หลังจัดการธุระกับหลินเป่ยเฟิงเรียบร้อย หานเซินก็เล่าเรื่องราวชีวิตรันทดในฐานพักพิงเกราะเหล็กฉบับรวบรัดให้จางตันเฟิงฟัง เขาพยายามเลี่ยงไม่เอ่ยถึงหานห่าวมากนัก เพราะรู้ดีว่าถ้าเพื่อนคนนี้รู้เรื่องทั้งหมด คงไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่าย ๆ เพราะในสายตาของจางตันเฟิง หานห่าวยังคงเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก โตมาด้วยกันเหมือนพี่น้อง วีรกรรมแล้งน้ำใจของหานห่าวจึงเป็นสิ่งที่คนตรงไปตรงมาอย่างจางตันเฟิงยากจะยอมรับได้
.
.
ระหว่างทางไปสถานีรถไฟฟ้า หานเซินเริ่มคิดทบทวนถึงแผนการสำรวจหนองน้ำมืด สถานที่ซึ่งแทบไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้ …ถ้าเขตอันตรายนั่นมีสัตว์อสูรหายากให้ล่าหรือว่ามีรังอสูรให้ขโมยกินไข่ ไม่ว่าเป็นตัวอะไรก็น่าลองเสี่ยง… ต่อให้เป้าหมายหลักในภารกิจจะไม่ใช่การตามหา ‘ลูกศรวิญญาณอสูร’ หานเซินก็ยังตั้งใจแน่วแน่จะว่าไปสำรวจสักครั้งอยู่ดี ด้วยปีกระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์–วิญญาณอสูรมังกรเกล็ดม่วงที่เขามี หานเซินคิดว่าหนองน้ำมืดที่คนอื่นหวาดกลัวกันนัก น่าจะเป็นแค่ทริปเดินป่าสบาย ๆ สำหรับเขา
ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงไฟฟ้าช็อตดังขึ้นรอบตัว หลอดไฟทั่วบริเวณกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของใครหลายคน
หานเซินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งตกลงมาจากท้องฟ้าคล้ายดาวตก เมื่อดูจากตำแหน่งและการเคลื่อนที่ จุดที่มันกำลังจะปะทะในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าคือบริเวณใกล้เคียงกับที่ที่เขายืนอยู่!
“เตือนภัย…เตือนภัย…มีวัตถุไม่ทราบที่มาบุกเข้ามา…เตือนภัย…เตือนภัย…”
*บึ้ม*
เสียงเตือนจากระบบป้องกันภัยของดาวดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนที่เสียงระเบิดดังสนั่นจะตามมา กระแสไฟฟ้าทั้งเมืองถูกตัดขาด พื้นที่ในรัศมีหลายกิโลเมตรตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงจุดเดียวที่มีแสงสว่าง คือตึกที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล…จุดที่วัตถุปริศนาพุ่งชน
หานเซินหันไปมอง ตอนนี้ตึกเคราะห์ร้ายอยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างหนัก ผนังตึกบางส่วนถล่มหายไปและเกิดรอยร้าวน่ากลัวจากการถูกชนปะทะอย่างรุนแรง
ท่ามกลางความโกลาหล หานเซินสังเกตเห็นยานบินทรงกลมรูปร่างแปลกประหลาดที่มากกว่าครึ่งฝังเข้าไปในตัวตึก อีกส่วนเล็ก ๆ โผล่ออกมาด้านนอก บริเวณนั้นเกิดเพลิงไหม้รุนแรง กลุ่มควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผู้คนมากมายกรีดร้องเสียงดังและพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน สถานที่เกิดเหตุอยู่ในย่านการศึกษา และตึกที่ถูกชนคืออาคารเรียนหลักของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ อายุราวสิบขวบจำนวนมากถูกคุณครูพาวิ่งหนีออกมา ทุกคนตัวสั่น น้ำตานองหน้าด้วยความตื่นตกใจ
โรงเรียนนี้แม้เป็นโรงเรียนที่มีระบบการศึกษาครบวงจร แต่เห็นชัดว่าระบบจัดการความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติ/เหตุฉุกเฉินยังไม่ดีพอ ผ่านไปหลายนาทีหลังมีเหตุระทึกขวัญเกิดขึ้นก็ยังไม่มีหน่วยกู้ภัยจากส่วนใดมาถึงเลย ยิ่งกว่านั้นไฟฟ้าที่ถูกตัดขาดทำให้ระบบดับเพลิงอัตโนมัติของเมืองหยุดทำงาน เพราะความมืดกลืนกินทุกอย่าง แสงโชติช่วงจากเปลวไฟที่โหมไหม้อยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงกลายเป็นจุดสนใจหลัก…และกำลังบีบหัวใจผู้คนอย่างรุนแรง
หานเซินใจหายวาบเมื่อตระหนักได้ว่าวัตถุทรงกลมเกลี้ยงเกลาที่พุ่งชนตึกของโรงเรียนคืออะไร เขาหรี่ตาลงพยายามเพ่งมองอย่างระมัดระวัง ใจเต้นโครมครามเพราะความหวาดหวั่น…
‘มันคือยานบิน ไม่ผิดแน่!’
…และยานบินรูปทรงแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้าง!
มีเพียงเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้นที่ใช้พาหนะรูปร่างลักษณะอย่างที่เห็น— ‘เผ่าชูร่า’ ศัตรูที่แท้จริงของมนุษย์ในยุคท่องอวกาศ
‘ชูร่า’ เป็นชื่อที่มนุษย์ใช้เรียกสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเผ่าพันธุ์นี้ มนุษย์ยุคบุกเบิกไม่สามารถออกเสียงชื่อดั้งเดิมของชูร่าได้ เพราะความถี่ของช่วงคลื่นเสียงในภาษาชูร่าซับซ้อนเกินกว่าที่หูมนุษย์จะแยกแยะและทำความเข้าใจ อีกทั้งการออกเสียงภาษาชูร่าด้วยกายภาพของกล่องเสียงมนุษย์ก็ไม่อาจเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม เค้าโครงร่างกายของชูร่ากลับมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์มาก–ยืนสองขา หลังตรง มีสองแขน ไร้หาง ผิวหนังหุ้มกระดูก สัดส่วนของสมองมีขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีจุดแตกต่างที่ทำให้สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนนั่นคือ ส่วนหัวที่มี ‘เขา’ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ชูร่า โดยชูร่าเพศผู้ หรือเรียกว่า ชูร่าชาย จะมีเขาเดี่ยวตรงกลางหน้าผาก ส่วนชูร่าเพศเมียหรือ ชูร่าหญิง จะมีเขาคู่เล็ก ๆ ข้างศีรษะสองด้าน นอกจากนี้ไม่ว่าชูร่าชายหรือหญิง ทุกตนจะสวมหน้ากากปกปิดใบหน้า
หน้ากากที่ว่านี้ไม่ใช่สิ่งฉาบฉวยเป็นแฟชั่นเหมือนมนุษย์ในสหพันธ์ดวงดาว หรือเป็นเพียงการทำตามวัฒนธรรมความเชื่อ แต่คล้ายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาใช้ติดตัวมาตั้งแต่ยังเล็ก และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงตัวตนของแต่ละบุคคลอีกด้วย
มนุษย์และชูร่าทำสงครามกันมายาวนานหลายศตวรรษ ในช่วงแรกมนุษย์เสียเปรียบอย่างหนัก เพราะชูร่ามีร่างกายแข็งแกร่งกว่าอย่างที่มนุษย์เทียบไม่ติด แถมเทคโนโลยียังล้ำหน้าไปก้าวหนึ่ง ส่งผลให้มนุษย์เป็นฝ่ายปราชัยอย่างต่อเนื่องในแทบทุกสมรภูมิ
จนกระทั่งสองร้อยปีก่อน ความสำเร็จของเทคโนโลยีเทเลพอร์ตทำให้มนุษย์ค้นพบสิ่งที่สามารถเปลี่ยนชะตา —‘ก็อดแซงก์ทัวรี’ โลกใหม่ที่มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวจีโนพอยต์เพื่อปรับปรุงยีนของตัวเอง ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มต่อกรกับชูร่าได้ ในที่สุดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ก็เริ่มทัดเทียม ทุกศึกสูสี …แต่ก็แลกมากับช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายจากภัยสงครามที่ยืดเยื้อออกไป
สงครามของทั้งสองฝ่ายดำเนินต่อและยังคงต่อเนื่องมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น หลายดวงดาวในสหพันธ์ปั่นป่วน มนุษย์หลายพันล้านได้รับผลกระทบโดยเฉพาะเหล่าดวงดาวที่อยู่ในแนวหน้า บางดาวต้องอพยพผู้อยู่อาศัยทั้งหมดเพื่อหนีตายและเปิดพื้นที่ให้กองทัพใช้ประจำการ
ทว่า ที่นี่คือ ‘ดาวลูก้า’ ดาวเคราะห์เชิงพาณิชย์ เป็นที่รู้จักในฐานะดวงดาวที่โดดเด่นเรื่อง ‘ศูนย์การค้าและแหล่งช็อปปิง’ แม้ดาวลูก้าจะไม่ได้อยู่ใกล้ส่วนใจกลางของเขตแดนสหพันธ์ดวงดาวมากนัก แต่ก็ห่างจากแนวรบที่อยู่รอบนอกมากโข การที่จู่ ๆ มียานชูร่าบุกเข้ามาจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด
ตั้งแต่เด็กจนโต หานเซินเคยเห็นเผ่าชูร่ากับยานบินของพวกเขาแค่จากในข่าวกับสื่อออนไลน์เท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้เห็นของจริงกับตา แต่ก็เป็นรูปแบบที่เด็กหนุ่มไม่นึกอยากเห็นเลยสักนิด
ขณะที่จับจ้องยานบินของชูร่า หานเซินก็สังเกตเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อายุประมาณเจ็ดถึงแปดขวบคนหนึ่ง ร่างของเด็กห้อยต่องแต่งอยู่กับส่วนที่น่าจะเคยเป็นพื้นอาคารเรียนที่ถูกชนจนผนังปูนและพื้นบางส่วนถล่มไป ชุดของเธอเกี่ยวติดอยู่กับเหล็กเส้นที่ยื่นออกมาจากคานที่พัง มือเล็ก ๆ ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและฝุ่นพยายามเกาะคานไว้เพื่อดึงตัวเองขึ้น แต่แรงของเด็กน้อยกลับมีไม่มากพอ ตอนนี้ผ้าของชุดในจุดที่ถูกเหล็กเกี่ยวก็เริ่มฉีกขาดแล้ว ขืนยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ร่างเล็ก ๆ คงจะร่วงลงมากระแทกพื้น…
เด็กหญิงพยายามยื้อไว้สุดแรง ใบหน้าเปื้อนน้ำตา แต่ดูเหมือนตอนนี้ร่างกายแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว ขณะเดียวกันไฟที่ไหม้อยู่บริเวณรอบตัวเธอก็ยังคงโหมกระหน่ำ ไม่มีทางให้หนีไปไหนได้เลย ยิ่งกว่านั้นเด็กน้อยไม่รู้เลยว่าความช่วยเหลือจะมาถึงหรือไม่และเมื่อไหร่
ท่ามกลางความสิ้นหวัง จู่ ๆ เด็กหญิงก็เห็นประตูยานบินทรงกลมเปิดออก ร่างของชูร่าชายก้าวออกมา ร่างกายสวมชุดมิดชิด ใบหน้าของเขาอยู่ภายใต้หน้ากากที่ดูเหมือนทำจากกระดูกขาวแกะสลักลวดลายประณีต มีเพียงดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชาเท่านั้นที่พอจะสังเกตอารมณ์ได้…
หานเซินเองก็เห็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ตนนั้นเช่นกัน เขาสีทองมันวาวที่งอกออกจากหน้าผากให้ความรู้สึกลึกลับและสูงส่ง เห็นเพียงแวบเดียว เขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ชูร่าทั่ว ๆ ไปแน่
ว่ากันว่าหน้ากากของชูร่าแต่ละตนนั้นจะมีลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งลวดลายเหล่านี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันด้วย อันที่จริงหานเซินไม่ค่อยรู้เรื่องราวพวกนี้นัก แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เขามั่นใจว่าฝ่ายนั้นไม่ใช่ชูร่าสามัญธรรมดาก็คือ ‘ลักษณะของเขาที่งอกออกมา’
ในวัฒนธรรมของชูร่า เขาเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะ โดยแบ่งตามสีที่แตกต่าง ได้แก่ เขาสีดำ–สำหรับพลเรือนทั่วไป เขาสีขาว–สำหรับชนชั้นสูง เขาสีทอง–คือระดับขุนนาง และเขาสีม่วง–แสดงถึงสายเลือดแห่งราชวงศ์ ชูร่าตนนั้นจึงไม่ใช่ชูร่าธรรมดา แต่เป็น ‘ชูร่าขุนนาง’
ชูร่าขุนนางถือดาบยาวสีดำสนิท ร่างกายสูงใหญ่สวมเกราะที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและมีเลือดสีเขียวเข้มไหลซึมออกมาหลายจุด ดูจากการเคลื่อนไหวเหมือนว่าจะบาดเจ็บสาหัส
…เด็กหญิงมองผู้มาใหม่ตาเบิกค้าง ร่างเล็กสั่นเทาแต่มือยังคงยึดเกาะไว้ ชูร่าชายใช้ดวงตาแสนเยือกเย็นจ้องตอบกลับ วินาทีต่อมาดาบสีดำก็ถูกยกขึ้น ขายาวก้าวเข้ามาใกล้ ใบดาบตวัดเข้าใส่ลำคอของเธอทันที…
หานเซินไม่รอช้า เขาเรียกวิญญาณอสูรด้วงทมิฬ นักฆ่ากระหายเลือด และปีกมังกรเกล็ดม่วงมาใช้แล้วกระโจนออกไป ร่างเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นเซนทอร์ตัวใหญ่ในเกราะสีทองอร่ามตั้งแต่หัวจรดเท้า ปีกกว้างกระพือขึ้นลงส่งร่างทะยานไปบนท้องฟ้า แค่พริบตาเดียวก็พุ่งถึงจุดเกิดเหตุ
เซนทอร์หานเซินใช้มือข้างหนึ่งรับดาบของชูร่าที่ฟันลงมา ส่วนอีกข้างคว้าร่างเด็กหญิงเข้ามาไว้ในอ้อมกอดได้อย่างเฉียดฉิว
ทว่า…ใบมีดคมกริบบาดเข้าไปในฝ่ามือสีทองจนเป็นแผล เลือดสีแดงสดไหลหยดตามแนวคมดาบ
.
.
.