กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 42 คนชั่วครองเมือง

    หนึ่งเดือนหลังทัพพม่าถอยกลับ…

    ภายในเรือนของพระยาสวรรคโลก เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงหัวเราะ

    เหล่าทหารคนสนิทของภูผากำลังช่วยกันบดสมุนไพร ตากยา และห่อยาสมุนไพรสูตรของภูผา อย่างขะมักเขม้น หลังจากยาสมุนไพรจำนวนมากถูกใช้ไปในศึกใหญ่ที่ผ่านมา

    ด้านหน้าเรือน…

    หมูหันทั้งตัวสีทองอร่ามกำลังหมุนอยู่เหนือเตาถ่าน ไฟอ่อนๆ หมูหัน ย่างไฟทั้งตัว ที่ข้างนอกกรอบ ข้างในชุ่มฉ่ำ

    ภูผายืนใช้แปรงทาน้ำปรุงด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังตีอาวุธล้ำค่าอยู่

    จนหมื่นพันอดแซวไม่ได้

    “ถ้าพี่ไม่ได้เป็นนักรบ ข้าว่าคงได้เป็นพ่อครัวหลวงแน่!”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลาน

    แม้ผ่านสงครามนองเลือดมา แต่บรรยากาศวันนี้กลับอบอุ่นราวครอบครัว

    เรือนแก้วยกถาดน้ำชามาวาง พลางมองภูผาแล้วยิ้มบางๆ กระซิบหนักๆ คำนึงว่า

    “ปลาตัวใหญ่ ย่างทั้งตัว จะคล้ายอย่างนี้ไหม”

    ภูผาได้ยิน อมยิ้ม แล้วพยักหน้า

    ทองขาวเองก็นั่งลับมีดอยู่เงียบๆ ข้างเจี่ยวเจี่ยว

    ท่านพระยา มองภาพตรงหน้า ก่อนถอนหายใจเบาๆ

    “แบบนี้…ก็ดีเหมือนกัน”

    แต่แล้ว…

    เสียงม้าศึกดังสนั่นหน้าจวน

    ตึก! ตึก! ตึก!

    รอยยิ้มของทุกคนค่อยๆ จางหาย

    ทหารจากวังหลวงหลายสิบนายเดินเข้ามา พร้อมราชโองการผืนใหญ่

    พระยาสวรรคโลกมีสีหน้าเคร่งเครียดทันที

    หัวหน้าทหารคลี่ประกาศเสียงดัง

    “มีพระบรมราชโองการ!”

    ทุกคนรีบคุกเข่าลง

    “ด้วยความชอบในศึกครั้งนี้ ทัพวังหลวงทุกนายความดี ความชอบ เห็นเป็นที่ประจักษ์ ทหารทุกนาย เลื่อนขั้นสองตำแหน่ง!”

    เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ

    “ทัพพระยาตาก เลื่อนขั้นหนึ่งตำแหน่ง!”

    “อื่นๆนอกจากนี้ ล้วนเลื่อนตำแหน่งครึ่งขั้น”

    แต่หลังจากนั้น…

    น้ำเสียงของหัวหน้าทหารกลับเย็นเยียบลง

    “ส่วนหลวงภูผา…และพวก”

    ทั้งลานเงียบกริบ

    “มีรายงานแอบอ้างความดีความชอบ ว่าเป็นผู้ลอบทำร้ายพระเจ้าอลองพญา อันอาจก่อปัญหาระหว่างแผ่นดิน จึงให้ปลดจากตำแหน่ง ริบทรัพย์สินทั้งหมด และตัดเบี้ยหวัดตั้งแต่บัดนี้!”

    เงียบ…

    ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ

    หมื่นพันลุกพรวดขึ้นทันที

    “เหลวไหล! พวกข้าเห็นกับตาว่า—”

    “พัน!”

    ทองขาวรีบคว้าแขนเอาไว้

    ใบหน้าของเรือนแก้วซีดเผือด

    กำมือแน่นจนสั่น

    ส่วนภูผา…

    กลับนิ่ง เขารับฟังอย่างสุขุม

    เขาเพียงมองหมูหันที่กำลังไหม้เกรียมไปด้านหนึ่ง ก่อนหัวเราะเบาๆ

    “ดูท่าวันนี้ ข้าคงกินไม่อร่อยแล้ว”

    คำพูดเรียบง่ายนั้น

    กลับทำให้หลายคนยิ่งเจ็บในใจ

    พระยาสวรรคโลกกำหมัดแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความอัดอั้น

    แต่สุดท้ายก็ ไม่อาจกล่าววาจาใดได้ เพียงคิดในใจ

    “บางครั้ง…คนที่มีความดีความชอบมากเกินไป ก็มักทำให้ใครบางคนหวาดกลัว”

    คืนนั้น…

    ทรัพย์สินทุกอย่างของภูผาถูกยึด ทั้งชุดทหาร ดาบประจำตำแหน่ง ที่ยังคงสภาพเดิม เพราะไม่เคยใช้เลย

    บ้านพักถูกปิดผนึก

    ตำแหน่งถูกถอดถอน

    และหลังจากคืนนั้น

    ภูผากับพรรคพวกทั้งหมดก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย…

    ภายในเมืองพิชัย กลับเต็มไปด้วยงานสมโภชที่ยิ่งใหญ่

    เสียงดนตรีและสุราดังตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน

    ขุนนางหลายคนหัวเราะร่าราวกับไม่เคยมีสงครามเกิดขึ้น

    งานเลี้ยงใหญ่นี้จัดขึ้นถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน  ทหารหัวเมืองต่างๆ ทยอยถอนกำลังกลับกัน

    แต่ในขณะที่ผู้คนในเมืองกำลังเฉลิมฉลอง…

    หารู้ไม่ว่า  เพทภัยใหญ่ กำลังจะมาถึง ในไม่ช้านี้……

     

    ลึกเข้าไปในหุบเขาลับแห่งหนึ่ง

    กลับมีกองกำลังติดอาวุธจำนวนมากกำลังตั้งวงกินเลี้ยงอย่างครึกครื้น

    ฐานทัพลับของภูผา

    กองไฟหลายสิบกองถูกจุดสว่างทั่วลาน

    กลิ่นเนื้อย่างและสุราลอยอบอวล

    ภูผายืนอยู่หน้าเหล่าทหาร ก่อนโยนถุงเงิน หลายสิบถุงลงบนโต๊ะไม้

    ตุบ!

    “เงินพวกนี้…คือทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากกองทัพพม่า!”

    เสียงเฮดังลั่นทันที

    ภูผายิ้ม

    “ขอคนอาสาหน่อย ช่วยนับ และแบ่งออกเป็นกองเท่าๆ กันนะ ร้อยสิบกอง”

    “แบ่งให้ทุกคนเท่าๆ กัน ไม่มีใครอด!”

    เหล่าทหารต่างมองหน้ากันด้วยความตื้นตัน

    แม้พวกเขาจะถูกลืมจากวังหลวง

    แต่ที่นี่…กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกเหมือนครอบครัว

    พวกเขาเห็นแล้ว นี่มันมากกว่าที่ ควรจะได้รับมากนัก

    ภูผามองทุกคน ก่อนพูดต่อ

    “พระยาสวรรคโลกไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา”

    ทั้งลานเงียบลงทันที

    “ท่านยังให้พวกเรารักษากองกำลังนี้ไว้…แต่ต้องเป็นความลับ”

    แววตาของทหารทุกคนเปลี่ยนไปทันที

    จากความคับแค้น…กลายเป็นความฮึกเหิม

    “ต่อจากนี้ พวกเราไม่ใช่ทหารของใครอีก เราจะเป็นกองกำลังของแผ่นดิน เป็นของคนทุกคน 

    ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานี้”

    ภูผาหัวเราะบางๆ

    “แต่เป็นกองกำลัง ที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์”

    เสียงเฮดังสนั่นหุบเขา

    คืนนั้น งานเลี้ยงดำเนินไปจนดึกดื่น

    บางคนร้องเพลง

    บางคนดื่มสุรา

    บางคนนั่งเล่าเรื่องรบอย่างออกรส

    ใต้ท้องฟ้ายามค่ำ…

    ภูผากับเรือนแก้วนั่งมองดวงดาวอยู่ริมผาเงียบๆ

    สายลมเย็นพัดผ่านเบาๆ

    เรือนแก้วเอนศีรษะพิงไหล่เขา

    “เสียใจไหม…”

    ภูผามองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางฟ้ายามค่ำคืนอย่างเป็นใจ ก่อนยิ้มบาง

    “ของบางอย่าง…เสียไปก็เอาคืนได้”

    “แล้วถ้าเอาคืนไม่ได้ล่ะ?”

    ภูผาหันมามองนาง

    “อย่างน้อย ข้าก็ยังมีเจ้าอยู่ อย่างอื่นๆ ก็ไม่สำคัญแล้ว”

    ใบหน้าของเรือนแก้วแดงขึ้นทันที

    แต่ในอีกมุมหนึ่งของค่าย…

    ทองขาวกลับไม่มีช่วงเวลาโรแมนติกเช่นนั้น

    เพราะหมื่นพันกำลังนั่งเกาะแขนเขาไม่ปล่อย

    “พี่ทองขาว! เอามาให้ข้าดูหน่อยเถอะ!”

    “ไม่”

    “แค่นิดเดียว! น่านะ..”

    “ไม่ได้”

    “ข้าสาบานว่าจะไม่ทำเสียหายหรอก!”

    ทองขาวถอนหายใจยาว

    สิ่งที่หมื่นพันอยากดู

    คือของล้ำค่าที่ท่านอาจารย์อรชุนเพิ่งมอบให้เขา ก่อนหน้านี้

    อาวุธลับปริศนา…ที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้าดำแน่นหนา ในถุงย่ามนั้น

     

    เช้าวันต่อมา…

    ภูผาเรียกทุกคนมารวมตัว

    แผนที่เก่าแก่ผืนหนึ่งถูกคลี่ออกบนโต๊ะ

    “เป้าหมายต่อไปของพวกเรา…”

    ปลายนิ้วของเขาชี้ลงบนชื่อเมืองหนึ่ง

    “เมืองพิมาย”

    ทองขาวขมวดคิ้ว

    “ที่นั่นมีอะไร?”

    ภูผายิ้มช้าๆ

    “เหล็กวิเศษ”

    “เหล็กที่นำมาทำอาวุธแล้ว จะฟันข่ายอาคมดำให้พินาศแหลกลานไปได้”

    ทุกคนเงียบลงทันที

    “เหล็กน้ำพี้…”

    สายลมเย็นพัดผ่านลานค่าย

    และไม่มีใครรู้เลยว่า

    การเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขา

    กำลังจะนำไปสู่ความลับโบราณ ตำนานและยอดคน ที่คอยปกป้องรักษาสิ่งนั้นไว้

    ซึ่งถูกซ่อนมานานหลายร้อยปี…



     

    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน