ตอนที่ 7 หนวนหน่วนพอใจมากแล้ว
เสียงของหนวนหน่วนช่างนุ่มละมุนราวกับน้ำนม ทำให้คนที่รับฟังรู้สึกได้ถึงความไพเราะ ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างกายต่างมีความสุขยามดูเ้าตัวน้อยสอนบทเรียนแมวและสุนัขด้วยท่าทีเหมือนผู้ใหญ่
หลังจากที่หูของปุกปุยทั้งสองร่วงลง หนวนหน่วนก็จำได้ว่าพ่อและปู่ของเธอยืนอยู่ด้วย ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
“ฮ่าฮ่า… หนวนหน่วนของเรานี่สุดยอดจริง ๆ”
ท่าทางเขินอายของหนวนหน่วนทำให้ผู้เฒ่ากู้อดที่จะหัวเราะไม่ได้
หนวนหน่วนสวมกอดเ้าพวกก้อนขนแล้วฝังหน้าลงไป พวกมันเพิ่งอาบน้ำเมื่อวานนี้ทำให้ได้กลิ่นที่หอมฟุ้งบนขนชัดเจน
“แล้วหนวนหน่วนจะยังอยากไปเล่นอยู่ไหมละเนี่ย?”
กู้หลินโม่ถามติดตลก
“ไปค่ะ”
คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงที่คมชัด ก่อนจะเดินไปหาคุณพ่อและคุณปู่ด้วยขาสั้น ๆ
เธอวางเหม่ยฉิวลงแล้วจับมือทั้งสองแล้วเดินต่อไป
เดิมทีแมวและสุนัขมีความระแวดระวังมากในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ แต่พวกมันค่อย ๆ ลดความหวาดระแวงลงเมื่อเห็นว่าหนวนหน่วนเริ่มเดินเตร็ดเตร่ไปที่โน่นที่นี่ ตอนนี้พวกมันเปลี่ยนมาดมกลิ่นเพื่อกำหนดอาณาเขต
ต้าหวงวิ่งไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ก่อนจะกระดิกหางและส่งเสียงเห่าเป็ระยะ ในขณะที่เหม่ยฉิวยังคงนิ่งเงียบ มันจะะโขึ้นไปบนรั้วและปีนขึ้นต้นไม้ เฝ้าดูเ้าหมาโง่ะโโลดเต้นไปมา
“หนวนหน่วน ที่นี่เป็สวนของบ้านเรา ไปนั่งชิงช้าเล่นกับปู่ไหม”
หนวนหน่วนกะพริบตาปริบ ๆ นึกถึง่เวลาในหมู่บ้าน ตอนนั้นเธอกำลังเล่นเถาวัลย์เส้นหนาอยู่ในป่า ข้างต้นลูกหยีเป็ที่ที่เธอโปรดปรานอย่างมาก ได้ยินว่าที่นั่นมีชิงช้าที่จะทำให้ตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ถึงแม้ว่ามันจะดูอันตรายแต่ก็สนุกมากเช่นกัน
แต่ในเวลานั้น หนวนหน่วนกำลังวุ่นอยู่กับการเก็บฟืนเพื่อหาหญ้าให้ไก่และเป็ดที่บ้านกิน สุดท้ายได้แต่มองมันจากที่ไกล ๆ ด้วยความอิจฉาแล้วทำได้แค่เดินจากไป
“ไปค่ะ”
หนวนหน่วนพยักหน้าตอบรับอย่างแ่เบา แววตาเป็ประกายสดใส ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเธอพูดดังนั้น ผู้ใหญ่ทั้งสองก็จูงมือเธอไปในสวนด้วยใจที่เปี่ยมสุข พวกเขาตื่นเต้น เริ่มคิดวางแผนทำให้หนวนหน่วนมีความสุข ว่าจะหาสไลเดอร์มาวางไว้ในสวน ไม่ก็พวกม้าไม้ตัวเล็ก บ่อทราย หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กชอบ เปลี่ยนสวนแห่งนี้ให้เป็สนามเด็กเล่นเสียเลยก็ดี
หนวนหน่วนรีบโบกมือ “ไม่ค่ะ ไม่เป็ไร มีแค่ชิงช้าก็พอ”
“ได้สิ... ไม่เป็ไรหรอก”
กู้หลินโม่สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วลูบผมหนา ๆ ของหนวนหน่วน
“หนวนหน่วนไม่จำเป็ต้องเกรงใจมากหรอกนะ ยังไงลูกก็เป็เชื้อสายตระกูลกู้ของพวกเรา ถ้า้าอะไรให้บอกพ่อกับแม่หรือคุณปู่ได้เลย ไม่มีใครว่าอะไรหนูหรอก”
อันที่จริงเขารู้สาเหตุที่หนวนหน่วนคอยเกรงใจอยู่ตลอด และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกเศร้าใจ เด็กคนนี้ควรเติบโตขึ้นมาในบ้านหลังนี้อย่างไร้กังวลสิถูก
หนวนหน่วนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มือเล็กยังคงกอบกุมฝ่ามือกว้างของผู้เป็พ่อไว้ คิ้วน้อย ๆ โก่งขึ้นเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวดวงน้อยที่สวยที่สุดในโลก ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นตอนนี้กำลังส่องประกายแสงดาวพร่างพราวออกมา
“แต่หนวนหน่วนพอใจมากแล้วค่ะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาพลางถูไถผมบนฝ่ามือของผู้เป็พ่อ
“หนวนหน่วนมีความสุขมากที่ได้มีพ่อ มีแม่ คุณปู่และพี่น้อง”
เพราะนี่เป็สิ่งที่เธอไม่เคยกล้าคิดฝันมาก่อน
คุณหญิงกู้ลูบหัวลูกสาว ดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
ทำไมหนวนหน่วนของเราถึงเชื่อฟังขนาดนี้…
“เอาล่ะ หลังจากนี้หนวนหน่วนก็จะมีแต่ความสุขแล้ว”
หนวนหน่วนพยักหน้า ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันซี่เล็กที่ขาวสะอาดเป็ประกายราวกับดอกทานตะวันออกมา
เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้เฒ่ากู้ก็น้ำตาลพาลไหล เขาแอบเช็ดดวงตาของตนเอง ถึงจะแก่ตัวลงมาก แต่เขาก็อารมณ์อ่อนไหวลงมากเช่นกัน
ช่างเป็เื่ดีที่สาวน้อยของพวกเขาหวนคืนกลับมา ในที่สุดหมอกควันที่รุมเร้าตระกูลนี้มาตลอดหลายปีก็ได้จางหายไปในที่สุด
ก่อนพบหนวนหน่วน แม้ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตปกติดังเช่นคนทั่วไป แต่ก็มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รับรู้ถึงการสูญเสียหนวนหน่วนไป และมันเป็เื่ที่กระทบกระเทือนใจกับตระกูลเป็อย่างมาก พวกเขาต้องใช้เวลาเยียวยาถึงสามปีเต็ม
“คุณปู่ ไปเล่นกันเถอะค่ะ”
เสียงอันอบอุ่นและนุ่มนวลเรียกสติชายชรากลับมา หลานตัวน้อยมองเขายิ้ม ๆ และส่งแววตาใสซื่อมาหา เธอที่เดินนำหน้าไปแล้วอุตส่าห์หันกลับมาชักชวนเขาให้ไปด้วยกัน
“เย้… ปู่มาแล้ว!”
ชายชราก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงราวกับว่าอายุของตนเองลดน้อยลงไปกว่าเดิม
การออกมาเดินเล่นครั้งนี้ เป็ทั้งการออกกำลังกายให้ได้ย่อยอาหารอีกทั้งยังทำให้หนวนหน่วนได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่บ้านอีกด้วย และที่สำคัญยังเป็การส่งเสริมความสัมพันธ์ของเธอกับทุก ๆ คน หากจะหากิจกรรมที่เหมาะกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว
น่าเสียดายที่เรามีตัวี้เีนอนอุดอู้อยู่ในบ้าน และดูไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาจนกว่าจะเที่ยงวัน
เมื่อถึงเวลาเดินกลับเข้าไปในบ้าน หนวนหน่วนก็เห็นว่ามีรถขับเคลื่อนเข้ามา ก่อนจะมีใครสักคนก้าวลงจากรถ เขาเป็ผู้ชายที่ดูคล้ายกับพ่อเธอเป็อย่างมาก
หลังจากก้าวลงจากรถเขาก็รีบพูดขึ้นทันที “ป๊า ได้ข่าวว่าหนวนหน่วนกลับมาแล้วเหรอ”
ขณะที่พูด สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังเด็กหญิงตัวเล็กผอมแห้งที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เฒ่ากู้ หลังจากเห็นภาพนั้น แววตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
“ทำไมผอมจัง ใครทารุณเธอขนาดนี้!”
หญิงสาวอีกคนที่แววตาดูสดใสตามลงมาติดกัน ก่อนจะััเข้าใบหน้าเล็กของหนวนหน่วนด้วยความรู้สึกทุกข์ทน
“ตอนเด็กหนวนหน่วนอ้วนท้วมสมบูรณ์จะตาย แล้วผอมขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
หนวนหน่วนจับมือคุณปู่ไว้แน่น มองคนแปลกหน้าทั้งสองอย่างสงสัยและประหม่า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกกลัว
เด็กน้อยอ่อนไหวต่ออารมณ์ของผู้คนมาก เลยรับรู้ได้ว่าทั้งสองต่างเห็นอกเห็นใจและไม่มีเจตนาร้ายอย่างแท้จริง
เธอจึงไม่ถอยหนีคนทั้งคู่
“ไม่ต้องกลัวนะหนวนหน่วน”
ผู้เฒ่ากู้เอ่ยขึ้นก่อนจะแนะนำบุคคลตรงหน้าให้หนวนหน่วนรู้จัก “หนวนหน่วน พวกนี้คืออากู๋กับอาอี๋ของหลาน”
“อากู๋ อาอี๋*[1] สวัสดีค่ะ~”
หนวนหน่วนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชวนน่าฟัง มันช่างนุ่มนวลราวกับน้ำนม ช่างหาฟังได้ยากสำหรับอาทั้งสองที่ไม่มีลูกสาว
“แหม...หนวนหน่วนเป็เด็กดีจังเลย นี่ของฝากจากอานะ”
ขณะที่หญิงสาวพูด เธอก็หยิบสร้อยรูปกุญแจออกมาสวมใส่บนคอของหนวนหน่วน
“นี่คือเครื่องรางเสริมความปลอดภัย อาขออวยพรให้หนวนหน่วนปลอดภัย ไม่พบปะอันตรายอีกต่อไป อาเคยอุ้มหนูตอนเด็ก ๆ ด้วยนะ แต่น่าเสียดายที่ตระกูลเรามีเด็กผู้หญิงแค่คนเดียว ตอนนั้นอากับปู่ทะเลาะกันเพราะเราแย่งกันอุ้มหลานตลอดเลย พ่อของหลานต้องคอยห้ามอยู่นานมาก กว่าจะได้อุ้มไม่ใช่เื่ง่ายเลยเพราะเขาไม่ยอมปล่อย ตอนนั้นหลานยังเป็เหมือนลูกบอลเล็ก ๆ อยู่เลย ดูตอนนี้สิ โตแล้วนะเนี่ย"
เมื่อพูดถึงหนวนหน่วน ทุกคนต่างอดนึกถึง่ที่เธอเป็เด็กเล็กไม่ได้ ตระกูลกู้มีเด็กผู้ชายค่อนข้างเยอะ คุณหญิงกู้เองก็ได้ให้กำเนิดลูกสามคนเป็ผู้ชายทั้งหมด ครอบครัวทางฝั่งอาก็มีลูกสองคนเช่นกัน ทั้งคู่เป็เด็กผู้ชาย เพราะฉะนั้นการมีหนวนหน่วนเป็ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวจึงเป็เื่ล้ำค่า
[1] อากู๋ คือ พี่ชายหรือน้องชายของแม่
อาอี๋ คือ น้องของแม่ ป้า หรือน้าผู้หญิง