เวลานี้ตระกูลหั่วทั่วทั้งหมดล้วนตกอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดตั้งแต่ผู้อาวุโสไล่ไปจนถึงเหล่าข้ารับใช้ต่างต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงและระมัดระวังเนื่องจากมีโอกาสที่ตระกูลหั่วของพวกมันจะถูกตัดออกจากการเป็นตระกูลรับใช้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ทุกเมื่ออำนาจรากฐานของตระกูลนับว่าอยู่ในสภาวะย่ำแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หั่วพั่วจุนที่เดิมทีตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกหลังจากได้รับข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนเทพพฤกษามันก็รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาของมัน
ไม่สามารถรวบรวมสมุนไพรที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการมาได้ซ้ำยังเกิดความสูญเสียอันน่าตื่นตระหนก จักรพรรดิฟ้าและจักรพรรดิปฐพีตกตายจักรพรรดิมนุษย์กลายเป็นเพียงผู้พิการแม้แต่บุตรชายของมันยังตกอยู่ในสภาพบาดเจ็บปางตายยากที่จะรักษาให้หายในเวลาอันสั้น
หั่วเฟยนั้นเป็นผู้ที่ถูกคาดหวังให้กลายเป็นผู้นำตระกูลรุ่นถัดไปพรสวรรค์ของหั่วเฟยอาจจะใกล้เคียงกับหั่วพั่วจุนในวัยเยาว์ทว่าภายใต้การส่งเสริมของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทำให้ศักยภาพของมันพัฒนาขึ้นรวดเร็วราวกับมังกรทะยานอายุเพียงหกสิบกว่าปีก็กลายเป็นจักรพรรดิฟ้าได้สำเร็จมิต้องสงสัยเลยว่ามันจะสามารถกลายเป็นอนุเซียนได้ก่อนอายุหนึ่งร้อยปี
เทียบกันแล้วหั่วพั่วจุนที่มิได้รับการส่งเสริมในวัยเยาว์บัดนี้อายุครบหนึ่งร้อยห้าสิบปีถ้วนกลับยังมีพลังเพียงขั้นจักรพรรดิฟ้าเท่านั้นดังนั้นมันจึงรักใคร่และภาคภูมิใจในตัวบุตรชายเป็นอย่างมากนึกไม่ถึงบุตรชายที่มันรักที่สุดกลับต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ด้วยน้ำมือของผู้มีพลังไม่ถึงขั้นรวมวิญญาณผู้หนึ่ง
“ข้าควรทำเช่นไร” หัวใจของหั่วพั่วจุนขมปร่าและสุมไปด้วยความอัดอั้นมันไม่อาจละเมิดข้อสัญญาที่ตระกูลหั่วได้มอบให้แก่สำนักพงไพรทว่าขณะเดียวกันมันก็มิอาจทำใจปล่อยผ่านเรื่องนี้ยังมีเรื่องที่ตระกูลหั่วจำเป็นต้องได้รับสมุนไพรวิเศษจากสวนสมุนไพรมิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นจุดจบของตระกูลหั่วอย่างแท้จริง
ตั้งแต่ที่มันได้รับข่าวล่าสุดมาจากอนุเซียนตระกูลหั่วมันก็มิกล้านำไปแจ้งแก่คนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากยังพอมีความหวังที่จะเจรจากับสำนักพงไพรได้ขอเพียงได้สมุนไพรวิเศษมาแม้ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดตระกูลหั่วก็จะต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้มันมา
“หั่วพั่วจุน ไสหัวออกมาหาบิดาของเจ้า” เสียงตวาดดังก้องไปทั่วศาลาเทพอัสนีสีหน้าของหั่วพั่วจุนฉายแววซับซ้อนในทันที ใจหนึ่งมันรู้สึกยินดีที่ได้ยินเสียงนี้ทว่าอีกใจหนึ่งก็เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว
นั่นเพราะบิดาของมันหรืออดีตผู้นำตระกูลหั่วอาจจะเป็นเพียงความเป็นไปได้สุดท้ายในการรักษาตำแหน่งและรากฐานของตระกูลหั่วเอาไว้ได้
หั่วเจิ้งที่เส้นผมทั่วทั้งศีรษะกลายเป็นสีขาวโพลนเพราะอายุที่มากเกินกว่าสองร้อยห้าสิบปีก้าวเดินเข้ามาในศาลาเทพอัสนีใบหน้าเหี่ยวย่นของมันมืดครึ้มและเต็มไปด้วยโทสะ “พั่วจุนข้าฝากฝังให้เจ้าดูแลตระกูลหั่วได้เพียงไม่ถึงยี่สิบปี คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะทำให้ตระกูลของพวกเราต้องตกอยู่ในสภาวะเยี่ยงนี้”
หั่วพั่วจุนมองดูบิดาด้วยความหวาดกลัวเวลาที่หั่วเจิ้งโกรธมันจะแสดงออกอย่างดุร้ายและไร้ซึ่งความเมตตาต่อให้เป็นบุตรชายของมันเองก็ตามยามนี้เพียงแค่พลังระดับขั้นอนุเซียนที่มันปลดปล่อยออกมาก็ทำให้หั่วพั่วจุนรู้สึกหายใจติดขัดแล้ว
“ท่านพ่อ ระดับพลังของท่าน” หั่วพั่วจุนพยายามเบี่ยงความสนใจของบิดา
“เฮอะ” หั่วเจิ้งแค่นเสียง “น่าเสียดายนักที่ปัญหานี้มันกวนใจข้าจนเกินไปมิฉะนั้นข้าอาจจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับอนุเซียนขั้นสิบอยู่ในขั้นเดียวกับฟางเจี่ยลื่อไปแล้วก็เป็นได้”
“โอ้” หั่วพั่วจุนตกตะลึงในทันที “ท่านพ่อระดับพลังของท่านเวลานี้เป็นรองเพียงฟางเจี่ยลื่อเท่านั้นเกรงว่าตระกูลรับใช้อื่นๆก็ยังมิมีผู้ใดสามารถเทียบกับท่าน ด้วยความสามารถเช่นนี้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่อาจดูแคลนพวกเราจนเกินไป”
หั่วเจิ้งมองดูบุตรชายด้วยสายตาดูถูก “ตั้งแต่เมื่อใดที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ให้คุณค่ากับตระกูลรับใช้ถึงเพียงนั้นด้วยทรัพยากรที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีหากต้องการละก็ต่อให้เป็นตระกูลอ่อนแอสักตระกูลหนึ่งในดินแดนใต้สวรรค์ก็สามารถผลักดันให้กลายเป็นมังกรได้ในเวลาไม่เกินสิบปีเท่านั้น”
“จงอย่าได้ประมาทเพียงแค่เพราะมีความได้เปรียบเล็กน้อยหากเจ้าระมัดระวังมากพอเจ้าคงไม่นำพาตระกูลหั่วของพวกเราเดินมาจนถึงจุดนี้” หั่วเจิ้งนั้นหัวเสียเป็นอย่างมากตระกูลหั่วที่รุ่งเรืองมาตลอดหลายร้อยปีกลับต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์หายนะเยี่ยงนี้
“เรื่องนี้ท่านควรโทษเจ้าสารเลวฟางเจี่ยลื่อมันหลอกใช้พวกเราเป็นหมากเบี้ยเพื่อทดสอบขีดจำกัดของสำนักพงไพรทำให้ท่านผู้อาวุโสต้องจำใจทำสัญญากับสำนักพงไพรเพื่อรักษารากฐานของตระกูลเอาไว้” หั่วพั่วจุนเอ่ยตอบ
“แน่นอนว่าข้าจะจดจำความแค้นนี้เอาไว้เจ้าฟางเจี่ยลื่อผู้นี้แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพวกเราแต่สักวันหนึ่งตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จะทอดทิ้งมันถึงเวลานั้นข้าจะทำให้มันสำนึกเสียใจต่อการตัดสินใจในครั้งนี้” หั่วเจิ้งคำรามเบาๆ
“สถานการณ์ที่ดินแดนเทพพฤกษาเป็นเช่นไร” เมื่อได้ยินคำถามนี้สีหน้าของหั่วพั่วจุนก็ซีดลงเล็กน้อยหลังจากนั้นมันจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็นบิดาทราบ
สีหน้าของหั่วเจิ้งกลายเป็นโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด“บัดซบเจ้าพวกสำนักพงไพรสารเลว กล้าทำร้ายหลานชายของข้าถึงเพียงนี้”
“ท่านพ่อพวกเรามิอาจยื่นมือเข้าโจมตีสำนักพงไพรได้อีกแล้ว” หั่วพั่วจุนถอนหายใจแม้จะเคียดแค้นเพียงใดแต่ก็ไม่อาจกระทำอันใดได้
“ฮึ่ม แม้จะไม่อาจโจมตีสำนักพงไพรโดยตรงทว่าเรื่องนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบส่งสาส์นไปยังสำนักพงไพรให้มอบตัวเจ้าเด็กสารเลวซ่งไป่หลางให้กับตระกูลหั่วซะมิเช่นนั้นตระกูลหั่วจะลงมือแตกหักอย่างถึงที่สุดต่อให้เป็นลูกแก้วผนึกมารที่เป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลก็จะถูกใช้เพื่อถล่มสำนักพงไพรให้ราบคาบ”
“ท่านพ่อ ระงับโทสะก่อน สำนักพงไพรมิใช่สำนักขนาดใหญ่ทั่วไปมันมีรากฐานที่แข็งแกร่งมิได้ด้อยไปกว่าตระกูลหั่วจวินเม่ยเองก็มีระดับพลังเทียบเคียงได้กับฟางเจี่ยลื่อพวกมันยังมีไพ่ลับซ่อนเอาไว้อยู่มากมายยังมิเอ่ยถึงตัวตนลึกลับที่ทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องหวาดกลัวอีกด้วย” หั่วพั่วจุนรีบเอ่ยอย่างลนลาน
“เจ้าเชื่อว่าสำนักพงไพรจะยินดีเปิดศึกกับพวกเราเพื่อเจ้าเด็กสารเลวนั่นรึ?” หั่วเจิ้นที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนักขมวดคิ้วของมัน
“ท่านพ่ออาจจะยังไม่เข้าใจสถานะของเจ้าเด็กสารเลวนั่นมิเพียงแต่เป็นศิษย์ยอดพฤกษาที่อายุน้อยที่สุด จากข้อมูลที่พวกเราได้มามันมีพรสวรรค์ลึกลับที่ทำให้สามารถปรุงโอสถคุณภาพระดับห้าได้จำนวนมาก พรสวรรค์ทั้งในฐานะผู้ปรุงโอสถและการเพาะปลูกสมุนไพรล้วนจัดอยู่ในระดับพันปีถึงจะพบเจอได้สักคนหนึ่งนอกจากนี้มันยังเข้าถึงความลับของสวนสมุนไพรวิเศษข้าเชื่อว่าสำนักพงไพรมิมีทางยอมปล่อยให้ผู้ใดแตะต้องเจ้าเด็กผู้นี้เป็นแน่” หั่วพั่วจุนอธิบายอย่างเยือกเย็น
“บัดซบยิ่งนัก เจ้าเด็กนี่เป็นปีศาจหรืออย่างไรช่างเถอะ จากที่เจ้าเอ่ยออกมาทั้งหมด ต่อให้พวกเราตระกูลหั่วมิลงมือด้วยตนเองมันก็ยังคงต้องตกตายอยู่ดี พรสวรรค์ของมันโดดเด่นจนเกินไปล้วนเป็นภัยต่อความมั่นคงของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นข้ามิเชื่อว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะนั่งมองสำนักพงไพรเติบโตเช่นนี้” หั่วเจิ้นแค่นเสียงหัวเราะ
“เช่นนั้นเรื่องของดินแดนเทพพฤกษาท่านพ่อคิดว่าพวกเราควรทำเช่นไรในเวลานี้” หั่วพั่วจุนเอ่ยถามหยั่งเชิง
“นำตัวเฟยเอ๋อกลับมารักษาตัวทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุดส่วนเรื่องสมุนไพรวิเศษให้ทำการเจรจากับสำนักพงไพรต่อให้ต้องแลกด้วยสมบัติวิเศษระดับสวรรค์ก็ต้องแลกไป หากตระกูลหั่วสูญเสียฐานะของการเป็นตระกูลรับใช้ละก็จะต้องกลายเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเราทั้งหมดเป็นแน่” หั่วเจิ้งตอบกลับ
“ข้าจะส่งสาส์นไปยังท่านผู้อาวุโสตามนี้อย่างไรก็ตาม หากสำนักพงไพรไม่ยินดีแลกเปลี่ยนเล่าอย่าลืมว่าพวกมันเองก็ร่ำรวยและมีสมบัติจำนวนมากและทรัพยากรที่มีคุณค่าสำหรับพวกมันมากที่สุดก็คือสมุนไพรวิเศษพวกนั้นพวกมันจะยินยอมแลกเปลี่ยนหรือ” หั่วพั่วจุนเอ่ยถึงความกังวลของมัน
“นี่นับว่ามีความเป็นไปได้เช่นนั้นเราก็ต้องเพิ่มความได้เปรียบในการต่อรองสักหน่อย” สีหน้าของหั่วเจิ้งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “นี่คือแหวนเทพอัสนี สมบัติระดับชั้นบรรพกาลที่ข้าได้รับมาจากการสำรวจห้วงมิติเทพอัสนีเมื่อหลายสิบปีก่อนเดิมทีข้าตั้งใจจะใช้มันเป็นอาวุธสู้กับฟางเจี่ยลื่อในอนาคตทว่าหากตระกูลหั่วต้องสูญเสียสถานะของตระกูลรับใช้อย่าว่าแต่ใช้สู้กับฟางเจี่ยลื่อเลยพวกเราคงมิมีโอกาสยืนต่อหน้ามันอีกต่อไปด้วยซ้ำ ดังนั้นก็นำมันไปใช้เถอะ”
หั่วพั่วจุนตกตะลึงทันที “ท่านพ่อ นี่ ข้าคิดว่ามันออกจะมากเกินไป”
“มากเกินไปอันใด เจ้าคิดว่าสมบัติระดับสวรรค์จะมากเพียงพอสำหรับดึงดูดความสนใจของสำนักพงไพรงั้นรึเจ้าคิดว่าสำนักพงไพรมีสมบัติมากมายมหาศาลเพียงใดหากต้องการให้พวกมันยินยอมแลกเปลี่ยนสมุนไพรวิเศษที่หาได้ยากเหล่านั้นก็มีแต่ต้องลงทุนเช่นนี้เท่านั้น” หั่วเจิ้งถอนหายใจ มันรู้สึกว่าลำไส้ของมันได้กลายเป็นสีเขียว
นับว่ายังดีอยู่บ้างเล็กน้อยตรงที่แหวนเทพอัสนีอยู่ในสภาพที่ถูกผนึกโบราณบางส่วนเกาะกุมอยู่จึงทำให้ไม่อาจใช้ศักยภาพของมันได้อย่างเต็มกำลังแม้มันจะเป็นสมบัติระดับบรรพกาลทว่าการใช้งานจริงในตอนนี้ก็อยู่ในขั้นเดียวกับสมบัติระดับสวรรค์เท่านั้นนั่นจึงทำให้มันพอปลอบใจตัวเองได้บ้างเล็กน้อย
แม้จะยังไม่สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่แต่มันเชื่อว่าสำนักพงไพรจะต้องยินยอมรับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้นั่นเพราะสมบัติระดับบรรพกาลบนโลกใบนี้มีน้อยเป็นอย่างยิ่งทุกชิ้นล้วนมีคุณค่ายากจะบรรยายถึงต่อให้สำนักพงไพรร่ำรวยเพียงใดก็ไม่อาจต่อต้านความเย้ายวนของสมบัติระดับนี้ได้
สาส์นของตระกูลหั่วถูกส่งมาถึงมือของจวินเม่ยอย่างรวดเร็วนางถอนหายใจรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเล็กน้อยนับว่าเป็นโชคดีของสำนักพงไพรที่ตระกูลหั่วเลือกปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากพวกมันกลัวที่จะต้องสูญเสียสถานะของตนเองเรื่องนี้ส่งผลให้โอกาสเกิดสงครามระหว่างดินแดนเทพพฤกษาและตระกูลศักดิ์สิทธิ์ลดน้อยลงไปชั่วคราว
แหวนเทพอัสนีมิใช่สิ่งที่สำนักพงไพรจะตอบปฏิเสธได้ดังที่หั่วเจิ้งคาดเดาทว่าขณะเดียวกันจวินเม่ยก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดอย่างรอบคอบถึงการแลกเปลี่ยนครานี้นั่นเพราะสมุนไพรเหล่านี้จะถูกนำไปช่วยเหลืออัจฉริยะรุ่นใหม่ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในการหล่อหลอมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งใดก็คือสิ่งที่เหมือนกับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ทว่าจะเป็นวิญญาณประเภทใดก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เช่นบางคนให้กำเนิดวิญญาณพิษศักดิ์สิทธิ์ บางคนให้กำเนิดวิญญาณอัสนีศักดิ์สิทธิ์
ความกังวลครั้งนี้ทำให้นางต้องปรึกษากับเซี่ยหยางอย่างจริงจังนั่นเพราะการที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์สามารถให้กำเนิดอัจฉริยะที่หล่อหลอมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อยถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างแท้จริงอาจทำให้อำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในอนาคตทวีความยิ่งใหญ่มากขึ้นอีกระดับ
ทว่าเซี่ยหยางกลับมิได้แสดงท่าทีกังวลมากนัก“เจ้าคิดมากเกินไปแล้วอัจฉริยะทั้งสามของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นข้าล้วนรู้จักและมีข้อมูลของพวกมันทั้งหมดพวกมันได้ก้าวเข้าสู่ช่วงให้กำเนิดวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แล้วไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องทำสำเร็จ อาจจะในห้าปี สิบปี หรือยี่สิบปีอย่างไรก็ตามผลลัพธ์ได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะมิมีทางล้มเหลวอย่างแน่นอน”
“ตามความเห็นของข้าความต้องการนี้เป็นผลกระทบจากการเมืองภายในของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เอง หากผู้ใดสามารถหล่อหลอมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ก่อนอำนาจและอิทธิพลของมันก็จะทะยานขึ้นในขณะที่คนอื่นๆต้องกลายเป็นฝ่ายตามหลังเท่านั้น กล่าวคือเรื่องนี้มิได้ส่งผลกระทบต่อฝ่ายเราเท่าที่เจ้ากังวล”
จวินเม่ยครุ่นคิดเล็กน้อยคำพูดของเซี่ยหยางนับว่ามีเหตุผลอย่างไรเซี่ยหยางก็มีความคุ้นเคยต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดีย่อมไม่เอ่ยออกมาส่งๆ
“ในเมื่อไหนๆพวกมันก็จะทำสำเร็จ มิอาจสกัดขัดขวางได้ก็มิสู้ใช้ประโยชน์จากพวกมัน ข้อเสนอที่พวกมันให้มานับว่าไม่เลวแล้วเพียงแต่ยังไม่ถึงขีดสุดของพวกมันเป็นแน่ เจ้าควรสร้างข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเป็นทรัพยากรที่พวกมันมีแต่พวกเราหาได้ยากเช่นแร่ธาตุอัสนีบริสุทธิ์ของพวกนั้นจะช่วยให้สำนักของเจ้าพัฒนาได้มากขึ้นในอนาคต”
“ขณะเดียวกันการส่งเสริมครั้งนี้ก็นับว่าเป็นดาบสองคมที่ร้ายกาจเจ้าส่งเสริมหนึ่งในสามให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกสองคนย่อมมิยินยอมพ่ายแพ้เช่นนี้หากเป็นไปได้ด้วยดีก็อาจจะเกิดศึกภายในระหว่างพวกมันทั้งสามกลายเป็นผลดีต่อพวกเราในระยะยาวเช่นกัน”
เซี่ยหยางสมกับที่ต่อสู้กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์มานานหลายปีข้อมูลและแนวคิดของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ล้วนอยู่ในความคิดของมันทั้งหมดดังนั้นจึงสามารถคาดเดาเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้แม่นยำยิ่ง
“เช่นนั้นก็ตกลง ข้าจะส่งมอบสมุนไพรเหล่านี้ให้แก่ตระกูลหั่ว” จวินเม่ยถอนหายใจออกมานางยอมรับว่าเรื่องนี้หากอาศัยนางเพียงลำพังคงไม่อาจตัดสินใจได้ต้องขอบคุณความรู้และประสบการณ์ของเซี่ยหยางที่มีต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
เซี่ยหยางครุ่นคิดเล็กน้อย “อันที่จริงข้ามีความกังวลบางอย่างตระกูลหั่วนั้นหลังจากสิ้นสุดการเจรจาครานี้ก็นับว่าตัดขาดจากดินแดนเทพพฤกษาอย่างถาวรแล้วทว่าฟางเจี่ยลื่อยังอยู่ที่ดินแดนนี้หากข้าอยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อมคงไม่คิดอันใดมากแต่ตอนนี้ข้ารู้สึกคล้ายกับว่ามันกำลังวางแผนทำบางสิ่งบางอย่างเอาไว้”
“ที่สำคัญก็คือข้อมูลของศิษย์ข้าในเวลานี้อยู่ในมือของฟางเจี่ยลื่อเช่นกันหากมันต้องการชักจูงความสนใจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็นับว่าทำได้โดยง่ายแต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์กลับเงียบเชียบจนเกินไปนี่นับว่าแปลกและเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลไม่น้อย” เซี่ยหยางขมวดคิ้ว แม้ว่าเรื่องวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์จะยังไม่ถูกเปิดเผยทว่าพรสวรรค์อันโดดเด่นของซ่งไป่หลางนั้นสมควรล่วงรู้ถึงหูของตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้วเป็นแน่
สำหรับตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้วสำนักพงไพรและดินแดนเทพพฤกษาก็เป็นดั่งหนามแหลมการที่พวกมันยังไม่คิดทำลายล้างสำนักพงไพรแน่นอนว่าเพราะหวั่นเกรงผลลัพธ์จากการปะทะกับผู้อาวุโสรั่วอย่างไรก็ตามหากสำนักพงไพรรุ่งโรจน์ขึ้นในอนาคตย่อมกลายเป็นภัยคุกคามอันร้ายแรงสำหรับตระกูลศักดิ์สิทธิ์อย่างมิต้องสงสัย
ตามที่เซี่ยหยางรู้ ช่วงเวลาเช่นนี้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์สมควรเคลื่อนไหวและมีแผนการบางสิ่งอยู่ในใจแล้วบางทีพวกมันอาจต้องการเก็บข้อมูลของซ่งไป่หลางให้มากขึ้น และด้วยความทะเยอทะยานของพวกมันไม่แน่ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์อาจจะต้องการดึงซ่งไป่หลางผู้มีพรสวรรค์ในฐานะผู้ปรุงโอสถไปเป็นฝ่ายเดียวกับพวกมันนี่คือสิ่งที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก
แน่นอนว่าจะต้องเป็นกรณีที่พวกมันยังไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของตนเองและซ่งไป่หลางมิเช่นนั้นหากรู้ว่าซ่งไป่หลางมีความเกี่ยวข้องกับมารเซี่ย เกรงว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะต้องทุ่มเททุกสิ่งเพื่อกำจัดซ่งไป่หลางทิ้งโดยเร็วอย่างแน่นอน
อีกความเป็นไปได้หนึ่งก็คือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้วางแผนที่จะกำจัดซ่งไป่หลางแต่ไม่อาจลงมืออย่างอุกอาจโดยเฉพาะภายในดินแดนเทพพฤกษา เซี่ยหยางรู้สึกเคร่งเครียดเล็กน้อย
‘ยังดีที่ไป่หลางได้รับหน้ากากเงาทมิฬมาจากจวินเม่ยดูเหมือนว่าในอนาคตหากต้องเดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงๆคงต้องใช้วิธีปลอมแปลงปิดบังตัวตนเอาไว้สักหน่อยแล้ว’
หน้ากากเงาทมิฬนั้นเป็นสมบัติระดับสวรรค์ของอดีตจักรพรรดิเงาของชิ้นนี้ทำให้แม้แต่สำนักพงไพรยังต้องประสบกับความยากลำบากในการตามล่าโจรที่มีพลังขั้นจักรพรรดิปฐพีผู้หนึ่งตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิเคยพบเจอซ่งไป่หลางต่อหน้า ทั้งยังไม่เคยสัมผัสถึงพลังของมันโดยตรงหากต้องการติดตามตัวซ่งไป่หลางที่อยู่ในสภาพปลอมตัวก็ยากที่จะแยกแยะได้