เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ตอนที่ 147 สถานการณ์บังคับ


    ตอนที่ 147


    สถานการณ์บังคับ


     


                    เมื่อการสนทนาสิ้นสุด เคล็ดความของวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ก็ถูกถ่ายทอดเข้าสู่สมองของเสวี่ยหมิงโดยตรง แต่เพราะเสวี่ยหมิงนั้นมีลมปราณเปลวเพลิงวิเศษอยู่แล้ว ดังนั้นจึงหมายมั่นว่าจะเก็บวิชาลมปราณมังกรเหมันต์เอาไว้ไม่ฝึกฝน


     


                    ..."เจ้าหนูเจ้าจงจำเอาไว้ ข้าจะปิดผนึกวิญญาณมังกรเหมันต์เอาไว้ในร่างของเจ้าก่อน ยามใดที่เจ้าได้ครอบครองเส้นชีพจรลมปราณมังกรเหมันต์แล้ว เมื่อนั้นผนึกที่ข้าทำไว้จะคลายออกเอง และเมื่อถึงเวลาที่เจ้าต้องใช้งานมันผลึกจะบอกให้เจ้ารู้เอง ข้าขอให้เจ้าโชคดีลูกหลานของข้า...หลงเสวี่ยหมิง"


     


                    เสียงเงียบหายไปแล้วแต่น้ำแข็งที่ปิดผนึกอยู่ยังคงไม่ละลายออก ส่วนแสงสีฟ้าที่เรืองรองออกมาจากผลึกวิญญาณมังกรเหมันต์นั้นดับลงไปครู่ใหญ่แล้ว


     


     


                    ตุบ ตุบ !!!


                    เสียงฝีเท้าเคลื่อนเข้าใกล้ จนเสวี่ยหมิงไม่จำเป็นต้องใช้พลังจิตวิญญาณแผ่ออกสำรวจก็พอจะคาดเดาได้ว่ามีคนกำลังเข้ามาภายในห้อง


                    ...แย่แล้วมีคนกำลังเข้ามา


     


                    "นี่มันเกิดบ้าอะไรกันขึ้น กระถางกลั่นวิญญาณของข้าถึงได้มีสภาพเช่นนี้" เซียนเฒ่าประหลาดเดินวนไปมามองดูกระถางกลั่นวิญญาณที่ตั้งนิ่งอยู่บนพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ แถมที่ด้านข้างของตัวกระถางยังมีหยดน้ำจับอยู่ที่ผิวโดยรอบ


     


                    และเมื่อไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกตินอกจากความเย็นที่แผ่ออกมา เซียนเฒ่าประหลาดก็ใช้พลังจิตวิญญาณยกกระถางกลั่นวิญญาณให้ลอยขึ้นเหนือพื้น เมื่อพบว่าเพลิงไฟที่เกิดจากหินลมปราณชั้นสูงด้านล่างมอดดับไปแล้ว มันก็หัวเสียเล็กน้อย และคิดไปเองว่าเกิดความผิดขึ้นเพราะสิ่งนี้ แม้จะยังสงสัยเรื่องไอเย็นที่แผ่ออกมาแต่เพราะกระถางกลั่นวิญญาณมีพลังธาตุหยินชั่วร้ายแฝงอยู่ การที่นานครั้งจะมีไอเย็นเยือกแผ่ออกมาบ้างก็มิใช่เรื่องแปลก


     


                    เมื่อสิ้นความสงสัยเซียนเฒ่าประหลาดจึงได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนเดิมอีกครั้ง กระถางกลั่นวิญญาณห่อหุ้มด้วยเพลิงไฟลมปราณเริ่มหมุนวนทวนเข็มนาฬิกาจากเชื่องช้าเป็นค่อย ๆ เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนในที่สุดเมื่อความเร็วเข้าสู่จุดที่ต้องการเซียนเฒ่าประหลาดก็ชักฝ่ามือถอนกลับ แต่ครานี้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น มันจึงไม่ได้เดินออกไปในทันที หมายอยู่ชมดูการกลั่นสกัดเพลิงไฟในครั้งนี้ด้วยตาตนเอง


     


                    เมื่อกระถางกลั่นวิญญาณเริ่มหมุนวนอีกครั้ง น้ำแข็งที่ไร้พลังหนุนเสริมจากผลึกวิญญาณมังกรเหมันต์ก็ค่อย ๆ ละลายออกไปที่ละน้อย และความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาจู่โจมเสวี่ยหมิงอีกครั้ง


     


                    "อืม..."เซียนเฒ่าประหลาดมองดูไอระเหยของน้ำที่พวยพุ่งออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์นัก เพราะตอนนี้มันพอจะรู้แล้วว่าความเย็นนั้นหาได้เกิดจากพลังหยินตกค้างของกระถางกลั่นวิญญาณ แต่น่าจะมาจากขั้นตอนการย่อยร่างของเด็กหนุ่มที่มีชีพจรเย็นเยียบภายในกระถางกลั่นวิญญาณ "ร่างของเจ้าเด็กบัดซบนั่นช่างน่ารำคาญยิ่งนัก หากปล่อยไว้เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดการสกัดเพลิงไฟสีรุ้งจะเสร็จสิ้น" สิ้นคำกล่าวเซียนเฒ่าประหลาดก็เร่งเติมเชื้อไฟที่ด้านล่างเพิ่มเข้าไปอีกเป็นสองเท่า


     


                    ควันขาวที่พวยพุ่งออกมาจากด้านบนกระถางหนาปกคลุมไปทั่ว และยิ่งน้ำแข็งละลายออกไปมากเท่าไหร่ความเจ็บปวดที่เสวี่ยหมิงได้รับก็เพิ่มมากขึ้นตามไปเท่านั้น จนในที่สุดก็ไม่เหลือหยดน้ำที่ภายในกระถางกลั่นวิญญาณอีก ความเจ็บปวดดำเนินต่อไปอีกสองวันแต่ร่างที่แข็งแกร่งของเสวี่ยหมิงก็ยังคงไม่แหลกสลาย ยิ่งทำให้เซียนเฒ่าประหลาดเริ่มจะร้อนใจ แม้อยากจะเปิดฝากระถางออกดูว่าภายในกระถางกลั่นวิญญาณนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ยังยับยั้งตัวเองเอาไว้ได้เพราะหากร่างกายนั้นได้หลอมละลายไปและกระถางกลั่นวิญญาณกำลังอยู่ในช่วงดูดกลืน การเปิดฝากระถางกลั่นวิญญาณออกก็เท่ากับปล่อยให้เพลิงไฟที่กำลังสกัดสูญสลายออกไปด้วย


     


                    จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงวันที่สิบ ซึ่งหากปล่อยเอาไว้เช่นนี้เซียนเฒ่าประหลาดคงจะต้องก่อความผิดพลาดในการกลั่นร่างของมี่จวงเนื่องจากไฟสีรุ้งที่มีมอดดับลง และทำให้ประสิทธิภาพของพลังที่ได้นั้นลดต่ำลงไปอย่างมาก เมื่อชั่งผลได้ผลเสียเป็นอย่างดีแล้ว เซียนเฒ่าประหลาดจึงไม่มีทางเลือกอื่นอีกจำใจต้องเร่งออกไปไล่จับตัวชาวบ้านกลับมาเพื่อสกัดเพลิงไฟให้เรียบร้อยภายใน 5 วัน เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นมันก็ไม่รั้งรอเดินทางออกจากอาศรมภูติเร้นเพื่อไปจับตัวชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงกลับมาในทันที


     


                    แต่เพราะความเร่งร้อนที่จะจับตัวชาวบ้านจำนวนมากให้ได้ทันกำหนดสามวัน เพราะเซียนเฒ่าประหลาดจำต้องเหลือเวลาอีกสองวันเพื่อกลับมาสกัดเพลิงไฟ ทำให้เซียนเฒ่าประหลาดทำการบุกรุกเข้าหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วยความอุกอาจซึ่งแตกต่างจากทุกครั้งที่เน้นซ่อนเร้นลึกลับ จนข่าวเรื่องการปรากฏตัวของมันไปเข้าหูของคณะติดตามผู้คนจากสำนักหงส์อัคคีที่เร่งรุดเดินทางมายังบริเวณใกล้เคียงจุดที่มี่จวงและลูกศิษย์หายไป ตามการชี้นำของหงส์อัคคีที่หนีรอดกลับไปได้


     


                    วันที่สองของการไล่จับตัวผู้คนของเซียนเฒ่าประหลาดชิงฟง มันก็ถูกกลุ่มสอดแนมของสำนักหงส์อัคคีพบเห็นเข้าจนนำไปสู่การปะทะกัน ซึ่งครั้งนี้เพื่อความไม่ประมาทสำนักหงส์อัคคีถึงกับส่งรองประมุขของสำนักซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของมี่จวงนามมี่จินติง ซึ่งมีระดับพลังเชื่อมฟ้าดินขั้นกลาง พร้อมด้วยผู้อาวุโสของสำนักอีกสามคนซึ่งทุกคนล้วนมีพลังอยู่ในระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นต้น ทำให้เซียนเฒ่าประหลาดจำต้องสู้พลางหลบหนีบ่ายหน้ามุ่งออกไปยังทิศตะวันตกหมายหลบหนีให้พ้นเขตแดนของสำนักหงส์อัคคี และพยายามออกห่างจากที่ซุกซ่อนอาศรมภูติเร้นของตนเอง หมายว่าสูญเสียโลหิตศักดิ์สิทธิ์ยังพอหาใหม่ได้ แต่หากถูกแย่งชิงอาศรมภูติเร้นไปคงเป็นเรื่องที่เกิดกว่าจะรับไหวสำหรับมัน


     


                    เพราะเหตุผลข้างต้นทำให้เสวี่ยหมิงถูกปล่อยทิ้งอยู่ในหม้อกลั่นวิญญาณจนเวลาผ่านไปสิบห้าวันในที่สุดเสวี่ยหมิงก็ไม่อาจทานทนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้อีก ยามคับขันเป็นตายจำต้องเสี่ยงฝึกฝนตามเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน ส่วนเรื่องเส้นลมปราณธาตุอัคคีนั้นหากว่าเสวี่ยหมิงไม่มีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ก็คงเป็นเพียงเรื่องราวไร้สาระเท่านั้น


     


                    ซึ่งหากว่ากันตามจริงเมื่อเสวี่ยหมิงนั้นมีโลหิตในกายที่ร้อนลวกย่อมไม่อาจรองรับหรือฝึกฝนเคล็ดลมปราณมังกรเหมันต์ได้ แต่เพราะตอนนี้ร่างกายของเสวี่ยหมิงนั้นอยู่ในสภาวะพิเศษซึ่งพลังเพลิงวิเศษในร่างบังเอิญข่มยันกันเองกับพลังมารครองวิญญาณที่ไม่ได้ถูกสูบกลับเข้าไปในดวงตาเทพมารบรรพกาลตั้งแต่ก่อนหน้า กลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้กับการฝึกฝนเคล็ดลมปราณมังกรเหมันต์ไปโดยปริยาย


     


                    ลมปราณเย็นนั้นแตกต่างจากลมปราณร้อนที่ใช้จุดบัญชาการใหญ่คือหัวใจเป็นศูนย์กลาง แต่ลมปราณเย็นนั้นกลับใช้เส้นแกนกระดูกสันหลังที่อัดแน่นไปด้วยไขกระดูกเป็นแหล่งก่อเกิดพลัง แม้ร่างกายของเสวี่ยหมิงจะอ่อนแอจนแทบจะพังทลายลงได้ในทุกวินาทีแต่พลังจิตวิญญาณยังคงใช้การได้อย่างยอดเยี่ยม เสวี่ยหมิงใช้จิตบังคับกายให้ลมปราณที่ใกล้จะเหือดแห้งหมุนวนไปตามเคล็ดความขั้นพื้นฐานของลมปราณมังกรเหมันต์ แม้การฝึกฝนในยามที่ร่างกายใกล้จะพังทลายจะยากเย็นแต่เมื่อลมปราณเคลื่อนครบหนึ่งรอบไอเย็นที่แผ่พุ่งออกมาก็สะกดข่มความเร็วการหมุนของกระถางกลั่นวิญญาณ แถมการเพิ่มพูนพลังเย็นเยียบยังช่วยสะกดข่มความเจ็บที่เกิดขึ้นให้ทุเลาลงทีละน้อยอีกด้วย


                   


                    หลังจากเสวี่ยหมิงโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์จนครบหนึ่งร้อยรอบ ไอเย็นที่แผ่ออกมาก็ลุกลามออกมาสู่ภายนอกกระถางกลั่นวิญญาณและลามเลียจนเชื่อมติดไปกับพื้นดิน ส่งผลให้กระถางกลั่นวิญญาณนั้นหยุดหมุนไปเพราะถูกเสาน้ำแข็งตรึงยึดเอาไว้กับพื้นดิน เพลิงไฟที่ห่อหุ้มแม้มอดดับแต่หินลมปราณชั้นสูงที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งถูกน้ำแข็งที่แผ่ขยายออกมาจากร่างของเสวี่ยหมิงปกคลุมก็แปรสภาพเป็นแหล่งพลังลมปราณบริสุทธิ์ชั้นดีในการฝึกฝนของเสวี่ยหมิงอย่างพอเหมาะพอเจาะ


    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน