ในเวลาเดียวกันที่แดนนรกเหล่าผู้นำของทั้งสิบตระกูลสายเลือดราชันแห่งเผ่าปีศาจได้มารวมตัวกัน ซึ่งจะประกอบไปด้วย ตระกูลมังกรปีศาจ(ซาน) ตระกูลปีศาจพยัคฆ์ดำ(ต้วน) ตระกูลปีศาจกลืนวิญญาณ(หม่า) ตระกูลเทพมารโลหิต(จาง) ตระกูลอสรพิษมาร(อี้) ตระกูลจิ้งจอกทมิฬสามเนตร(ซี) ตระกูลหิมะทมิฬ(หลิง) ตระกูลปีศาจเพลิง(ฟู่) ตระกูลยักษาคลั่ง(หวัง) และตระกูลปีศาจจันทรา(ตงฟาง)
"พวกเจ้าคงจะรับรู้ได้แล้วสินะว่าผนึกของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นถูกคลายแล้ว"ชายร่างกำยำนามซานจื่อกล่าวเปิดประเด็นเขาเป็นผู้นำของตระกูลปีศาจมังกรในตอนนี้
"ในเมื่อมันถูกปลดปล่อยแล้วก็แค่ผนึกมันใหม่หาใช่เรื่องยากเย็น"ชายหนุ่มร่างกายกำยำมีลวดลายเปลวเพลิงสีแดงนามฟู่จิน กล่าวราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
"เหอะๆพูดเหมือนง่าย เมื่อครั้งในอดีตบรรพชนและสมาชิกของพวกเราต้องตายเพราะเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นไปเกือบครึ่งกว่าจะผนึกมันได้ เจ้าคิดว่าพวกเราในตอนนี้มีกำลังมากพอที่จะสยบมันอย่างนั้นหรือ"ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสำอางมีหูและหางของจิ้งจอกสีดำกล่าวตั้งคำถาม เขามีนามว่า ซีอวี่เฉิน เป็นผู้นำของตระกูลจิ้งจอกทมิฬสามเนตร
"สยบได้หรือไม่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรรอช้า นอกจากพวกเราแล้วก็สมควรขอให้บรรพชนลงมือด้วย"ชายนามจางต้าไป๋ ผู้นำของตระกูลเทพมารโลหิตกล่าว ขึ้นทำให้ผู้นำคนอื่นๆพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
แต่ทว่าหม่าเย่เฟิงแห่งตระกูลปีศาจกลืนวิญญาณกลับหันไปทางหญิงสาวผมสีเงินผู้งดงามที่กำลังนั่งหลับตาแล้วกล่าวถามออกมาด้วยถ้อยคำสุภาพแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสเน่หายิ่ง
"ในฐานะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าปีศาจตอนนี้ ท่านตงฟางเซี่ยเอ่อร์ ไม่มีความคิดเห็นใดหน่อยหรือ" ใช่! หญิงที่มีนามว่าตงฟางเซี่ยเอ่อร์นี้นอกจากที่นางจะเป็นผู้นำตองเผ่าปีศาจจันทราแล้ว ยังเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในพิภพปีศาจ นอกจากนี้ยังควบตำแหน่งยอดหญิงงามที่ไม่มีใครเทียบได้ มันจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่เหล่าปีศาจชายหนุ่มล้วนแต่หมายปองนาง
"มันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้และฆ่ามันอยู่แล้ว ไฉนต้องคิดให้มันวุ่นวาย"ตงฟางเซี่ยเอ่อร์ลืมตาขึ้นมาทำให้เห็นดวงตาสีนิลกาฬที่สีตัดกับเส้นผมของนางอย่างเห็นได้ชัด เมื่อกล่าวจบนางก็ไม่รอช้าลุกขึ้นและทำการฉีกมิติทันทีเป้าหมายคือทะเลแห่งความโกลาหลในทวีประดับต่ำ
แน่นอนผู้นำตระกูลคนอื่นๆย่อมไม่มีใครกล้าโต้แย้งนาง เนื่องจากมหาเทพปีศาจจันทราผู้นี้ นับว่าขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจและไร้ปรานีเป็นที่สุด
ตัดกลับมาที่ลั่วอู่หลิน หลังจากที่เขาออกเดินทางมาเป็นเวลานาน ด้วยความเบื่อหน่ายตอนนี้เขาจึงหยุดพักที่ถ้ำแห่งนี้พร้อมกับย่างเนื้อกินเป็นอาหารอย่างสบายใจ
ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้ตัวเองได้ผ่อนคลายและไม่อยากที่จะกดดันตัวเองจนเกินไป เนื่องจากมันไม่เป็นผลดีกับตัวเขาเองเลยแม้แต่น้อยแถมยังอาจจะทำให้การบ่มเพาะช้าลงอีกด้วย
"นี่พี่สาว ท่านอยากฟื้นคืนชีพหรือไม่?"ขณะที่กำลังรอเนื้อสุกลั่วอู่หลินกล่าวถามออกไปซึ่งมันทำให้ไฉ่เยว่เอ่อร์ต้องออกมาด้านนอกและมองเขาด้วยความแปลกใจ
"น้องชายเจ้าไม่สบายหรือเปล่า อยู่ดีๆทำไมถึงถามเรื่องนี้กัน"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวถาม
ลั่วอู่หลินส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบางที่เผยออกมา "ข้าสบายดี แต่ที่ถามเช่นนี้นั่นเพราะหากข้าบ่มเพาะปราณหยินหยางได้สำเร็จ ข้ามั่นใจว่าจะสามารถคืนชีวิตให้ท่านได้"
ไฉ่เยว่เอ่อร์เมื่อได้ยินถึงกับผงะไป ก่อนจะกล่าวตอบ"ต้วข้าตอนนี้คือพลังของเจ้า เพราะฉนั้นก็สุดแล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ หากอยากคืนชีพข้าเจ้าก็ทำไป แต่หากไม่ การอยู่เช่นนี้ก็นับว่าไม่เลวเท่าไหร่และข้าก็เคยชินกับมันแล้ว"
"โอ้ หากเป็นเช่นนั้นท่านก็รอได้เลย เพราะข้าจะคืนชีพให้กับท่านยังไม่หมดเพียงเท่านั้นข้ายังจะสร้างร่างให้ปิงปิงอีกด้วย นางจะได้อยู่กับพี่น้องของนาง ส่วนท่านพี่สาว! ข้าไม่ได้อยากให้ท่านเป็นพลังแต่อยากให้ท่านเป็นครอบครัว"
เมื่อได้ยินคำกล่าวอย่างมุ่งมั่น ไฉ่เยว่เอ่อร์ถึงขั้นหน้าแดงระเรื้อ นางจะหนีกลับเข้าไปในทะเลแห่งจิตใจก่อนจะพูดทิ้งท้ายว่า "ข้าจะรอก็แล้วกัน"
ลั่วอู่หลินยิ้มเขาหยิบเอาเนื้อเข้าปากและกินมันจนหมดก่อนที่จะนั่งลงและหวนนึกถึงเมื่อครั้งตนเป็นเทพมังกรไร้สิ้นสุด ในตอนนั้นเขามีทักษะระดับเทวะมากมาย ในตอนนี้จึงอยากเลือกมันออกมาใช้สักสองถึงสามอย่าง
"ข้าควรเลือกทักษะที่มันสอดคล้องกับความเป็นหยินและหยาง......ทักษะแรกเอาเป็นทักษะหลอมหลวมสุริยันจันทราก็แล้วกัน"ลั่วอู่หลินกล่าว เขาไม่รอช้ารีบทำการฝึกฝนทันที
ทักษะนี้ในอดีตชาติเขาได้มาจากนิกายๆหนึ่งที่ฝึกฝนพลังแบบคู่ เป็นการผสานการโจมตีและทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงเหนือจินตนาการ แน่นอนตัวเขาที่มีทั้งหยินและหยางอยู่ในตัวแม้จะไม่ประสานการโจมตีกับใครก็สามารถสำแดงมันออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลั่วอู่หลินปลดปล่อยปราณหยินของอสรพิษหยกจันทราและปราณหยางของพฤกษาจรัสแสงออกมาจนทำให้มือข้างหนึ่งมีไอปราณสีดำอีกข้างหนึ่งมีไอปราณสีทอง เขาค่อยวาดมือช้าๆและประกบเข้าหากัน ผ่านไปสักพักพลังปราณที่สุดแสนจะขัดแย้งก็พลันหลอมรวมกันอย่างง่ายดายโดยมีจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ของพระพระเจ้าที่ลั่วอู่หลินใช้ได้เล็กน้อยเป็นตัวกลาง
ผ่านไปสักพักระหว่างฝ่ามือทั้งสองของเขาก็พลันมีมังกรเกล็ดสีขาวดำตัวเล็กเท่าฝ่ามือลอยอยู่ ลั่วอู่หลินไม่รอช้าปลดปล่อยมันออกจากถ้ำไปยังภูเขาที่สุดแสนจะว่างเปล่าเบื้องหน้า เสียงมังกรตัวขนาดเล็กขู่คำรามเมื่อมันพุ่งชนภูเขาก็พลันระเบิดและทำให้ภูเขาทั้งลูกหายไปกลายเป็นเเอ่งที่ทั้งลึกและมีขนาดใหญ่เข้ามาแทน
"โฮก!!"
"บูมมม!!!"
"แรงระเบิดนับว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่เวลาในการหลอมรวมสุริยันจันทรานั้นนานเกินไป ข้าต้องฝึกให้ชำนาญ"ลั่วอู่หลินกล่าวด้วยท่าทีมุ่งมั่น เขาเริ่มต้นฝึกทักษะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดการระเบิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนไปทั่วบริเวณ ถึงขนาดทำให้ภูมิทัศน์ของที่นี่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
โชคยังดีที่ลั่วอู่หลินอยู่ในเขตพื้นที่รกร้าง ไม่เช่นนั้นหากมีปีศาจอยู่บริเวณนี้ละก็พวกเขาคงคิดว่าวันนี้เป็นวันสิ้นโลกอย่างแน่นอน