อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 171 ผมจะหอมแก้มคุณ

            อีก 5 วันก็จะถึงเทศกาลกำแพงหนึ่งในเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเล็กๆ อย่างเมืองไพร์ล็อกแห่งนี้ตอนนี้ตามบ้านเรือนเริ่มมีการประดับประดาต่างๆ ที่สำคัญเทศกาลกำแพงปีนี้ยังพิเศษกว่าปีก่อนเพราะเราชาวบ้านชาวเมืองต่างได้รับรู้แล้วว่า พระราชาและครอบครัวจากอาณาจักรเซลเวเรียจะมาร่วมงานเทศกาลกำแพงด้วย ซึ่งนี่เป็นอะไรที่สร้างความฮือฮาให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก

            ตั้งแต่หลายปีก่อนที่เมืองไพร์ล็อกผสานกับอาณาจักรเซลเวเรียทำการหยุดยั้งการลุกคืบและการขยายอาณาเขตของอาณาจักรดราโกวิช ก่อกำเนิดเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเสมอมาและเหมือนว่าเรื่องที่พระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรียจะมาร่วมเทศกาลกำแพงนั้นจะไม่ได้รู้กันแค่นี้ เพราะตอนนี้ได้มีหล่อพ่อค้าและนักแสดงทั้งหลายต่างพากันเดินทางมาที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ และเมื่อมีพ่อค้าและนักแสดงเดินทางมาที่เมืองนี้ คนที่ตามมาด้วยก็คือพวกนักเดินทางหรือพวกนักล่าค่าหัวที่อาจจะมาซื้ออาวุธหรือยาหรือแม้แต่ตำราเวทย์มนต์คาถาแปลกๆจากพวกพ่อค้าเร่ที่เดินทางระหว่างเมือง

            เมื่อมีคนมากมายเดินทางเข้ามาในเมืองจึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีปัญหาตามมา ทั้งการล้วงกระเป๋าหรือการทะเลาะวิวาท ทำให้ทั้งอัศวินและทหารต่างก็ยุ่งกันหัวหมุน แม้แต่บารอนเอเดรียนก็ไม่มีเวลาไปดูแลโรงพยาบาล ส่วนออกัสกับไลลานั้นก็ถูกลากกลับไปเช่นกัน และผลลัพธ์จากการที่ได้เห็นหน้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน ก็ทำให้ทั้งสองคนเริ่มคุ้นชินจนนอนหลับได้

            เดิมทีหลายคนก็ไม่เห็นเมืองเล็กๆ นี้อยู่ในสายตา ที่เดินทางมาก็แค่หาซื้อของเท่านั้นแต่ทว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาในเมืองกับต้องพบเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าเรียนได้เพราะทางพระราชาประกาศว่าจะไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนเป็นเวลา 5 ปี ทั้งยังสนับสนุนให้พวกคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยได้เข้าถึงการศึกษา หรือโรงพยาบาลที่เปิดให้รักษาฟรีเป็นเวลา 5 ปีเช่นกัน ในตอนแรกคนที่มาเดินทางต่างก็ให้ความสนใจ แต่ปรากฏว่าอยู่ๆ โรงพยาบาลก็ทำการตรวจที่มาของคนที่ทำการรักษาอย่างเคร่งครัด และให้สิทธิ์รักษาฟรีแค่เฉพาะชาวเมืองเท่านั้น แม้ว่าจะมีหลายคนไม่พอใจ แต่การมีสิ่งที่เรียกว่าโรงพยาบาลก็ทำให้พวกเขารู้สึกอยากให้เมืองต่างๆ ก็มีสถานที่เช่นนี้บ้าง ไม่ใช่ว่าพอเกิดอาการบาดเจ็บมาก็ต้องวิ่งถามหาร้านขายยา ซึ่งบางร้านนึกจะเปิดก็เปิดบางร้านหรือจะปิดก็ปิด แม้ในใจพวกเขาจะไม่เข้าใจว่าพระราชาของเมืองนี้คิดอะไรอยู่ถึงได้เอาเงินมาผลาญเล่นด้วยการให้คนที่ไม่มีประโยชน์อย่างพวกที่มีมีพลังเวทย์อ่อนด้อยเข้าถึงสิทธิ์เหล่านี้ก็ตาม

            และที่สร้างความฮือฮาให้กับทุกคนที่มาที่เมืองนี้ก็คือหญิงงาม หญิงงามคนแรกก็คือนักเดินทางที่เพิ่งมาที่เมืองนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน ทันทีที่ผู้ชายหลายคนได้ยลโฉมเธอก็ทำเอาแทบจะเป็นบ้า จนโรงแรมที่เธอพักอยู่ในตอนนี้ไม่เพียงแต่ห้องเต็มทุกห้อง แม้แต่ในบาร์เหล้าก็จะเป็นตลอดเช่นกัน มีคนไม่น้อยสืบเรื่องราวของเธอจนรู้เรื่องที่เธอมักจะไปเกี่ยวข้องกับพวกอันธพาลที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย และคลุกคลีอยู่กับเด็กผู้ชายที่แต่งตัวดีซึ่งพักนี้อยู่ๆ ก็โผล่มาแบบไปเช้าเย็นกลับอยู่เป็นประจำ ชาวเมืองหลายคนเริ่มรู้ถึงฐานะของเด็กคนนี้ว่าแท้จริงแล้วก็คือเจ้าชายขยะที่พวกเขาต่างพากันหัวเราะเยาะ

            และเมื่อพูดถึงเจ้าชายขนาดนั้นสิ่งที่หลายคนพูดถึงก็คือโฉมงามอีกสองคน หญิงสาวผมสั้นสีดำตาสีม่วงที่มักเดินตามเขาอยู่เป็นประจำ มีผู้ชายหลายคนพยายามเข้ามาตีสนิท แม้จะไม่นึกถึงความสัมพันธ์แต่การที่เห็นเธอเดินตามเด็กคนนี้ ก็เดาได้ไม่ยากว่าเด็กคนนี้เป็นเจ้านายเธอจึงใช้มุกเข้าหาเด็กผู้ชายหวังจะตีสนิทกับผู้หญิงคนนี้ และเมื่อพบว่าเด็กผู้ชายเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยหลายคนก็คิดว่างานนี้จะหมู แต่ที่ไหนได้เด็กคนนี้นี่จัดได้ว่าเหลี่ยมสุดๆ หลายครั้งหลายหนที่พวกเขากำนันของเพื่อหวังจะตีสนิท คนที่ได้กลับมาแค่คำขอบคุณเท่านั้นแล้วก็รับของไปอย่างหน้าตาเฉย

            และโฉมงามอีกคนที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพียงแต่เธอคนนี้นอกจากมีผู้ชายมาสนใจแล้ว ที่สนใจไม่แพ้ก็จะคือพวกพ่อค้าทั้งหลายแหล่ แทบทุกวันที่เออร์วินเดินทางไปที่บ้านของพวกเจคจะต้องเจอคนเหล่านี้มาเสนอขอซื้อลูซี่กับเดซี่จากเขา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าทาสเผ่ามารหูสัตว์เป็นสิ่งที่ได้ราคาสูงมาก ถ้ามีโผล่ก็ไปตลาดเรียกได้ว่าแทบจะแย่งกันประมูลเลย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้ลูซี่มีอาการทางจิตกำเริบ เหมือนเธอนึกถึงเรื่องน่ากลัวในอดีตแต่สุดท้ายกลับเป็นเออร์วินที่กุมมือของเธอไว้แล้วพูดกับเธอว่าไม่เป็นไรทำให้เธอสงบลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นเขายังบอกกับเธอด้วยว่าตัวเธอในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นทั้งจากการใส่กำไรถ่วงน้ำหนักและการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว แม้ว่ามันจะเป็นคำพูดง่ายๆ แต่ลูซี่ก็รู้สึกอบอุ่นใจเหมือนมีที่พึ่งพิง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าเออร์วินจะพูดปฏิเสธไปกี่ครั้ง คนพวกนี้ก็จะเสนอหน้ากลับมาอยู่เสมอ จนตอนนี้บางคนก็ถึงกับส่งจดหมายถึงพระราชาเพื่อขอเจรจาซื้อลูซี่กับเดซี่ และตอนนี้พวกเขาก็เริ่มพ่วงถึงลิลลี่หลังจากที่ได้เห็นเธอมาช่วยงานทหารและอัศวินจัดการความวุ่นวาย มีคนไม่น้อยที่เสี่ยงตายหวังจะลักพาตัวลิลลี่แต่สุดท้ายก็เจอดาบใหญ่ของลิลลี่ตบจนจะลงไปนอนกับพื้น ซึ่งนั่นทำให้หลายคนถึงได้รู้ว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น ถ้าคิดจะใช้กำลังก็เป็นอะไรที่โง่มาก

            ส่วนคนที่ลิลลี่ตบนั้นย่อมต้องถูกจับตัวไปเมื่อฟื้นคืนสติก็โวยวายว่าลิลลี่เป็นฝ่ายทำร้ายเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโดนเหล่าทหารและอัศวินรุมประชาทัณฑ์อีกรอบ จนตอนนี้นอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่โรงพยาบาล ซึ่งสาเหตุที่โดนรุมประชาทัณฑ์นั้นก็ถูกเขียนไว้ในรายงานว่า บังอาจมาคิดจะลักพาตัวหนูลิลลี่ไปจากพวกเรา และหลังจากนั้นไม่ว่าพวกเขาจะงานยุ่งแค่ไหนก็จะจัดตั้งกลุ่มองครักษ์พิทักษ์ลิลลี่ขึ้นมา เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครลักพาตัวเธอได้

            ในตอนที่เออร์วินได้เห็นกลุ่มนี้เดินมาพร้อมกับสั่งให้ทุกคนหลีกทางโดยมีลิลลี่เดินมาตรงกลางก็รู้สึกพูดไม่ออก ไม่เข้าใจเพราะคนพวกนี้คิดอะไรอยู่หรือตอนนี้ยังเหนื่อยไม่พอ ในขณะที่เดซี่น้องสาวนั้นแกล้งทำเป็นไม่รู้จักลิลลี่

            ส่วนความวุ่นวายของเมืองไพร์ล็อกในตอนนี้

            เออร์วินในตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากมอบหมายงานให้เจคกับโทมัสช่วยกันสร้างอุปกรณ์ทำไอติมหลอดกับเครปเพื่อที่จะได้ขายในงานที่จะขายในงานเทศกาล ถึงตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะขายอยู่ 6 ร้าน แบ่งเป็นร้านขายไอติม 3 ร้าน และร้านขายเครป 3 ร้าน ส่วนใครจะทำหน้าที่ขายอะไรตรงไหนเออร์วินไม่ได้ก้าวก่ายแต่ให้เจคตัดสินใจเป็นคนดูแลด้วยตัวเองทุกอย่าง หรือแม้แต่การสรุปยอดขายจ่ายเงินค่าจ้างให้กับลูกน้อง และส่งเงินส่วนหนึ่งกลับมาให้เขาเป็นเงินทุนที่ใช้ในการทำตามแผนการก็ให้พวกเจคจัดการด้วยตัวเอง

            ส่วนตัวเขานั้นใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับพวกคาทาริน่า ในขณะที่เนียดูจากระริกระรี้ที่สุดที่จะได้เปิดร้านขายของ เธอเริ่มจะเหมือนแม่ค้าขี้จุกจิกที่นับอุปกรณ์แต่ละชิ้นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้เปิดร้านจริงๆ

            พวกเจคนั้นตอนนี้ก็เริ่มคุ้นชินกับงานเหล็กมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่ายิ่งทำก็ยิ่งคุ้นมือ แม้ว่าถ้าเทียบกันแล้วระดับความเร็วของพวกเขานั้นย่อมช้ากว่าคนที่ใช้เวทย์มนต์และอุปกรณ์เวทย์มนต์ในการหลอม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะตอนนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าแม้งานจะเสร็จช้ากว่าแต่พวกเขาในฐานะคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยก็สามารถทำได้ไม่ต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าด้วยระดับความคุ้นชินของพวกเขาอุปกรณ์ในการทำเครปกับไอติมหลอดก็พร้อมสำหรับการเปิดร้านเป็นที่เรียบร้อย เหลือแค่วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเท่านั้น ไอติมหลอดนั้นไม่เท่าไหร่ทำง่ายแต่เครปนี่สิต้องเริ่มตั้งแต่การตีแป้ง บวกเตาไฟซึ่งเป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินสำหรับผู้ชายหยาบกระด้างอย่างพวกเขา

            หลังจากที่อุปกรณ์พร้อมเจคก็เริ่มอบรมและแบ่งหน้าที่พวกลูกน้อง ซึ่งตอนนี้กลับได้เห็นชัดเจนถึงเรื่องจุดเด่นจุดด้อยแต่ละคนของพวกเขา ในเกี่ยวกับพวกงานหลอมหรืองานช่างบาสกับเดนิสกลับทำได้ดีกว่า ส่วนรอนนั้นกลับมีจุดเด่นในด้านการบริหารจัดการ เขาช่วยแบ่งเบาเจคได้เยอะและเมื่อบวกกับโทมัสที่คอยคุมเรื่องตัวเลขบัญชีจนทำเอาพวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อนทุกคนยังเป็นแค่แก๊งอันธพาลที่ทำได้แค่รับจ้างทวงหนี้หรืองานสกปรกเท่านั้น

            แต่คนที่น่าทึ่งไม่น้อยไปกว่ากันก็คือเนียกับเดซี่ เนียนั้นเหมือนกับมีใครสักคนไปปลดสวิตช์เธอ อยู่ๆ เธอกลายเป็นสาวน้อยจู้จี้ไปเสียได้แต่สิ่งที่เริ่มเห็นแววของเธอก็คือทักษะของนักคำนวณ เนียนั้นไม่เพียงแต่คอยตรวจเช็คอุปกรณ์ทำอาหารอยู่เสมอ เธอยังคอยถามโทมัสว่าหมดไปเท่าไหร่แล้วและเมื่อได้คำตอบเธอก็นับนิ้วพร้อมกับคำนวณว่าต้องขายเท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน

            พวกเจคที่เห็นดังนั้นต่างก็รู้สึกสยองอย่างบอกไม่ถูก พวกเขาต่างคิดไปทางเดียวกันว่าถ้าเธอโตขึ้นเมื่อไหร่แล้วได้ใครเป็นสามี คนๆ นั้นก็อย่าหวังจะมีเงินติดตัวเลยแม้แต่ทองแดงเดียว

            แต่สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างเกี่ยวกับเนียก็คือเหมือนเธอจะมีความสามารถเป็นนักเจรจา เธอกล้าพูดกับผู้ใหญ่บางคนเพื่อคุยเรื่องสถานที่ได้ เมื่อบวกกับเดซี่ที่เป็นคนละเอียดอ่อนทำให้พวกเขาได้ทำเลขายของดีๆ หลายจุด ทั้งที่ตอนแรกนอกจากพวกเขาตั้งใจให้เรเวนไปช่วยดูแลยังให้โทมัสที่เป็นลูกหลานขุนนางไปด้วยเพราะตำแหน่งนี้อาจจะเกิดประโยชน์ แต่กลายเป็นว่าแค่เด็กผู้หญิง 2 คนก็เรียกได้ว่าเหลือแหล่ ราวกับว่าแค่ความสดใสน่ารักของพวกเธอก็สะกดได้ทุกคนแล้ว

            หลังจากที่ได้จุดที่จะตั้งร้านแล้วเนียก็แสดงความระรี้ระริกออกมา เธอต้องการไปซื้ออุปกรณ์ตีแป้งทำเครป เดซี่ที่มาด้วยกันก็ร้องทักว่า

            “นี่เนียไหนเธอคอยจู้จี้จุกจิกเรื่องต้นทุนไม่ใช่หรอ ทำไมจะไปซื้ออุปกรณ์แล้วล่ะ”

            เนียหันมาพูดกับเดซี่ว่า

            “เพราะต้นทุนเป็นสิ่งสำคัญไงล่ะดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนเป็นอันดับแรก และที่สำคัญต่อให้การทำไอติมหลอดจะไม่มีปัญหาก็เถอะเพราะมันทำง่าย แต่พวกเราหลายคนยังไม่รู้วิธีผสมแป้งเลยนะถ้าทักออกมาไม่อร่อยแล้วลูกค้าไม่พอใจเราไม่ขาดทุนแย่เหรอ ดังนั้นต้องให้มันใจว่าเครปทุกอันที่เราทำจะต้องอร่อยถูกใจลูกค้า” พูดจบเนียก็หันหลังเดินหน้าไปทางตลาด เดซี่กำลังจะเดินตามเนียไปกลับหยุดชะงักหันไปมองทางหนึ่ง โทมัสกับเรเวนที่มาด้วยกันต่างก็หยุดตามเธอ แล้วหันไปมองตามสายตาที่เดซี่มองไป ซึ่งก็พบกับตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่ง ทั้งสองคนมองไม่เห็นใครเลยนอกจากสิ่งของที่วางระเกะระกะ

            เรเวนจึงหันมาถามเดซี่ว่า

            “มีอะไรเหรอเดซี่?”

            เดซี่มองอยู่อย่างนั้นก่อนจะตอบว่า

            “หนูรู้สึกเหมือนเห็นคนมองค่ะแต่สงสัยหนูคงคิดไปเอง” พูดจบเธอก็หมุนตัวแล้ววิ่งตามเนียไป

            เรเวนที่ได้ยินในสิ่งที่เดซี่พูดก็ขมวดคิ้วหันไปมองโทมัส พบว่าอีกฝ่ายก็ไม่ต่างกัน

            “คุณคิดเหมือนผมใช่ไหม”

            เรเวนพยักหน้าก่อนจะตอบว่า

            “เธอคงไม่ได้คิดไปเองหรอกน่าจะเป็นสัญชาตญาณของเธอมากกว่า” เรเวนนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวฉันจะบอกเขาเอง”

            พูดจบทั้งสองคนก็เดินตามเดซี่ไป

            คล้อยหลังไปไม่ทันไรก็มีคน 4 คนมุดออกจากกองระเกะระกะในตรอกหันไปมองนั้น การแต่งกายของพวกเขาบ่งบอกว่าเป็นคนต่างถิ่น

            สายตาพวกเขาต่างมองไปที่เด็กผู้หญิงที่มีหูและหางสุนัขคนนั้น สายตาของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความละโมบอย่างเห็นได้ชัด

             

            ภายในบ้านของเขตตอนนี้มีแค่เออร์วิินกับพวกคาทาริน่าทั้ง 3 คน ซึ่งพวกเขากำลังเล่นไพ่อีแก่กินน้ำกันอยู่ และตอนนี้คนที่ดูจะจริงจังมากที่สุดกลับเป็นเจมส์ และแน่นอนว่าคนที่แพ้บ่อยที่สุดก็คือเจมส์ คนที่ถ้าได้จับไพ่อีแก่เมื่อไหร่ก็รับรู้ได้ถึงชะตากรรม เพราะในบรรดา 4 คนขึ้นคนนั้นไม่มีใครอ่านง่ายเท่าคนคนนี้อีกแล้ว

            “เจ้าชายเพคะคือว่าไม่ไปดูพวกเจคเขาหน่อยหรือเพคะ”

            เออร์วินตอบว่า

            “ไม่จำเป็นหรอกครับ”

            คำตอบของเขายิ่งทำให้คาทาริน่ารู้สึกแปลกใจ จากการที่เธอได้สืบเรื่องของเจ้าชายคนนี้ทำให้เธอรู้เรื่องที่เขาใช้เรเปียร์จัดการพวกเจค และการได้พูดคุยเธอกลับยิ่งไม่เข้าใจเมื่อเขาตอบเธอตรงๆ ว่า สิ่งที่เด็กคนนี้ให้พวกเจคคือการฝึกฝนเพราะเขาต้องการให้คนพวกนี้มันเป็นทหารส่วนตัวของเขา แม้ว่าคำตอบจะสอดคล้องกับสิ่งที่เธอได้สันนิษฐานจากการที่คนแคระนักล่าค่าหัวทำการสั่งชิ้นส่วนอาวุธ 30 ชุดในครั้งนั้นว่าคนคนนี้อาจกำลังสร้างกองทัพ แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือทำไมคนๆ นี้ถึงพูดกับเธอตรงๆ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอไม่แน่ใจว่าใช่คนๆ เดียวกันหรือไม่

            จากหลักฐานและรูปการณ์หลายอย่างล้วนบ่งบอกว่าเออวินร์คนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจจะเป็นคนเดียวกับคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น หนึ่งในสิ่งที่ตอนนี้ทำให้คาทาริน่าเริ่มมั่นใจในการเชื่อมโยงนี้ ก็คือเรื่องที่เขาเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย เดิมทีเธอก็ว่ามันไม่สมเหตุสมผลที่ทั้งสองคนจะเป็นคนเดียวกัน แต่เมื่อย้อนนึกดูหลายอย่างในคืนนั้นไม่เพียงแค่อาวุธของเขาที่สามารถยิงติดต่อกันหลายนัด ตลอดการต่อสู้สิ่งเดียวที่เกี่ยวกับเวทมนต์ที่คนๆ นั้นใช้ก็มีแค่เวทย์เร่งความเร็วที่เธอไม่รู้ว่าเป็นเวทย์แบบไหนแค่นั้น แต่ถ้าคนๆ นี้คือคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้นจริง จุดที่ย้อนแย้งก็คือเขาดูไม่ตกใจหรือหวาดกลัวเลยที่เห็นเธอ ทั้งยังทำท่าเหมือนเพิ่งเจอเธอครั้งแรกในวันนั้น ไม่เพียงแค่นั้นสิ่งที่เขาคิดหรือเขาวางแผนเขาก็จะพูดกับเธอตรงๆ ราวกับว่าเขาไม่มีอะไรต้องปิดบังเธอ หรือจะว่าเด็กคนนี้โกหกเก่งก็มีสิ่งที่ย้อนแย้งกันอยู่อย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เล่นเกมด้วยกันคาทาริน่าก็พบว่าเด็กคนนี้ไม่ได้โกหกเก่งอะไรขนาดนั้น บางครั้งก็จับได้ง่ายๆ บางครั้งก็ดูออกตามประสาเด็กทั่วไป ถ้าพูดถึงเรื่องการโกหกเธอรู้สึกว่าตัวเธอนั้นยังเก่งกว่าเด็กคนนี้เสียอีก และการที่เธอได้ยินคำตอบจากอีกฝ่ายที่บอกว่าไม่จำเป็นจะต้องไปดูแลเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ ว่าเป็นเพราะเขาไว้ใจหรือเพราะเขาเชื่อคนง่ายกันแน่ เพราะไม่มีหลักประกันแม้แต่น้อยว่าคนพวกนั้นจะส่งเงินให้เขาตามความเป็นจริงหลังจากที่หักทุกอย่างไปแล้ว

            ขณะที่คาทาริน่ากำลังครุ่นคิดเธอก็ได้ยินเสียงเรียก

            “คุณคาทาริน่าครับถึงตาคุณหยิบไพ่แล้วครับ”

            ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้

            “คุณคาทาริน่าครับถึงตาคุณแล้วนะครับ”

            คาทาริน่ายังเงียบ

            “คุณคาทาริน่าครับถ้าคุณยังนิ่งอยู่แบบนั้นผมจะหอมแก้มคุณนะครับ”

            เหมือนจะได้ผลคาทาริน่าที่ได้ฟังก็ถึงกับสะดุ้งโหยงทันที หันไปมองอีกฝ่ายพร้อมกับพูดว่า

            “อยู่เฉยๆ ไปเลยนะห้ามเข้ามาใกล้เด็ดขาด”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน