที่ยื่นยาวของมันมีเขี้ยวอันแหลมคมปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก
“ทางเข้าอยู่ตรงนี้นี่เองข้าเสียเวลาหาตั้งหลายวัน รอก่อนเถอะเจ้าโทริ ข้ามาคิดบัญชีแค้นกับเจ้าแล้ว!!!”
เมื่อเคนจิเข้ามายังด้านในเต่าน้อยเกนบุก็เกิดอาการสั่นสะท้านไปทั้งตัว อย่างกับหวาดกลัวอะไรบางอย่างก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปหลบซ่อนภายในเสื้อของเคนจิ และโผล่หัวออกมาตรงคอเสื้อของเขาเคนจิไม่เข้าใจที่เต่าน้อยกระทำแต่ก็ไม่สามารถเอ่ยถามได้จึงเดินตามอลันไปเงียบโดยที่กุมเต่าน้อยที่หวาดกลัวด้วยมือทั้งสองข้างทันใดนั้นเองเคนจิรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงหันกลับไปด้านหลังด้วยความรวดเร็วและเหม่อมองบริเวณนั้นอยู่นาน จนอลันต้องเรียกเขาทำให้หลุดจากภวังค์
“เจ้าหนุ่ม! ข้าบอกให้ตามมาติดๆเจ้าอยากหลงอยู่ในนี้หรือไง”
เคนจิยังยืนมองจนแน่ใจก่อนจะหันกลับแล้วเดินตามอลันไปติดๆก่อนจะจะหันกลับมามองอีกสองสามครั้งแล้วเดินจากไปเมื่อกลุ่มของเคนจิหายไปในความมืด ปรากฏร่างปริศนาออกมาพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า
“ต้องระวังเจ้าหนุ่มนั่นหน่อยแล้วฝีมือมันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”
ในขณะที่กลุ่มของมาคัสกำลังเดินทางอย่างไม่หยุดหย่อยเคนจิก็กำลังเดินทางในป่าลวงตา ปรากฏเรือสินค้าอีกลำมาเทียบท่า หญิงสาวคนหนึ่งที่สวยราวกับนางฟ้าก้าวเดินลงมาจากเรือดวงตาที่เป็นประกายของเธอนั้นทำให้ชายทั้งหลายต้องสยบเมื่อสบสายตาเธอพุ่งทะยานเข้าไปในท้องทะเลทรายด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับสบถออกมาเบาๆ
“หวังว่าเคนจิคงจะอยู่ที่นี้นะและหวังว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นกับเขา มาคัสนายมันบ้าไปแล้ว แล้วระบบสมจริงนี้อีกข้อความอะไรก็ส่งไม่ได้แย่จริงๆ”