“ตัวใหญ่จริงๆ ข้าเอาหมดทั้งสามตัวนี่ล่ะ เ้าคิดราคาอย่างไรเล่า?” เถ้าแก่เนี้ยแซ่เวินไม่ได้ซักไซ้ต่อ นางไม่ได้คิดเอาดีทางด้านการค้าปลา เด็กเหล่านี้จะมีวิธีการอย่างไรนางย่อมไม่บังคับถามความจากเขา
ก่อนหน้านี้หวังหยวนได้พาเด็กๆ ไปสอบถามราคาปลาจากพ่อค้าคนอื่นบ้างแล้ว ปลาชนิดเดียวกันที่ขายอยู่ในตลาดเป็ปลาตาย คิดราคาตามน้ำหนัก 1 ชั่ง ราคา 8 อีแปะ
ขนาดของปลาสามตัวในถังเป็ปลาใหญ่แต่ละตัวน่าจะหนักเกือบ 3 ชั่ง (ราวๆ 1.5 กิโลกรัม) และยังเป็ปลาเป็ซึ่งสดกว่าปลาในตลาดมากนัก ทำให้เจียวจ้านไม่รู้จะขายอย่างไร และเขาก็นับตัวเลขได้เพียงไม่เกินนิ้วมือของตน ทำให้การคิดราคายิ่งยากเข้าไปใหญ่
“ท่านป้ามีน้ำใจกับพวกเราในครั้งก่อนข้ายังไม่ลืม ท่านป้าอยากซื้อเท่าใดพวกเราก็จะยินยอมขายให้ขอรับ”
“ฮ่าๆๆ ข้าบอกท่านแล้วอย่างไรสามี เด็กพวกนี้เป็เด็กมีน้ำใจดีจริงๆ” เถ้าแก่เนี้ยเ้าของร้านลุกขึ้นยืนยกผ้าเช็ดหน้ามาป้องปากแล้วหัวเราะเสียงดังอย่างได้ใจ
ยามนี้เด็กชายสี่คนและหวังหยวนจึงได้เห็นว่ามีบุรุษอยู่ในร้านอีกคนซึ่งกำลังเดินยิ้มออกมา บนร่างกายของบุรุษผู้มาใหม่มีผ้าคาดเอวแบบผ้ากันเปื้อนและในมือก็ยังมีคราบแป้งขาวติดอยู่ เดาได้ว่าผู้ทำขนมย่อมเป็ฝ่ายสามี ส่วนผู้เป็ภรรยามีหน้าที่ออกมายืนขายหน้าร้าน
“นี่หรือเด็กที่เ้าเล่าให้ข้าฟังครั้งก่อน” ชายอายุราว 40 กว่าปีส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กๆ
“คำนับเถ้าแก่ขอรับ” เด็กชายสี่คนรีบก้มศีรษะทักทายบุรุษผู้มาใหม่
“ไม่ต้องยุ่งวุ่นวายขนาดนั้น พวกเ้าเรียกฮูหยินของข้าว่าท่านป้า แล้วจะมาเรียกข้าว่าเถ้าแก่ได้อย่างไรเล่า ข้าแซ่หลี่ ก็เรียกท่านลุงหลี่เถิด”
เถ้าแก่หลี่ชะโงกหน้ามองไปในถังไม้ แล้วเอ่ยต่อ
“สามตัวนี่ราวๆ 8 ชั่ง ข้าให้พวกเ้าชั่งละ 10 อีแปะ ก็เป็ 80 อีแปะ พวกเ้าว่าเหมาะสมหรือไม่”
เจียวจ้านหันขวับมายังเด็กชายอีกสามคน พวกเขายกนิ้วทั้งสิบขึ้นมา นับรวมกันหลายรอบก็ได้แค่สี่สิบ แล้วแปดสิบนี่มันมากเพียงใดกันนะ เด็กขายรู้สึกว้าวุ่นใจเหลือกำลัง
“เหมาะสมแล้วขอรับเถ้าแก่หลี่ เ้าหนู..เถ้าแก่เขาให้ราคาสูงกว่าในตลาดชั่งละ 2 อีแปะ เพราะปลาของพวกเ้าสดกว่า ข้าว่าเหมาะสมแล้วล่ะ พวกเ้าไม่ต้องนับกันแล้ว” หวังหยวนเห็นว่าหากปล่อยให้เด็กๆ ถอดรองเท้าออกมานับจะยิ่งวุ่นวายกันไปใหญ่ เขาเลยออกหน้าตัดสินใจแทน
“ข้าไม่ได้กังวลว่าจะได้น้อยขอรับ แต่ข้ากลัวท่านลุงกับท่านป้าจะจ่ายมากเกินไปต่างหาก” เจียวจ้านหันมายิ้มแหย
เอาจริงปลาเป็รายได้ที่ไม่มีต้นทุน ไปจับปลาก็ยังได้เล่นน้ำ ต่อให้ได้เงินเพียง 10 อีแปะเขาก็จะไม่ตำหนิสองสามีภรรยาสักคำ คราวก่อนท่านป้ายังใจดีให้ตนยืมลูกอมไปตั้ง 10 เม็ดได้เลย นับประสาอะไรกับเงินมากมายตั้ง 80 อีแปะ
เถ้าแก่หลี่นับเงินใส่ถุงผ้าใบเล็กยื่นให้กับเจียวจ้าน เด็กชายทั้งสี่กล่าวคำขอบคุณสองสามีภรรยาซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ พอรับเงินมาเรียบร้อยเขาก็คืนเงินค่าลูกอม พร้อมกับซื้อลูกอมกลับไปอีก 20 เม็ด และยังไม่ลืมซื้อเค้กถั่วแดงส่งให้ท่านอาหวังอีกสองชิ้น ในฐานะเป็ผู้เจรจาต่อรองราคาปลาให้
“พวกเ้าซื้อของกันไม่น้อยเลยทีเดียวนี่ แล้วอีกนานไหมจึงจะเข้าเมืองสือเจียอีกครั้ง ข้าจะได้รอเอาปลาอีกรอบ” เวินฮูหยินมองไปบนเกวียน เห็นว่าครั้งนี้เด็กๆ มีข้าวของจำนวนมากกว่าคราวก่อน ดูท่าพวกเขาคงจะจับปลาขายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“เราอาจจะเข้าเมืองบ่อยๆ ขอรับ ยามนี้พวกเราทำซาลาเปาขายอยู่ที่หน้าหอหงไถ พอของหมดก็ต้องเข้ามาซื้อใหม่ ถ้าครั้งหน้าโชคดีได้ปลามาอีกข้าจะนำมาให้ท่านก่อนใครขอรับ"
“ทำซาลาเปาขาย ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าเด็กๆ อย่างพวกเ้าจะทำได้” เถ้าแก่หลี่ชอบทำขนมอยู่แล้ว พอได้ยินเด็กๆ พูด ก็เริ่มสนใจสหายร่วมอาชีพต่างวัยเหล่านี้มากขึ้น
“พวกเรามีเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือและสอนให้ทำขอรับ จริงๆ แล้วข้าอยากเอามาฝากท่านป้าให้ได้ลองชิม แต่กว่าจะมาถึงเมืองสือเจียซาลาเปาก็คงจะเย็นชืดไม่น่ากินแล้ว ข้าเลยไม่ได้เอามาให้ท่าน”
“ขายอยู่ที่หน้าหอหงไถอย่างนั้นหรือ..” เถ้าแก่หลี่ทำท่าครุ่นคิด
“ระยะแรกๆ ก็คงจะมีคนมาอุดหนุน แต่ผ่านไปนานๆ ลูกค้าก็จะน้อยลงและไม่แน่อาจมีคนทำออกมาขายแข่ง พวกเ้าก็จะยิ่งขายได้น้อยลงไปอีก ไม่มาขายในเมืองเล่า ที่นี่มีกำลังคนที่จะซื้อมากกว่า”
“พวกเราก็อยากมาขายขอรับ แต่ก็ติดที่เื่การอุ่นให้มันร้อนๆ นี่ล่ะ บางทีพวกเราอาจจะจ้างท่านอาหวังให้ขนเตาเล็กมาวางขายทุกวันก็ได้”
เจียวจ้านเหลือบตามองไปที่หวังหยวนแวบหนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้คัดค้านปฏิเสธก็รู้สึกยินดีเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเื่วุ่นวายพอสมควร เพราะนอกจากขนเตามาแล้วก็ยังต้องมีฟืน ต้องหาทำเลที่ขายอีก
“เอาอย่างนี้สิ พวกเ้าเอาเตาเล็กมาฝากที่ร้านพวกเราแล้วตั้งขายที่หน้าร้านนี่ล่ะ เราสองคนไม่ได้ขายซาลาเปา มีพวกเ้ามายืนขายหน้าร้านจะยิ่งทำให้ร้านข้าคึกคักไปด้วย จะขายดีเสียอีก”
“จริงหรือท่านลุงท่านป้า พวกท่านอนุญาตให้เราขายที่หน้าร้านท่านได้จริงหรือขอรับ” เด็กชายสี่คนจับมือกันะโไปมาด้วยความตื่นเต้น แม้แต่หวังหยวนเองก็ยังพลอยยินดีไปกับพวกเขา
“จริง แต่เ้าต้องลองเอามาให้ข้าชิมดูก่อน มาขายหน้าร้านข้าอย่างน้อยก็ต้องมีรสชาติเป็กลาง ครั้งหน้าพวกเ้าเอาซาลาเปาติดมาด้วย จะเย็นจะแข็งก็ไม่เป็ไรเดี๋ยวพวกเราเอามาอุ่นที่นี่ก็ได้เตาในครัวข้าจุดทั้งวันอยู่แล้ว อ้อ!! ข้าไม่ชิมของเ้าเปล่าๆ หรอกนะ เราจะช่วยอุดหนุนอีกด้วย”
“ท่านลุงท่านป้า พวกเราขอบคุณท่านทั้งสองมากเลยขอรับ” เด็กชายสี่คนดีใจจนน้ำตาคลอ
พวกเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่หยิบยื่นน้ำใจให้กับหวังหยวนเพื่อหวังผลประโยชน์ของเจียวจ้านในครั้งก่อนไม่ได้ส่งผลกับหวังหยวนเพียงคนเดียว แต่ทำให้เวินฮูหยินเ้าของร้านขนมชอบใจในตัวพวกเขาไปั้แ่ต้นแล้ว เมื่อเห็นเด็กๆ คิดทำมาหากินเถ้าแก่หลี่ผู้รับฟังเื่ราวมาจากภรรยาจึงยอมสนับสนุนโดยไม่ต้องคิด
……….
หอหงไถ
“หากได้ที่ขายในเมือง เราต้องทำไส้เพิ่มให้หลากหลายกว่านี้ ไส้ผัก ไส้ถั่วแดง ถั่วดำ ไส้เนื้อ ต้องมีให้ครบ โอย..จะเริ่มกันอย่างไรดี ข้าจะเป็ลม” ยายเฉินยกมือขึ้นกุมขมับ ตื่นเต้นกับเส้นทางการค้าที่มีแววจะเติบโตของเด็กๆ
“ท่านยาย ท่านใจเย็นลงก่อน ครั้งหน้าเราก็ทำเพียงให้เถ้าแก่หลี่สองสามีภรรยาได้ชิม ยังไม่ต้องรีบร้อนมากนักหรอกเ้าค่ะ” ฉู่หลิงรีบมาประคองร่างซวนเซของยายเฉินเอาไว้
“จริงสินะ แค่เอาไปชิมก่อน ดีเหมือนกันพวกเขาเป็ร้านขนม รสชาติซาลาเปาของเราเทียบกับร้านอื่น ๆ ในเมืองสือเจียได้หรือไม่ พวกเขาจะได้ช่วยติชม”
ท่านยายเฉินดีใจจนลืมตัว นางพูดคุยกับเด็กๆ อย่างสนุกสนานอีกหลายคำ พร้อมทั้งชักชวนให้เด็กๆ เริ่มลงมือเอาฟูกที่นอนลงมาตาก
ฉู่หลิงนั่งเงียบอยู่ในโถงกลางหอหงไถ ไส้ผักนั้นได้ยินท่านยายเฉินว่าทำจากเห็ดและกะหล่ำปลี สองอย่างนี้เป็เื่ง่ายๆ ที่ลงทุนไม่สูง กะหล่ำหาซื้อได้จากชาวบ้านละแวกนี้ ส่วนเห็ดนางคิดจะเก็บเอาจากป่า หรือหากไม่พอก็ยังหาซื้อได้ง่าย
แต่ไส้ถั่วสารพัดสีที่ท่านยายเฉินแนะนำพวกนั้นต้องซื้อเพิ่มเติมมาจากในเมือง ลำพังทำไส้ถั่วเขียวอย่างเดียวนางก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่แล้ว หากทำหลากหลายในตอนนี้คงจะไม่เหมาะ แต่ไส้เนื้อนั้นสมควรทำอย่างยิ่ง
“เนื้อที่ดี คือเนื้อที่ไม่เสียเงิน!” นิ่งคิดอยู่นานในที่สุดฉู่หลิงก็ตกตะกอนความคิดได้
“เจียวจ้าน เ้านัดเถ้าแก่หลี่ว่าจะเข้าเมืองอีกครั้งวันไหนหรือ?”
“ไม่ได้นัดขอรับ แค่บอกไว้ว่าจะรีบไปให้เร็วที่สุด ข้าต้องมาปรึกษาพี่สาวก่อนอยู่แล้วนี่”
“ดี เช่นนั้นข้ามีเื่สนุกให้พวกเ้าทำกันอีกแล้วล่ะ เจียวจูกับตงเหม่ยอยู่ทำอาหารเย็น ที่เหลือเข้าป่าไปกับข้า เจียวจ้านเตรียมไฟไปด้วย”
สิ้นคำกล่าวของหญิงสาว เด็กๆ ทุกคนก็เตรียมพร้อมทำตามคำสั่ง วิ่งไปหยิบตะกร้าบ้าง ถังน้ำบ้างด้วยความเคยชิน แต่..เข้าป่าไปเก็บผักใยต้องเอาไฟไปนะ..