บทที่ 5
ดอกบัวขาว
เมิ่งอวิ๋นเสียงซ่อนตัวปะปนกับฝูงชนอย่างเชื่อฟัง และมองดูจิ่งหรงลงจากหลังม้าอย่างมีความสุข
เพื่อนเ้าสาวทักทายเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเชิญ จิ่งหรงมารับเ้าสาวลงจากคานหาม
จิ่งหรงทักทายสตรีผู้หนึ่งที่สวมมงกุฎหงส์ และมีผ้าคลุมหน้าปกปิดใบหน้าของนางไว้ แล้วทั้งสองก็จับมือกันเดินไปบนทางเดินที่ปูด้วยผ้าสักหลาดสีแดง
เมิ่งอวิ๋นเสียงมองร่างระหงที่ย่างก้าวแช่มช้า และชั่วขณะหนึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใบหน้าใต้ผ้าคลุมหน้านั้นจะงดงามสักเพียงใด
ราวกับเทพเ้าหยั่งรู้ความคิดของนาง จึงโบกพระหัตถ์ทำตามความปรารถนาของนาง ทันใดนั้นลมกระโชกแรงก็พัดผ้าคลุมหน้าจนเปิดออกครึ่งหนึ่ง เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงมองตรงไปก็เห็นดวงตาเป็ประกายคู่หนึ่งมองตรงมาที่นาง
ผ้าคลุมหน้าร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็ดูราวกับเป็เพียงภาพลวงตาใน่เวลาสั้น ๆ
เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงมองเห็นดวงตาที่อ่อนโยนราวกับสายน้ำ สดใสและเร้าอารมณ์ นางก็ถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง
เจียงหลูเยวี่ยก้าวแช่มช้าอย่างสง่างามขณะข้ามธรณีประตู เท้าของนางยื่นออกมาจากชายกระโปรงยาวที่ปักลายหงส์ ทันใดนั้นร่างกายของนางก็ทรุดลงกับพื้น
เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงเห็นนางนอนอยู่แทบเท้าของตน นางก็นึกอยากจะะโออกไปจัดการ นางเห็นว่าเจียงหลูเยวี่ยดูอ่อนโยนราวกับไม่มีกระดูก แต่ขาของนางแอบออกแรงกดลงบนหลังเท้าของนาง จึงทำให้นางไม่อาจเคลื่อนไหวได้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้ผู้คนแตกตื่น จิ่งหรงเกรงว่าเจียงหลูเยวี่ยจะถูกทำร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจึงรีบเอื้อมมือออกไปช่วยให้นางลุกขึ้น
ทันทีที่เจียงหลูเยวี่ยก้มศีรษะลง ผ้าคลุมหน้าที่อยู่บนศีรษะก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่มีคิ้วและตาอันงดงามทันที คิ้วโก่งงาม ใบหน้าราวภาพวาด ดวงตาราวกับสระน้ำใส และความกังวลเล็กน้อยที่ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของนางยิ่งทำให้นางดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น
ทุกคนต่างพากันชื่นชมไปชั่วขณะหนึ่ง แม่นางเจียงผู้นี้งดงามสมฐานันดรศักดิ์ยิ่งนัก
จิ่งหรงย่อมแสดงความห่วงใยต่อหญิงสาวที่งดงามถึงเพียงนี้ “เยวี่ยเอ๋อ เ้าเป็อะไรหรือไม่?”
เจียงหลูเยวี่ยส่ายหน้าแ่เบา ปิ่นปักผมบนผมของนางไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย นางขมวดคิ้วมองจิ่งหรงแล้วพูดว่า “เยวี่ยเอ๋อไม่ทันระวังจึงบังเอิญสะดุดขาใครสักคนเพคะ”
ใบหน้าของจิ่งหรงเ็าไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อเขามองไปรอบ ๆ ก็พบเมิ่งอวิ๋นเสียงที่ถอยเท้ากลับไป
เมื่อเห็นว่าเป็ฝีมือของเมิ่งอวิ๋นเสียงจริง ๆ ใบหน้าของจิ่งหรงก็บูดบึ้ง เขาดึงตัวนางไปด้านหน้าก่อนจะกัดฟันพูดว่า “เมิ่งอวิ๋นเสียง เ้า้าจะทำอะไร?”
เมิ่งอวิ๋นเสียงยกมือขึ้นตบปกเสื้ออย่างเฉยเมย แล้วพูดอย่างเ็าว่า “ท่านจะโกรธอะไรข้า แขกทุกคนต่างกำลังจับตามองอยู่”
หลังจากที่เขาเอ่ยเตือนนางแล้ว จิ่งหรงก็จำต้องระงับความคับข้องใจที่เกิดขึ้นเพราะนางเอาไว้ก่อน ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม
เมิ่งอวิ๋นเสียงหัวเราะเยาะแขกที่มารวมตัวกัน “ทุกคนต่างหัวเราะ ต้องให้น้องสาวของข้าเรียนรู้เื่มารยาท”
นางหันไปหาเจียงหลูเยวี่ยที่มีสีหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เ้าเพิ่งจะเริ่มต้น ตามกฎแล้วเ้าต้องคุกเข่าต่อหน้าข้าสามครั้ง เมื่อสักครู่นี้คุกเข่าแล้วเ้าก็ต้องจำเอาไว้ว่าเ้าเป็นางสนมและข้าเป็ชายาเอก”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างกายของเจียงหลูเยวี่ยก็แข็งทื่อด้วยความหวาดเกรง ใบหน้าของนางบูดบึ้งเล็กน้อย
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ได้ใส่ใจมากนักและเหลือบมองไป๋เฉา ไป๋เฉาเข้าใจทันทีจึงแอบขว้างก้อนหินไปกระแทกขาของ เจียงหลูเยวี่ย นางจึงล้มลงคุกเข่าอยู่ที่พื้น เมิ่งอวิ๋นเสียงแสยะยิ้ม “คุกเข่าลงครั้งที่สอง เ้าอยู่ล่าง ข้าอยู่เหนือกว่า”
ใบหน้าของเจียงหลูเยวี่ยกลายเป็ซีดเผือด นางรีบจับมือหญิงรับใช้แล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
ไป๋เฉาโยนหินอีกก้อน คราวนี้เข้าไปเต็มเปา เจียงหลูเยวี่ยล้มลงกับพื้นจนฝุ่นเข้าเต็มปากและอับอายอย่างยิ่ง
เมิ่งอวิ๋นเสียงขมวดคิ้ว ใบหน้าของนางมีความสุข “ของขวัญชิ้นใหญ่จากน้องสาวช่างจริงใจยิ่งนัก คุกเข่าลงครั้งที่สาม หากข้าสั่งให้เ้าไปทางทิศตะวันออก เ้าก็ไม่อาจไปทางทิศตะวันตกได้”
เมิ่งอวิ๋นเสียงคว้าไหล่ของนางและออกแรงบีบอย่างแรง เมื่อเห็นว่าเจียงหลูเยวี่ยกำลังจะขมวดคิ้วด้วยความเ็ป นางจึงแสร้งทำเป็ฉุดนางให้ลุกขึ้น
นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “น้องสาว ข้าจะช่วยให้เ้าลุกขึ้น”
ไม่น่าเชื่อว่าร่างกายของเจียงหลูเยวี่ยนั้นอ่อนแอราวกับต้นหลิวลิ่วลม เมื่อนางเซเล็กน้อยก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของจิ่งหรง