เพียงไม่นานขบวนรถขององค์กรสเปคเตอร์หรือองค์กรมังกรดำเก่าก็ได้เริ่มเคลื่อนไหว อาชญากรภายในกองกำลังหลายร้อยคนกำลังเดินทางออกไปยังนอกเมืองไร้กฎหมาย ทั้งไครเซอร์ทั้งไอรอนรวมถึงนักสู้ระดับสูงของกองกำลังทั้งหมดได้เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกัน มันทำให้เมืองไร้กฎหมายรวมถึงกองกำลังอื่นๆพลันสงสัย พวกเขาอยากจะรู้ว่าองค์กรสเปคเตอร์จะออกไปทำอะไรที่เขตทะเลทรายนั่น
"คิคิ เหมืองลูปคริสตัล พวกมันทั้งหมดจะต้องเป็นขององค์กรสเปคเตอร์"
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถจิ๊บคันใหญ่ก็หัวเราะร่าออกมาอย่างชอบใจ ระหว่างนั่นขบวนรถหลายสิบคันก็ได้ผ่านเบื้องหน้าของกลุ่มคนกลุ่มนึง พวกเขามีลอยสักตรงบริเวณแขนเป็นรูปลักษณ์ของจิ้งเหลน ไม่ผิด คนของสมาคมจิ้งเหลนเพลิงกำลังคอยจับตาดูองค์กรสเปคเตอร์อยู่
"หือ? นั่นมันเจ้าไครเซอร์กับไอ้แก่ไอรอนนี่ พวกมันจะไปไหนกัน..!!"
พวกเขาก็ได้เห็นการเคลื่อนขบวนในครั้งนี้ แต่ละคนมองหน้ากันอย่างสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
"ลูกพี่ พวกเราจะต้องรายงานท่านคานดีหรือเปล่า"
ชายหัวโล้นคนนึงเอ่ยถามคนคนสนิทของคาน แต่ทว่าชายหนุ่มผมทองผู้นั้นกลับส่ายหัวออกมา
"ไม่ ตอนนี้ยังไม่ต้อง พวกเราไม่จำเป็นจะต้องไปรายงานหรอก บอสบอกไว้ว่าเขาจะเก็บตัวฝึกฝนและห้ามไปรบกวนเขา เวลานี้พวกเราแค่ติดตามพวกมันไปห่างๆก็พอแล้ว"
เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วแต่ละชายหนุ่มผมทองก็ได้สั่งให้ลูกน้องไปเตรียมรถออกมา พวกเขาจะติดตามคนขององค์กรสเปคเตอร์ไปอยู่ห่างๆ เพราะถึงยังไงพวกเขาก็จะต้องมีเรื่องไปรายงายให้กับบอสของตนและมันก็ยังมีอาชญากรอีกหลายคนที่อยากรู้อยากเห็น บางคนก็ติดตามกองกำลังไปอย่างคึกคัก พวกเขาก็อยาจะรู้เช่นกันว่าที่อาณาเขตแห่งนั่น มันมีอะไรให้องค์กรสเปคเตอร์ได้เคลื่อนไหวกันแน่
ผ่านไปหลายสิบนาทีในที่สุดพวกเขาก็เดินทางออกมาจากเมืองไร้กฎหมาย ขบวนรถเริ่มเดินทางไปยังทิศเหนือของตัวเมือง ยิ่งห่างจากอาณาเขตของเมืองไร้กฎหมายมากเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งไม่มีให้เห็นแม้แต่ต้นไม้สักต้นเดียว
"นี่นะหรอ? ทะเลทรายรอบนอก ถ้าไม่ได้ใช้ประตูมิติวาปมาก็คงจะต้องเดินทางผ่านทะเลทรายนี้เข้ามาสินะ"
เบื้องหน้าของพวกเขาคืออาณาเขตทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาล ลืมบอกไปว่าเมืองไร้กฎหมายแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของทะเลทรายที่กว้างใหญ่ ตัวเมืองถูกล้อมกรอบด้วยทรายสีน้ำตาลทั้งสี่ทิศ สภาพที่ด้านนอกเรียกได้ว่าเลวร้ายอยู่ไม่น้อย ถ้าไม่ใช่นักสู้แห่งดวงดาวแต่เป็นคนธรรมดาเดินทางเข้ามาละก็ พวกเขาคงจะมีสภาพที่เจียนตายอย่างแน่นอน ด้วยความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมากระทบ มันยิ่งทำให้ความร้อนในพื้นผิวของอาณาเขตแห่งนี้ร้อนระอุยิ่งขึ้น
"ใช่แล้วบอส อาชญากรกระจอกส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาที่จะใช้ประตูมิติวาปกันหรอก พวกมันจะต้องเดินทางผ่านทะเลทรายแห่งนี้หลายร้อยกิโลเมตรจนกว่าจะถึงเมืองไร้กฎหมาย แต่ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีชีวิตรอดและเดินทางมาถึงที่แห่งนี้ได้"
ไอรอนพยักหน้ารับพร้อมกับพูดขึ้น เขาจ้องมองไปยังปลายสุดของทะเลทรายด้วยท่าทีอันเคร่งเครียด ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมที่อันตราย มีทั้งลมพายุแห่งทะเลทรายที่รุนแรง ความเร็วของมันมากกว่าเกือบ100กิโลเมตร สามารถพัดพาร่างกายของมนุษย์ให้ปลิวว่อนได้ ยังมีสภาพอากาศที่ร้อนมากกว่า50-60องศาจนคนธรรมดานั้นทนไม่ไหวแต่ที่อันตรายมากที่สุดเลยก็คือสัตวร้ายประจำถิ่น อย่าลืมนะว่าไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ได้รับสสารแห่งจักรวาลและวิวัฒนาการขึ้น แม้แต่พวกสัตว์ต่างๆก็ได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น พวกมันตัวใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว มีพละกำลังที่มากมายขึ้นไปอีกหลายเท่า ด้วยเหตุนี้เองพวกสัตว์ร้ายจึงอันตรายต่อนักเดินทางเป็นอย่างมาก
ผ่านไปชั่วครู่ลูกน้องคนนึงที่กำลังใช้กล้องส่องทางไกลตรวจสอบสิ่งต่างๆอยู่บนรถ ชายคนนั้นเห็นถึงบางสิ่งที่ผิดปกติเขาจึงไม่รอช้าที่จะรายงานมันออกมา
"บอสไครเซอร์ เบื้องหน้าที่12นาฬิกาในระยะ1กิโลเมตรได้ตรวจพบซากของหมาป่าทรายหลายสิบตัวครับ แต่รอบๆไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย!!"
เมื่อเขาพูดจบขบวนรถคันแรกที่กำลังนำขบวนอยู่ก็ได้หยุดลง รถคันอื่นๆก็เริ่มที่หยุดตาม ลูกน้องแต่ละคนจ้องมองหน้ากันไปมาอย่างจริงจังพร้อมกับกระชับปืนอินมาเจนในมือแน่น ถึงพวกเขาจะโง่มากแค่ไหนก็ตามแต่ก็บอกได้เลยว่าสถานการณ์มันผิดปกติจริงๆ หมาป่าทะเลทรายโดยส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ออกล่าอาหารเป็นฝูง ต่อให้จะเป็นนักสู้แห่งดวงดาวระดับที่3ก็ยากจะต่อกรกับพวกมันทั้งหมด แล้วทำไมถึงได้มีซากศพกลางทะเลทรายเช่นนี้ ใครเป็นคนสังหารพวกมันทิ้งกัน
"เอายังไงดีครับบอส? เราจะเดินทางตรงเข้าไปเลยไหมหรือว่าอ้อมไปยังอีกทิศทางนึง ถ้าดูสัญญาณของแผนที่แล้ว เหมืองลูปคริสตัลห่างจากตรงจุดที่เราอยู่อีก4กิโลเมตรครับ แต่ถ้าเราอ้อมออกไปยังอีกเส้นทางนึงก็อาจจะใช้เวลามากขึ้น..!!"
ไครเซอร์นั่งอยู่ในรถอีกคันนึงเมื่อได้ยินว่าเบื้องหน้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็หันไปมองไอรอนที่อยู่ด้านข้าง ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจพร้อมกับสั่งการออกไปในทันที ไม่จำเป็นต้องพูด เพียงแค่มองตาก็รู้ใจว่าบอสของมันกำลังคิดอะไรอยู่ องค์กรสเปคเตอร์ของพวกเขาไม่จำเป็นต้องมาเกรงกลัวอะไรเช่นนี้
"ไม่ต้องอ้อม เดินหน้าไปต่อเลย"
เมื่อไอรอนสั่งเช่นนั้นแล้วขบวนรถที่นำหน้าสุดก็ได้เดินทางกันต่อ พวกเขาขับผ่านทะเลทรายอย่างไม่สนใจถึงสภาพอากาศหรือความร้อนนั้น จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไปเกือบ2นาที พวกเขาทั้งหมดก็เดินทางมาถึงจุดที่ซากของหมาป่าทะเลทรายได้ตกตายลง แต่ละคนลงจากรถจิ๊บของตนพร้อมกับเข้าไปตรวจดูสภาพของพวกมัน ไครเซอร์กับไอรอนก็ลงมาจากรถเช่นเดียวกัน
"ฝีมือใครกัน เป็นพลังที่น่ากลัวนัก!!"
ไอรอนจับซากศพของหมาป่าตัวนึงขึ้นพร้อมกับจ้องมองสำรวจอย่างละเอียด สภาพซากศพแห้งกราดราวกับอยู่ในทะเลทรายมาหลายสิบปี
"หือ?!! เลือดในตัวหายไป? ซูดผอมยิ่งกว่าซากศพไหนๆ การลงมือเช่นนี้เหมือนจะเคยอ่านมาจากที่ไหนนะ..?"
แต่เมื่อไครเซอร์เห็นถึงสภาพของพวกมันแล้ว ใบหน้าของเขาก็ตื่นตกใจเป็นอย่างมาก หัวใจเริ่มเต้นระรัวขึ้นอย่างรวดเร็ว วินาทีนั่นเขารีบตะโกนให้คนของตนขึ้นรถในทันที
"พวกแกทั้งหมดรีบขึ้นรถและออกไปจากที่นี้เร็วเข้า!!!"
เมื่อไครเซอร์ตะโกนออกมาก็ทำให้ทั้งไอรอนรวมถึงลูกน้องคนอื่นๆพลันมึนงง ทำไมบอสของมันจะต้องมีท่าทีอันแปลกประหลาดเช่นนั้นด้วย แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้เคลื่อนไหว ผืนทะเลทรายรอบบริเวณก็เริ่มสั่นไหวขึ้น ลูกน้องหลายคนสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงใต้ฝ่าเท้า
จึก! จึก! จึก! ........
ทันใดนั้นระยางหนวดลึกลับหลายสิบเส้นก็ได้พุ่งออกมาจากผืนทะเลทรายเบื้องล่าง พวกมันแทงทะลุร่างกายของคนในกองกำลังไปหลายสิบคน เพียงพริบตาเดียวร่างกายของพวกเขาก็ผอมแห้งจนตายซาก ภาพที่พวกมันทั้งหมดเห็นชั่งเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัว
"อะไรวะ?!! เจ้าสัตว์ประหลาดนี่คือตัวบ้าอะไรเนี่ย"
"เห้ย รีบหลบออกมาเร็วเข้า!!"
คนอื่นๆเมื่อเห็นเช่นนั่นก็รีบกระโดดหนีออกมาอย่างร้อนรน ดวงตาชายหนุ่มสั่นไหวราวกับไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ไครเซอร์ได้แต่เงยหน้าจ้องมองไปยังระยางหนวดสีขาวประกายเทาพร้อมกับอุทานขึ้น
"นะ..เนโครมอฟ สิ่งมีชีวิตกลืนกินดวงดาว"