The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 1 บทที่ 39 โอสถชะล้างโลหิต

            ถั่วแห่งกาลเวลาเป็นพืชโบราณหายาก และมีจำนวนน้อยเป็นอย่างมากในโลกกึ่งกลาง เพราะการที่เป็นพืชตายง่ายต้องบำรุงดูแลเป็นอย่างดี และถูกวิธีเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ในบางครั้งผู้ปลูกที่ไม่รู้เมื่อได้เก็บเกี่ยวมากครั้งเข้า ถั่วต้นนั้นก็จะตายลงในทันที เพราะบำรุงดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ยิ่งนานวันเข้า ผู้ที่รู้วิธีที่แท้จริงก็ยิ่งเหลือน้อยลง ทำให้มันหายากเป็นอย่างยิ่ง มิเนอร์วากำลังคาดหวังรอคอยให้วันพรุ่งนี้มาถึงด้วยใจจดจ่อ



            ในเช้าวันงานเทศกาล มิเนอร์วาในชุดสูทสีดำสวมแว่นกันแดด กำลังแจกจ่ายชุดสูทราคาถูกทั้งหมดที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนั้น ให้เหล่าสมาชิกทุกคนของกลุ่มซัลวาโตเร มิเนอร์วารีบพากลุ่มคนชุดดำทั้งหมดเดินทางไปยังอาคารทรงโดมหลังใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลด้วยกลัวว่าเหตุปวดหัวจะตามมาหาแต่เช้า



            'อลิซเป็นเหนือมนุษย์ลงแข่งไม่ได้ ส่วนเกรเซียก็ไม่ชอบการแข่งขันที่น่าปวดหัว พวกนางไม่ได้ลงแข่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ไปชมดูข้า… เช่นนี้ต้องรีบหนี!'



            มิเนอร์วารีบเร่งเดินทางด้วยกลัวว่าความคิดตัวเองจะเป็นจริง จนแล้วจนรอดก็เดินทางมาถึงที่หมาย การที่ไม่เจอสตรีทั้งสองเลยถึงแม้จะรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่ความรู้สึกดีกลับมีมากกว่า จัดแจงเสื้อผ้าเสร็จเด็กหนุ่มก็เดินยืดอกนำกลุ่มคนชุดดำทั้งหมดเข้าไป ทุกสายตาในโถงโดมทั้งหมดต่างจ้องมองมา มองไปยังกลุ่มคนที่มาใหม่เป็นสายตาเดียวกัน ถึงชุดจะดูแปลกตาแต่จอมโจรที่เดินนำเข้ามานั้นดูดีมากเกินไป สายตาที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ใต้แว่นดำนั้น ให้ความรู้สึกลึกลับเปี่ยมเสน่ห์ เสื้อสูทสีดำตัวเก่งก็ช่วยขับเน้นสัดส่วนแน่นปึ๊กภายใต้เนื้อผ้าออกมา เหล่าศิษย์สตรีจำนวนมากต่างก็พากันหลงในมนต์สะกดที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา กลุ่มซัลวาโตเรในชุดดำทั้งหมดก็ยืดอกเดินตามหลังมาอย่างภาคภูมิใจ สายตาอำมหิตที่เด็กหนุ่มเริ่มคุ้นชินทุกครั้งที่ปรากฏตัวหน้าคนหมู่มาก ล้วนกำลังกลับมาให้เห็นอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีแรงกระตุ้นที่มากพอจะทำให้เด็กหนุ่มสนใจอีกแล้ว



            เบื่อที่จะใส่ใจ! คร้านที่จะลงมือ!



            ท่ามกลางเสียงวี๊ดว๊าย มิเนอร์วาก็เดินมาหยุดลงในพื้นที่ของวังมรณะสาบสูญ ก้มหัวคำนับอาวุโสทุกท่านที่เคยเห็นหน้าในสภาอาวุโส แม้แต่มาซีนเองก็ตามมาด้วยในครั้งนี้ มันหวังอยากมาเห็นความสามารถของอีกฝ่าย จะอย่างไรก็เป็นคนพามาย่อมต้องอยากเห็นพัฒนาการเป็นธรรมดา



            "โอ้!... คนคุ้นเคยนี่เองน้องชายเจ้าก็ลงแข่งกับเขาด้วยหรือ? ถ้าโชคร้ายเลือกลงหลอมอาวุธก็รีบเปลี่ยนใจซะเถอะ ข้าลงแข่งด้านนั้นพอดีไม่อยากทำร้ายเจ้า แล้วก็เลิกยุ่งกับเกรเซียได้แล้ว อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางเป็นของข้า!"



            เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นส่งผลให้ทุกผู้คนของวังมรณะสาบสูญบริเวณนั้น เมื่อได้ถึงตัวตนของผู้ที่เดินมาก็ขมวดคิ้วพากันไม่ชอบใจ มิเนอร์วาเห็นจิออตโตผู้นั้นเดินเข้ามาขู่แล้วเดินจากไป แต่ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะก้าวขาพ้นเขตของวังมรณะสาบสูญท่ามกลางสายตาไม่เป็นมิตรของผู้คนรอบด้าน มิเนอร์วาไม่ได้มองตามอีกฝ่ายเพียงแต่กำลังจ้องไปอีกฟากของเวที ที่นั่นมีสตรีเลอโฉมผู้หนึ่งกำลังยืนยิ้มดีใจโบกไม้โบกมือตะโกนเรียกชื่อของเด็กหนุ่มอย่างร่าเริง



            "มิเนอร์วา!... สู้เขานะอย่ายอมแพ้ง่ายๆ…"



            เป็นเกรเซียที่ยังคงสดใสขี้เล่นคนเดิมได้ตะโกนมา ถึงจะนั่งอยู่ในพื้นที่สถาบันหลวงแต่ผู้ที่เชียร์กลับเป็นสถาบันคู่แข่ง ผู้คนจากวังมรณะสาบสูญทั้งหมดก็ได้รู้จักหญิงสาวที่ชื่อเกรเซียด้วยเหตุปะทะคารมในครั้งนี้นั่นเอง มิเนอร์วาจงใจพูดเสียงดังให้อีกฝ่ายที่หยุดชะงักเท้าด้วยความโกรธได้ยินเต็มสองหู



            "ของเจ้า?... เจ้าไม่บอกว่าสตรีทุกคนบนมหาทวีปนี้เป็นภรรยาเจ้าไปเลยเล่า! ได้ยินชื่อที่นางตะโกนหรือไม่?... หรือเจ้าเองก็ชื่อมิเนอร์วาเหมือนข้ากัน? หากตัวตลกเช่นเจ้าอยากได้สงคราม… เช่นนั้นก็มาเริ่มสงครามกับข้าเถอะ"



            "หน้าด้าน… สตรีนางนั้นไม่ได้แลเจ้าแม้แต่หางตา แต่กลับทำตัวหวงกระดูก"



            สตรีกลุ่มกุหลาบพิษผู้เข้าร่วมแข่งเช่นกันแค่นเสียงเหยียดหยัน ในยามปกติแม้ภายในวังมรณะสาบสูญจะวุ่นวาย หากแต่ในยามที่ต้องสู้กับศัตรูภายนอก พวกเขากลับสามัคคีกันอย่างน่าประหลาด แม้แต่ชายหนุ่มที่เอ่ยดูถูกมิเนอร์วาในตอนนั้น ก็ร่วมวงแค่นเสียงด่าผู้คนที่เดินมาพร้อมจิออตโตด้วยเช่นกัน น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จิออตโตฟึดฟัดแค่นเสียงเดินจากไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางไม่สนใจของเด็กหนุ่มจะซุกซ่อนจิตสังหารที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไปไกลมิเนอร์วาเอ่ยเตือนอีกฝ่ายหนึ่งประโยคด้วยความห่วงใย



            "ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี… ครั้งหน้าที่เจอกันอย่าได้มาท้าทายข้าอีก ราคาที่เจ้าต้องจ่ายหากมายั่วยุข้านั้น… มันมากเกินกว่าที่เจ้าจะจ่ายไหว ตัวข้ามิเนอร์วา ผู้นำแห่งซัลวาโตเร ทำตามคำพูดของตัวเองเสมอ หากเทพขวางข้าจะฆ่าเทพ… หากมารร้ายกล้ามองข้า ข้าจะทำให้มันไม่อาจมองดูโลกใบนี้ได้อีก"



            เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถสื่อให้เห็นถึงทัศนคติของเด็กหนุ่ม แม้แต่โทมัสที่นั่งห่างออกไปไกลก็ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็น สำนึกเสียใจที่ออกหน้าขอเป็นผู้สอบสวน มันกำลังอ้อนวอนต่อทวยเทพในอีก 6 เดือนข้างหน้า ให้พัฒนาการของอีกฝ่ายไม่เพิ่มมากไปกว่านี้ ถึงมันจะเคยลอบฆ่าคนมามากมายแต่ก็ไม่เคยเห็นผู้ใดอหังการ กล้าเอ่ยว่าเข่นฆ่าซึ่งหน้าในรูปแบบนี้มาก่อน ขู่มาขู่กลับ และไม่ได้ขู่ธรรมดาแต่เป็นการขู่ฆ่า จิออตโตที่เดินไปหยุดชะงักเท้าหันหน้าจ้องกลับมาด้วยสีหน้าไม่น่ามอง



            "เจ้าคิดว่าตัวข้าจิออตโตไม่เคยฆ่าคนหรืออย่างไร ระวังตัวเองไว้ให้ดีเถอะ… ตัวสวะ!"



            มันไม่ยินยอมให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ขู่กลับพร้อมทั้งยกนิ้วโป้งขึ้นมาทำท่ากรีดคอตัวเอง



            "ข้าถือว่าได้เตือนเจ้าแล้ว… จะฟังไม่ฟังมันก็เรื่องของเจ้า"



            มิเนอร์วาไม่ได้สนใจท่าทียั่วยุของอีกฝ่าย ยกมือโบกกลับให้เกรเซียที่ไม่ได้รู้เรื่องราวการปะทะคารมในครั้งนี้ เหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ต่างพากันชอบใจในความองอาจอหังการของเด็กหนุ่ม เสียดายก็ที่เด็กหนุ่มไม่ได้ลงแข่งสาขาวิชาต่อสู้ก็เท่านั้น ทุกคนเองก็อยากจะเห็นฝีไม้ลายมือของคนบ้า 30 ศพผู้นี้ เมื่อถึงเวลาผู้นำของแต่ละสถาบันรวมถึงเหล่าราชวงศ์ก็ทยอยเดินทางเข้ามาตามลำดับ ผู้เป็นกรรมการและพิธีกรเดินขึ้นเวทีเอ่ยทวนกฎของงานเทศกาลและของรางวัลในครั้งนี้ หลังจากผู้นำของสถาบันหลวงได้ประกาศเริ่มพิธี พวกเขาทั้ง 5 คนต่างก็ไม่ได้สนใจเหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมแข่งขันอีก แต่ส่งเสียงคุยกันแค่ในหมู่พวกเขาเท่านั้น ในปีนี้วังมรณะสาบสูญที่มีลำดับ 5 ได้สิทธิ์ส่งศิษย์เข้าร่วมเพียงแค่ 100 คน สำนักแพทย์โลหิตพิษส่งมา 150 คน กลุ่มจันทราทมิฬ 200 คน ชุมนุมธารน้ำแข็งเองก็เข้าร่วมเพียง 50 คน จากสิทธิ์ที่มีทั้งหมด 250 คน สถาบันหลวงกรุงฮัลเฟนด์ 100 คน จากสิทธิ์ทั้งหมด 300 คน รวมแล้วมีผู้เข้าแข่งมากถึง 600 ชีวิต



            การแข่งขันรอบแรกเป็นการประลองแลกเปลี่ยนกันในด้านการปรุงยา ในปีนี้ทุกสายตาของผู้คนต่างก็มองมาทางวังมรณะสาบสูญ ล้วนเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลนเช่นเดิม เสียงหัวเราะเย้ยหยันบ้างก็พูดถึงผลลัพธ์น่าอับอายในอดีต ที่แม้แต่สมาชิกสตรีจากชุมนุมธารน้ำแข็งก็เลือกที่จะหลับตา แสร้งทำเป็นไม่รับรู้อย่างเย็นชา ในทุกปีผู้ชนะจากทั้ง 5 สาขาวิชาล้วนสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป แต่มีเพียงแค่วังมรณะสาบสูญเท่านั้นที่นานๆ ครั้ง ถึงจะมีผู้ชนะปรากฏตัวขึ้นสักคนหนึ่ง



            "ท่านหมอโคลอี้… ปีนี้ก็คงเป็นสำนักแพทย์ของท่านที่ชนะอีกตามเคย พวกข้ากลุ่มการค้าจันทราทมิฬแต่ไหนแต่ไรมาก็มีคนปรุงยามากสามารถน้อยเสียเหลือเกิน"



            ผู้นำสถาบันจันทราทมิฬร่างท้วมเอ่ยยินดีปนตัดพ้อกับแพทย์ชรา



            "ยังไม่แน่นักหรอกปีนี้สถาบันหลวงเองก็มีศิษย์นักปรุงยาเก่งๆ ปรากฏขึ้นเช่นกัน"



            เป็นผู้นำของสถาบันหลวงที่เอ่ยขัดขึ้น เฟรเกียทำเพียงหลับตาคร้านจะสนใจพูดคุยด้วย มันอดทนข่มกลั้นมาหลายปีเกินไปแล้ว การรอคอยให้การแข่งขันถามตอบปัญหาทั่วไปมาถึงไวๆ นั้นช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า การถามตอบปัญหาทั่วไปปกติจะถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่สาม ผู้ชนะแต่ละสาขาหากชนะจะได้ถั่วแห่งกาลเวลาหนึ่งเม็ด จากทั้ง 5 สาขาวิชา สถาบันที่ได้ผู้ชนะมากสุดจะได้รับสิทธิ์พิเศษเพิ่มอีก 1 เม็ด และในขณะนี้แพทย์ชราก็คิดว่าสำนักแพทย์ของตนได้มาครองแล้วหนึ่งเม็ด



            แข่งปรุงยาหากไม่ให้แพทย์ชนะ แล้วจะให้โจรที่ไหนชนะ!



            การแข่งได้เริ่มต้นนานแล้ว ตัวแทนที่ขึ้นไปหากยอมแพ้หรือไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายได้ ก็จะถูกปรับแพ้ต้องส่งศิษย์ขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบทุกคน มิเนอร์วาไม่ได้สนใจการแข่งขันที่ตัวเองไม่ได้ลงแข่งมากสักเท่าไหร่นัก ถึงจะบอกว่าแข่งปรุงยา แต่ในช่วงแรกกลับกลายเป็นการแลกเปลี่ยนถามตอบเรื่องสมุนไพรที่นำมาทำเป็นยาซะมากกว่า และก็เป็นวังมรณะสาบสูญที่ถูกปรับแพ้อย่างต่อเนื่อง เพราะตอบคำถามจากอีกฝ่ายไม่ได้ ชุมนุมธารน้ำแข็งไม่ได้ส่งตัวแทนลงแข่งในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ดังนั้นในตอนนี้จำนวนผู้เข้าแข่งของวังมรณะสาบสูญในรอบแรกจึงเข้าขั้นวิกฤตแล้ว มิเนอร์วาหลับตาทำสมาธิครุ่นคิดถึงแผนที่เตรียมมามากมายหลากหลายวิธีการ



            การแลกเปลี่ยนในรอบแรก ทักษะการปรุงยานั้น ผู้ที่จะเข้าร่วมได้ย่อมต้องมีทั้งภูมิความรู้ของพืชสมุนไพร ความเชี่ยวชาญในการเพาะปลูก และประสบการณ์ของการเล่นแร่แปรธาตุหลอมโอสถ เหตุที่ตัวแทนของวังมรณะสาบสูญถูกคัดออกอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความรู้หากแต่เป็นเพราะความรู้ที่มีนั้นไม่สูงพอต่างหาก มิเนอร์วาหลับตาทำสมาธิไม่สนเสียงเยาะเย้ยที่จะต้องพูดถากถางทุกครั้ง เมื่อมีตัวแทนของวังมรณะสาบสูญพ่ายแพ้ ท่านผู้นำเฟรเกียเองก็เป็นเช่นเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้สนใจผู้นำทั้ง 4 ที่พูดคุยหัวเราะมีความสุขเช่นกัน



            ตั้งแต่ต้นจนจบทำเพียงแค่หลับตารอคอยอย่างอดทน แม้ในบางครั้งจะถูกไถ่ถามแต่ก็ตอบรับเออออแบบขอไปทีเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดอันใดให้มากความ ผู้นำทั้ง 4 เห็นท่าทีเช่นนี้ทุกปีจนชินแล้ว ภายในใจก็ยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น บนเวทีแลกเปลี่ยนในตอนนี้ตัวแทนสำนักแพทย์โลหิตพิษกำลังไล่ต้อนสถาบันที่อ่อนแอในการปรุงยามากที่สุด วังมรณะสาบสูญนั่นเอง การกำจัดจุดที่อ่อนแอที่สุดออกย่อมเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งยังสามารถแสดงจุดเด่นของตัวเองเหยียบย่ำศัตรู ใช้เป็นหินรองเท้าเพิ่มความโดดเด่น



            "หึ!... การปรุงยาไหนเลยจะขาดไฟได้ หากไร้ไฟสารพิษที่ตกค้างอยู่ในสมุนไพรก็มิอาจถูกทำลาย และถ้ายังดื้อนำไปปรุงยา ผู้ที่ทานลงไปก็เคราะห์ร้ายแล้ว"



            หนึ่งในตัวแทนของสำนักแพทย์โลหิตพิษยืนหลับตาเอามือไพล่หลังกล่าวด้วยท่าทางราวกับแพทย์ผู้เจนโลก



            "หากไร้ไฟแต่ไม่สามารถทำลายพิษได้แล้วจะกลายเป็นนักปรุงยาที่เก่งกาจได้อย่างไร หากเจ้าบาดเจ็บติดอยู่ในเทือกเขาน้ำแข็ง ที่นั่นไม่มีไฟ บนตัวเจ้าไม่มีไฟ แล้วเจ้าจะหาไฟได้จากที่ไหน"



            มิเนอร์วาได้ยินเสียงคุ้นหูก็ลืมตามองขึ้นไปบนเวที ลอบประเมินอีกฝ่ายด้วยความเงียบ



            'เป็นเจ้านั่นนี่เอง'



            มิเนอร์วาพึมพำหลับตาต่อไม่ได้สนใจการปะทะคารมไร้สาระบนเวทีอีก ครุ่นคิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำต่อจากนี้



            "หากไร้ไฟ?... นักปรุงยาเช่นข้าใยจะลืมพกสิ่งสำคัญแบบนั้น หากเจ้าบอกว่าปรุงยาที่ดีได้แม้ไร้ไฟ งั้นก็ชมดูโอสถเม็ดนี้เถอะ มันถูกเรียกว่าโลหิตมัจฉาตาเดียว กลั่นสกัดจากพืชน้ำลึก 24 ชนิด ใช้โลหิตมัจฉาตาเดียวเป็นตัวทำละลาย หากไร้ไฟพิษในโลหิตก็จะไม่หายไป หากเจ้าบอกไร้ไฟก็ปรุงยาได้ งั้นลองกำจัดพิษที่ตกค้างด้านในออกดูสิ แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าต่อให้ไร้ไฟเจ้าก็สามารถกำจัดพิษได้"



            จู่ๆ หม้อปรุงโอสถก็ปรากฏขึ้นบนความว่างเปล่า เปลวเพลิงสีแดงร้อนแรงถูกจุดปะทุขึ้นบนฝ่ามือข้างหนึ่ง และถูกโยนไปไว้ใต้หม้อสามขานั้น สมุนไพรทั้ง24ชนิดถูกเด็ดคัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นตัวยาโยนลงหม้ออย่างเป็นลำดับ พวกมันกำลังไหม้จนเกิดเป็นร่องรอยสีดำ หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็เทโลหิตข้นคลั่กสีน้ำเงินเข้มลงไปพร้อมกับเปลวไฟที่ดับลง โลหิตสีน้ำเงินเข้มยังคงเต็มไปด้วยพิษที่ไม่ได้ถูกหลอมทำลายมันหลอมละลายสมุนไพรทั้ง24ชนิดและเริ่มจับตัวเป็นก้อนกลม



            ศิษย์สำนักแพทย์โลหิตพิษคนนี้ตั้งแต่ขึ้นมาก็ยังไม่เคยถูกผู้ใดโค่นล้มได้ หากฝั่งตรงข้ามยอมแพ้ในสองประโยคแรกมันก็จะปล่อยไป แต่หากยังคงปะทะถกเถียงกับมันต่ออีกหลายประโยคมันก็จะลงมือโหดเหี้ยมไม่ไว้หน้า โดยเฉพาะกับศิษย์จากวังมรณะสาบสูญ ชายหนุ่มคนที่เคยถูกมิเนอร์วาขู่จนหวาดกลัวเมื่อครั้งก่อนหน้านั่นเอง มันกำลังจะอ้าปากให้เหตุผลต่อแต่ก็ต้องผงะถอยหลังรีบหลบหลีก เพราะทันทีที่โอสถเม็ดนั้นหลอมเสร็จ อีกฝ่ายก็คีบขึ้นมาพร้อมกับโยนมาทางตัวแทนของวังมรณะสาบสูญผู้นี้ แต่แล้วทั้งสนามก็ต้องเงียบเสียง ลงโอสถเม็ดนั้นแตกออกเป็นฝุ่นผงคลุ้งกระจายปกคลุมทั่วร่างกายเป้าหมายที่หลบไม่พ้น



            "อ๊าก…ก…ก แสบเหลือเกิน เจ้าทำอะไรกับร่างกายข้า!"



            เสียงร้อนโหยหวนทรมานดังลั่นออกจากปากของชายหนุ่มผู้นั้นอย่างน่าสงสาร มีหลายคนที่หลับตาไม่กล้ามองต่อ



            "เจ้าลองใช้ไฟทำลายพิษดูสิ หรือจะใช้ความสามารถของเจ้าเพียงอย่างเดียวก็ย่อมได้ คำตอบของการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เจ้าต้องเลือกเอาเองแล้ว"



            รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผสมกับแววตาดูแคลนเผยจนเด่นชัด อีกทั้งยังมีเสียงเยาะเย้ยปรากฏขึ้นไม่ขาด ทำให้ชายหนุ่มตัวแทนวังมรณะสาบสูญได้แต่จำใจร้องโอดโอยฝืนกล้ำกลืนความปวดแสบพยายามใช้พลังวิญญาณขับสลายพิษอย่างช้าๆ ทันทีที่อีกฝ่ายเห็นเช่นนี้มันยกยิ้มแสยะชั่วร้าย



            "โอ้! น่าสนใจ… ข้าไม่เคยเห็นวิธีกำจัดพิษตกค้างแบบนี้มาก่อนเลย ศิษย์พี่นับถือๆ ช่วยสอนข้าชะล้างพิษตกค้างของโอสถชะล้างโลหิตเม็ดนี้ด้วย"



            ภายในมือปรากฏวัตถุดิบหลายชนิด มันลงมือหลอมอย่างรวดเร็วและโยนเข้าใส่ชายหนุ่มผู้น่าสงสารที่นอนปวดแสบบนพื้นเวที ทันทีที่โอสถระเบิดออกก็ถูกซึมซับผ่านทางรูขุมขนทั่วร่างกายในทันใด



            "โอสถชะล้างโลหิตเม็ดนี้ไม่ธรรมดา หลอมกลั่นจากพืชหายากหลายชนิดแต่ทุกชนิดล้วนต้องใช้ไฟในการเผาหยดพิษที่แฝงอยู่ออกให้หมด ข้าเพียงกลั่นขึ้นมาโดยข้ามขั้นตอนนี้ หวังว่าท่านจะกำจัดพิษที่ตกค้างอยู่ได้นะ โอสถชะล้างโลหิตเม็ดนี้หากใช้ในยามปกติจะช่วยขับของเสียที่แฝงอยู่ในเลือดดังเช่นชื่อของมัน หากแต่ถ้าไม่กำจัดพิษออกเสียก่อนการกลั่นผสม มันจะกลายเป็นขับเลือดออกมาแทนของเสีย"



            "อั๊ก… บัดซบ! ข้าไม่ยอมแพ้หรอก" ชายหนุ่มตัวแทนวังมรณะสาบสูญนอนกัดฟันสบถอดทนอย่างเจ็บปวด นอกจากผิวหนังภายนอกนี่ปวดแสบแล้ว ภายในก็เจ็บรวดร้าวเหมือนมีเข็มเล็กทิ่มไปตามรูขุมขนทั่วร่างกาย เนื้อตัวทั้งร่างเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเพราะโลหิตที่ซึมออกมา ชายหนุ่มกัดฟันไม่ยอมแพ้แต่เห็นได้ว่าหากฝืนมากไปกว่านี้ในอนาคตอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ มิเนอร์วาจ้องมองฉากตรงหน้าด้วยจิตใจนิ่งสงบ



            "เจ้าหนู… ข้าหลอมโอสถไม่เป็นแต่ก็เคยได้ยินว่าเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เจ้าหลอมโอสถมากมายไปขายให้กลุ่มใบไม้หอม และหนึ่งในโอสถที่ขายออกไปก็มีโอสถชะล้างโลหิตนั่นด้วยใช่รึไม่?"



            สุ้มเสียงของผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยถามจากที่นั่งอาวุโสด้านหลังสูงขึ้นไป เขามองมาด้วยใบหน้าถมึงทึงไม่พอใจ ทุกผู้คนต่างมองเห็นสีหน้าของเหล่าอาวุโสและศิษย์จากวังมรณะสาบสูญ ที่ดูจะไม่ค่อยสู้ดีนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มิเนอร์วาเอ่ยยอมรับไม่ได้ขยับสายตาไปทางอื่น ยังคงจดจ้องไปที่การแลกเปลี่ยนฝ่ายเดียวบนเวที



            "ใช่ขอรับ… หากไม่เผาพิษที่ซึมอยู่ในพืชทิ้งไว้ให้หมด การขับของเสียก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นขับโลหิต นับเป็นพิษอันตรายต้องระวังให้ดี"



            "เฮ้อ… น่าเสียดายที่เจ้าลงแข่งแค่ถามตอบปัญหาทั่วไป ไม่ว่าจะกี่ปีพวกมันก็เหยียบย่ำพี่น้องเราหลายครั้งหลายครา… ช่างน่าเจ็บปวดใจนัก"



            อาวุโสสูงสุดถอนหายใจอย่างปลงตก เหตุการณ์ยิ่งมายิ่งบานปลายเมื่อความยึดมั่นถือมั่นมีมากกว่าความสามารถ จึงลงเอยด้วยประการฉะนี้



            "ฮ่าๆ ๆ… รีบๆ ยอมแพ้ซะตัวโง่เง่าเช่นพวกเจ้ามี 100 คนแล้วอย่างไร ผลลัพธ์มันไม่ได้เปลี่ยนไปจากอดีตหรอก… ไม่ว่าจะกี่ปีกี่ครั้งข้าก็จะเหยียบย่ำพวกเจ้า สถานที่ไร้กฎเกณฑ์บ้าบออันใดกันซ่องโจรชัดๆ"



            ตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวแทนจากอีกสองสถาบันไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลือหรือขัดขวางอีกฝ่าย พวกมันทำเพียงยืนมอง รอให้ตัวแทนจากวังมรณะสาบสูญเอ่ยปากยอมแพ้หรือไม่ก็หมดสติไปเอง



            "เฮ้อ… การไม่ยอมแพ้คือสิ่งที่ดี แต่การไม่รู้จักประมาณตนนั้น สักวันมันจะทำร้ายเจ้าถึงชีวิต… ลงมาซะเถอะความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย"



            มิเนอร์วาถอนหายใจเอ่ยพูดกับชายหนุ่มที่นอนร้องดีดดิ้นอยู่บนพื้นเวที หากไม่พาดพิงก็แล้วไปแต่ดันด่ากราดเหมารวมแบบนี้ เห็นทีเด็กหนุ่มจะยอมให้ไม่ได้ ไม่อาจปล่อยผ่าน



            "โอ้!... เจ้าคิดว่าแค่เพราะเป็นที่ชมชอบของเหล่าสตรีแล้วอยากจะพูดอะไรก็ได้สินะ หากเจ้าตัวไม่เอ่ยปากยอมแพ้ด้วยตัวเอง แล้วเจ้านับเป็นตัวบัดซบอันใดกันถึงได้ไปสั่งสอนมันห้ะ? เป็นบิดาหรืออาจารย์ของเจ้านี่รึอย่างไร ไอ้เด็กเวร"



            ตัวแทนจากสำนักแพทย์ที่กำลังได้ใจเพราะตัวเองถือความได้เปรียบทั้งหมดเอาไว้ มันย่อมไม่ไว้หน้าศิษย์จากวังมรณะสาบสูญ ผู้อื่นในสายตาของพวกมันกลุ่มคนจากวังมรณะสาบสูญล้วนเป็นเพียงแค่โจรชั่วร้ายเท่านั้น อีกทั้งตัวมันเองก็ไม่ชอบขี้หน้าเด็กหนุ่มมาตั้งนานแล้ว จึงยิ่งหงุดหงิดทันทีที่เห็นหน้าของมิเนอร์วาที่ยื่นเสนอออกมา หัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเรย่อมไม่ใช่ผู้ที่จะถูกใครก็ได้ยั่วยุ เสียงด่าทอของกลุ่มซัลวาโตเรดังตามมาทันทีฟากฝั่งของสำนักแพทย์โลหิตพิษเองก็ไม่น้อยหน้า พวกมันด่าสวนกลับมาอย่างรวดเร็วกลายเป็นสงครามปะทะฝีปากจนวุ่นวาย

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน