ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 108 ซ้อมคนไม่เรียกทะเลาะกัน

            “อันมนุษย์เราแรกเริ่มเดิมทีท่านว่ามีนิสัยที่ดี…

            “จ้าวเฉียนซุนหลี่ โจวอู๋เจิ้งหวาง…

            “โลกที่เราอยู่นี้เดิมทีนั้นเวิ้งว้าง…

            “ขงจื๊อกล่าวว่า เรียนนั้นยากกว่าพูด มีสหายมาจากแดนไกลไม่ควรยินดีหรือ…”

            คหบดีจาง “…”

            เด็กอ้วน “…”

            หลิ่วซื่อ “…”

            กู้ซิ่วไฉ “…”

            พวกผู้ใหญ่รวมถึงจางหย่งได้ฟังเจินเจินก็ต่างมีสีหน้าอึ้งตะลึง ในขณะที่ตัวเด็กหญิงยังคงท่องความรู้ในตำราและคำสอนออกมาไม่หยุดรอจนนางท่องเสร็จ ทุกคนถึงได้สติกลับคืนมา หลิ่วซื่อหันไปถามบุตรชาย“เจ้าท่องได้หรือไม่”

            เด็กอ้วนส่ายหน้า

            คหบดีจางส่งเสียงกระแอมก่อนจะพูดกับกู้ซิ่วไฉว่า“ด้วยความรู้ของเจินเจินในยามนี้ไม่สมควรให้เรียนอยู่ในห้องขั้นเริ่มต้นแล้วเหตุใดท่านถึงให้นางเรียนห้องนี้เล่า”

            กู้ซิ่วไฉตอบอย่างอายๆ“ข้าไม่รู้เลยว่านางท่องความรู้และคำสอนในตำราได้มากมายถึงเพียงนี้ปกตินางตัวติดกับอวี้เอ๋อร์ตลอด ถึงแม้นางจะท่องได้มากมาย ทว่ายังคัดตัวอักษรได้ไม่สวยนักอีกประการนางเป็นสตรีจึงไม่จำเป็นต้องเรียนมากนัก ให้อยู่ในห้องขั้นเริ่มต้นไปก่อนจะดีกว่าแต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องขอโทษพวกท่านจริงๆ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ข้าจะชดใช้ค่าเสื้อผ้าที่เสียหายของคุณชายสามเอง”

            คหบดีจางโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องชดใช้หรอกเป็นหย่งเอ๋อร์ที่ไม่รู้ความและไปแกล้งเจินเจินก่อนถึงได้เกิดเรื่องขึ้นแล้วอีกอย่างตัวนางก็ไม่ได้เขียนผิด”

            “ใช่ๆ ท่านกู้ ท่านให้เจินเจินนั่งข้างหย่งเอ๋อร์ เผื่อว่าเขาจะได้ความฉลาดจากนางมาบ้าง”หลิ่วซื่อกล่าวอย่างเห็นดีเห็นงาม

            เด็กอ้วนได้ยินมารดากล่าวเช่นนี้ก็มีสีหน้าขลาดกลัวตนไม่อยากนั่งข้างเจ้าเตี้ยนิสัยโหดร้ายผู้นี้!

            “ไม่ ข้าไม่อยากนั่งข้างนาง ท่านแม่ นี่ท่านใช่ท่านแม่ของข้าจริงๆหรือเปล่า ฮือๆๆ ท่านพ่อ ท่านแม่แท้ๆ ของข้าคือใคร”

            เห็นบุตรชายของคหบดีจางร้องไห้อีกครั้งกู้ซิ่วไฉก็รีบอุ้มเจินเจินขึ้นมาแล้วกล่าวขอตัวกลับทันที ทิ้งให้เด็กอ้วนต้องเผชิญหน้ากับการถูกบิดามารดาตีสั่งสอนไว้ข้างหลัง

            เด็กอ้วนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หากผู้ใดมาเห็นจะต้องหัวเราะเยาะต่อสภาพของตนในยามนี้เป็นแน่ซึ่งคนผู้นั้นที่ว่านี้ก็คือเจินเจิน อีกฝ่ายเอาไหล่เกยกับไหล่ของกู้ซิ่วไฉจ้องมองตอนที่จางหย่งถูกตีตาไม่กะพริบ

            หลังออกจากเรือนใหญ่ ผู้เป็นมารดา รวมถึงท่านยายท่านย่าของเด็กๆจากหมู่บ้านข้างเคียงก็ปรี่มาหากู้ซิ่วไฉเพื่อขอคำอธิบาย “ท่านดูบุตรหลานของพวกเราถูกตีจนมีสภาพเช่นไรไม่คิดจะจัดการหน่อยหรือ”

            “นี่คือหลานสุดที่รักของสกุลเราเพิ่งมาเรียนหนังสือที่นี่ได้แค่ไม่กี่วันก็ถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้เสียแล้ว”

            “เพ้ย หลานเจ้าก็ตีลูกข้าเช่นกัน”

            “ใช่ แล้วก็ตีลูกข้าด้วย”

            กู้ซิ่วไฉรู้สึกปวดหัวกับบรรดาคนเหล่านี้ไม่ใช่น้อยทุกคนต่างมาที่นี่เพื่อขอคำอธิบายจากเขาทั้งสิ้น

            เจินเจินแกะมือของคนที่จับตัวกู้ซิ่วไฉเอาไว้เพื่อจะขอคำอธิบายคนเหล่านี้ถึงค่อยสังเกตเห็นว่ากู้ซิ่วไฉอุ้มเด็กหญิงผู้หนึ่งเอาไว้ด้วยเด็กหญิงผู้นี้แรงเยอะจนเกือบทำให้มือของพวกนางหักแล้ว

            “สำนักศึกษามีกฎซึ่งระบุเอาไว้ว่า หากมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจะต้องถูกตีคนละยี่สิบทีไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ตาม แต่หากผู้ใดมีส่วนร่วมกับการทะเลาะกันครั้งนี้ก็จะต้องถูกตีทั้งหมดและหากไม่เคารพกฎของสำนักศึกษา ท่านพ่อของข้าก็จะไม่รับเป็นลูกศิษย์ ส่วนเงินที่มอบให้ไว้ในตอนแรกจะต้องถูกหักตามวันที่มาเข้าเรียนแล้วถึงค่อยคืน!”พูดจบเจินเจินเอียงศีรษะทำหน้าครุ่นคิดว่าลืมอะไรไปอีกหรือไม่ ก่อนจะสรุปทิ้งท้ายไว้อีกประโยค“ต้องให้ความยุติธรรมแก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่!”

            บรรดามารดาท่านย่าท่านยายของเด็กจากหมู่บ้านข้างเคียง “…”

            ท่าทางจริงจังนี้ของเจินเจินช่างแลดูน่ารักเหลือเกินจนกู้ซิ่วไฉอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับเป็นเคร่งขรึมดังเดิม“เจินเจินพูดถูก ต้องให้ความยุติธรรมแก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่” จากนั้นชี้ไปยังเด็กๆทุกคนพลางออกคำสั่ง “ไปยืนที่กำแพงแล้วยื่นมือออกมา…”

            ในเวลานี้เองเด็กคนหนึ่งชี้มือไปที่เจินเจินพร้อมกับเอ่ยว่า“นางก็ทะเลาะด้วยเช่นกัน นางทะเลาะกับคุณชายสาม!”

            “ใช่ นางก็ทะเลาะด้วย!”

            จบประโยคเหล่านี้บรรดาผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้ต่างหันไปมองกู้ซิ่วไฉอย่างรอคอยคำตอบว่าจะจัดการเช่นไรหากจัดการอย่างไม่ยุติธรรมก็พร้อมจะด่าทอออกมาทันที

            กู้ซิ่วไฉรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่เกิดเห็นดีเห็นงามกับคำพูดของเจินเจินก่อนหน้านี้เพราะหากต้องทำโทษเจินเจินด้วย เขายอมถูกคนเหล่านี้เอามีดมาแทงยังจะดีเสียกว่า ตนจะทำใจลงมือตีเจินเจินได้อย่างไรแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยอะไรออกไป เจินเจินกลับเปล่งวาจาออกมาเสียก่อนว่า“ข้าไม่ได้ทะเลาะ ข้าแค่ตีเขา แต่ในเมื่อเขาไม่สู้กลับนั่นไม่เรียกว่าทะเลาะ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคำว่าทะเลาะเขียนอย่างไร”

            บรรดามารดาท่านย่าท่านยายของเด็กจากหมู่บ้านข้างเคียงต่างหันไปมองบุตรหลานของตนเองทว่าเด็กๆ เหล่านี้กลับส่ายศีรษะ

            “อักษรด้านบนคือคำว่าเพิ่ม ด้านล่างคือคำว่าคนสองคนรู้หรือไม่ว่ามันหมายความว่าอย่างไร นั่นก็หมายความว่าต้องมีคนสองคนตีกันเจ้าตีข้า ข้าตีเจ้า ถึงจะเรียกว่าทะเลาะ” เจินเจินอธิบาย

            กู้ซิ่วไฉฟังแล้วก็คิดตาม แท้จริงแล้วอักษรด้านล่างคือคำว่ามู่ที่แปลว่าท่อนไม้แต่เนื่องจากมันเขียนคล้ายกับคำว่าเหรินที่แปลว่าคนจึงพอกล้อมแกล้มมองว่าเป็นตัวอักษรที่แปลว่าสองคนได้จริงๆ เจินเจินนี่ช่างฉลาดนัก

            บรรดาผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นหันมามองกู้ซิ่วไฉเป็นสายตาเดียว เขาจึงต้องวางเจินเจินลงแล้วหยิบแท่งไม้มาเขียนให้ดูพร้อมกับอธิบายไปพลางปริศนาโคมไฟเคยถามว่า ตัวอักษรที่แปลว่าคนสองคนมารวมกันจะกลายเป็นคำว่าอะไรก็จะกลายเป็นคำว่าเจี้ยที่มาจากคำว่าทะเลาะกันอย่างไรเล่า!

            “ดีจริงๆ ที่บ้านต้องประหยัดทั้งค่ากินทั้งค่าใช้จ่ายเพื่อเอาเงินมาให้เจ้าเรียนหนังสือแต่เจ้ากลับเรียนไม่ได้อะไรเลย ขนาดเด็กสี่ขวบยังรู้มากกว่าเสียด้วยซ้ำเจ้าคิดจะให้ข้ากับพ่อของเจ้าเสียเงินไปเปล่าๆ ใช่หรือไม่!”มารดาของเด็กคนหนึ่งเอ่ยอย่างเดือดดาล ก่อนจะจับตัวบุตรชายของตนเอาไว้แล้วใช้มือฟาดลงไปอย่างแรง

            การกระทำของมารดาผู้นี้ประหนึ่งกับปลดสลัก ทำให้มารดาของเด็กคนอื่นต่างหันไปสั่งสอนบุตรหลานสุดที่รักของตนกันถ้วนทั่ว

            เจินเจินมองภาพตรงหน้าอย่างสนุกสนาน ผิดกับเด็กๆจากหมู่บ้านข้างเคียงที่ถูกผู้ใหญ่ในบ้านทำโทษด้วยน้ำตานองหน้า

            รอจนมารดาท่านย่าและท่านยายเหล่านี้จัดการบุตรหลานของตนเสร็จแล้ว เจินเจินจึงเดินเข้าไปหาเด็กกลุ่มนั้นแล้วถามออกไป“ต่อไปจะกล้าทะเลาะกันอีกหรือไม่”

            เด็กๆ เหล่านี้ต่างส่ายหน้า “ไม่…ไม่ทะเลาะแล้ว!”

            เจินเจินมองพวกเขาอย่างพึงพอใจ จากนั้นวิ่งเข้าไปกอดขากู้ซิ่วไฉ “ท่านพ่อพวกเขาสำนึกผิดแล้ว ไม่ต้องตีลงโทษเถอะนะเจ้าคะ”

            กู้ซิ่วไฉพยักหน้า “ได้ ตีละเว้นได้ แต่โทษอื่นละเว้นไม่ได้ เอาเช่นนี้ก็แล้วกันให้แต่ละคนคัดคำว่า ‘อันมนุษย์แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีนิสัยดี’คนละห้าเที่ยวคนใดที่ไม่มีกระดาษกับพู่กันก็ฝึกเขียนจนมั่นใจเสียก่อนแล้วค่อยมารับกระดาษจากข้า แต่หากเขียนผิดจะต้องคัดตัวนั้นเพิ่มอีกหนึ่งเที่ยว”

            เด็กที่ไม่มีกระดาษคือเด็กที่ทางบ้านฐานะไม่ค่อยดี จึงไม่มีเงินจะซื้อหามาได้เมื่อได้ยินประโยคนี้ของกู้ซิ่วไฉ ในใจของพวกผู้ปกครองต่างก็รู้สึกผิดขึ้นมาเงินที่ให้แก่อาจารย์ตอนเข้าเรียนก็ไม่ได้มากมายยามนี้อาจารย์ยังจะให้กระดาษซึ่งมีราคาแพงแก่ลูกหลานพวกเขาอีก

            แต่ถึงกระนั้นก็มีบางคนที่สองตาหมุนคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ท่านต้องตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่าเทียมกัน[1] สิ หากจะให้กระดาษก็ต้องให้ทุกคนทุกคนล้วนคือเด็กนักเรียนของท่าน จะให้แค่บางคนได้อย่างไร”

            ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางยอมเสียเปรียบ เหตุใดถึงให้แค่เด็กบางคนไม่ใช่ทุกคน

            “ใช่ๆ ถ้าจะให้ก็ต้องให้ทั้งหมด”

            กู้ซิ่วไฉมองเหล่าคนที่พูดสนับสนุนกันและกัน พร้อมกับลอบถอนหายใจ ‘ทำดีช่างยากเย็นเหลือเกิน’

            “เงินที่พวกท่านให้มาไม่ได้มาก อีกทั้งข้ายังไม่ใช่คนที่มีเงินทองมากมาย หากต้องแจกกระดาษกับพู่กันเด็กทุกคนคงจะเป็นไปไม่ได้ข้าให้ได้แต่เด็กที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีเท่านั้น แต่ในเมื่อทุกคนบอกว่าข้าต้องตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่าเทียมกันเช่นนั้นครั้งนี้ข้าจะแจกกระดาษให้เด็กทุกคน คนละห้าแผ่น แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวไม่มีครั้งหน้าต่อไปพวกเจ้าต้องเป็นคนเตรียมกระดาษและพู่กันมาเอง ข้าจะไม่เตรียมให้อีกแล้ว”

            กู้ซิ่วไฉกล่าวจบก็เชิญบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆ ให้กลับบ้าน ส่วนเด็กๆ จะได้กลับห้องเรียนไปคัดอักษรต่อ

            ครั้นบรรดาผู้ปกครองหันหลังเดินจากไปได้ไม่ไกล เจินเจินวิ่งตามไปดูตรงประตูและเห็นว่าเขาเหล่านั้นได้หันมาทะเลาะกันเอง

            “พวกเจ้าแย่มาก ทั้งที่ไม่ได้ขาดแคลนกระดาษแต่กลับมาขอกระดาษด้วยเป็นเพราะพวกเจ้า ต่อไปบุตรหลานของข้าเลยไม่ได้กระดาษอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะขอสู้ตาย!”

            เจินเจินเบ้ปากอย่างดูแคลน ตอนที่ท่านพ่อกู้ถูกกดดันก็ไม่เห็นจะมีผู้ใดออกหน้าช่วยยามนี้ยังมาทะเลาะกันเองอีก ช่างหน้าไม่อายเหลือเกิน!


    [1]ตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่าเทียมกันหมายถึง ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

    คล้ายกับเรื่องไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668