บทที่ 16 เทพบุตรกับสาวงาม
ภายในห้องโถงบรรยากาศของสามสตรีและสองบุรุษเป็ไปอย่างเงียบสงบผิดคาดตรงที่จ้าวซินเยว่และจ้าวอี้หยางส่วนทำตามที่พิงจิ่งกงจูแนะนำอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยทำให้ทุกอย่างดูคลี่คลายขึ้นมาก
“จ้าวอี้หยางข้าถามเ้าหน่อยได้หรือไม่”เ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นเมื่อถูกผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในห้องเอ่ยถามขณะที่นางดำลังให้ช่างตัดชุดสตรีวัดตัว
“ถามอะไรหรือเ้าคะ”เสียงหวานถามกลับด้วยความสงสัย
“กับรุ่ยอ๋องรักกันได้อย่างไรหรือ” ใบหน้าสวยขึ้นสีทันที นางไม่คิดว่าจะมีใครถามแบบนี้อีกครั้งจึงทำให้นางรู้สึกเขิน ทั้งยังถามต่อหน้ารุ่ยอ๋อง
ดวงตาเรียวหันไปมองบุรุษในประเด็นก็พบกับรอยยิ้มมุมปากที่ส่งมาให้นางยิ่งทำให้นางเสียอาการจนเห็นได้ชัด
“ว่าอย่างไรเล่า” ผู้ใหญ่เร่งถามยิ่งทำให้ใบหน้าของนางเห่อร้อนขึ้นกว่าเดิมอย่างปิดบังไม่ได้อีกแล้ว
“ท่านอาถามเช่นนั้นนางจะตอบท่านอย่างไร ยิ่งถามต่อหน้าข้า”รุ่ยอ๋องเห็นเช่นนี้จึงเอ่ยปกป้องแต่แววตาที่มองจ้าวอี้หยางกลับยิ่งดูรักใคร่เอ็นดูจนทำให้บรรยากาศรอบข้างเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม
“งั้นถามเ้าเ้าสองคนไปรักกันได้ยังไง” อู่หงถิงเปลี่ยนเป้าหมายเป็รุ่ยอ๋องแทนทั้งรอยยิ้มที่ดูทั้งเ้าเล่ห์และเอ็นดูพลอยทำให้รุ่ยอ๋องลำบากใจร่างสูงมองสตรีของตนก่อนจะยกยิ้ม
...... ...
สองปีก่อน เมืองเว่ย จวนสกุลจ้าว
“ใครหรือเ้าคะจะมาพักบ้านเราอีกแล้วหรือ” จ้าวอี้หยางเอ่ยถามกับจ้าวช่างชิงพี่ชายใหญ่ด้วยน้ำเสียงสงสัย
“เป็พวกจากเมืองหลวง” เพียงพูดเท่านั้นก็เอาเป็ว่าคนในจวนสกุลจ้าวย่อมเป็ที่รู้กันว่าคือขุนนางของฝ่าาที่ถูกส่งมาทำอะไรลับๆ
แต่ปกติที่ถูกส่งมาคือรองแม่ทัพเฉินไม่ใช่หรือ? บุรุษหน้าหวานผู้นี้เป็ใครกันนะ แต่ช่างเถอะ ไม่มายุ่งกับนางก็แล้วไป
ล้วนเป็สิ่งที่จ้าวอี้หยางคาดหวัง
วันหนึ่งหญิงสาวนั่งอยู่ที่ศาลาตรงกลางจวนซึ่งเป็พื้นที่ที่ใครก็สามารถเข้ามาได้ในวันนั้นจ้าวอี้หยางกำลังวาดภาพอยู่โดยมีบ่าวนั่งช่วยอยู่ข้างๆ
ภาพของสตรีภาพพ้นวัยปักปิ่นกำลังตั้งใจทำบางอย่างท่ามกลางแสงสว่างยามสายที่ทอดประกายยิ่งทำให้ใบหน้าสวยยิ่งขาวดวงตาคมจมูกได้รูปริมฝีปากเล็กแต้มสีชาดพองดงามในชุดสีฟ้าอ่อนกำลังตั้งใจยิ่งทำให้มีเสน่ห์น่าหลงไหล
ความงดงามที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มผู้มาพักอาศัยเผลอไผลที่จะมองจ้องนานแสนนานทุกครั้งที่นางออกมาทำกิจกรรมตรงนี้นางรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจเพราะบุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนแรกที่จ้องนางเช่นนั้น
“คุณหนูผู้นั้น เอ่อคุณหนูใหญ่จ้าวใช่หรือไม่”เสียงนุ่มทุ่มเอ่ยขึ้นจากด้านข้างรบกวนจ้าวอี้หยางขณะที่นางกำลังตั้งใจวาดรูปอยู่ใบหน้าสวยหันไปตามเสียงก็พบกับชายหนุ่มที่นางก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไรเป็ใครมาทำอะไรที่นี่
“เรียนใต้เท้าผู้นี้ข้าจ้าวอี้หยางเ้าค่ะ”เสียงหวานตอบชายหนุ่มด้วยใบหน้าเรียบพลางค้อมหัวลงเพื่อทำความเคารพเล็กน้อยแล้วก็ทำกิจกรรมของตนเองต่อ
โดยปกติหญิงสาวจะไม่ใช่สตรีที่จะสนใจอะไรสักเท่าไหร่สิ่งที่นางสนใจล้วนมีแต่ครอบครัวและสิ่งที่นางกำลังจะทำใ นอกนั้นหากไม่มีอะไรสำคัญนางก็จะไม่อยากยุ่ง คนคนนี้ก็เช่นกัน
“ข้าขอนั่งด้วยได้หรือไม่”ดวงตาคู่สวยหันมองเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสนใจภาพวาดของตน
“เชิญเ้าค่ะ”
นับั้แ่วันนั้นชายหนุ่มแปลกหน้าที่นางไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อก็เริ่มเข้าหานางมากขึ้นทุกวัน ยามแรกจ้าวอี้หยางก็ทำเพียงถามคำตอบคำออกจะรำคาญเสียด้วยซ้ำ ทว่านานวันเข้านางก็เริ่มสนิทกับอีกฝ่ายมากขึ้นจึงเริ่มมีบทสนทนาที่ยาวขึ้น
“วันนี้ไม่วาดรูปหรือ”บุรุษร่างสูงที่กลับมาจากข้านอกเอ่ยถามจ้าวอี้หยางด้วยรอยยิ้มพลางเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
ใต้เท้าท่านนี้ต่างจากคนอื่นทุกคนที่เข้าหานางล้วนอยากเป็เขยตระกูลจ้าวทั้งนั้น แต่บุคคลนี้ไม่ได้เข้าหานางขนาดนั้นทำให้นางไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ชายหนุ่มทำอยู่
“ไม่เ้าค่ะ อากาศไม่ค่อยดีนักท้องฟ้า่นี้ปิดมืด ข้าไม่มีอารมณ์ทำงานศิลปะเลย”จ้าวอี้หยางเงยหน้ามองท้องฟ้าในฤดูฝนเช่นนี้อย่างเสียดายทั้งที่ธรรมชาติ่นี้เขียวขจีงดงามมากแท้ๆ แต่ก็ไม่สามารถออกไปข้างนอกเพื่อไปวาดรูปได้
“ไม่มีอารมณ์หรือ”
“ข้าออกไปหาที่วาดรูปข้างนอกไม่ได้เ้าค่ะอาจจะติดฝนได้” จ้าวอี้หยางพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย ทั้งที่อากาศวันนี้ก็ไม่ได้แย่ฝนคงจะไม่ตกเร็วๆ นี้อยู่แล้ว แต่พี่รองกับท่านพ่อกลับไม่อนุญาตให้นางออกไป
“ที่แท้ก็น้อยใจที่ไม่ได้ออกไปข้างนอก”ชายหนุ่มมองนางด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ จนนางค้อนใส่เบาๆ
“อยากออกไปไหมล่ะ”เสียงนุ่มกระซิบถามนางเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม จ้าวอี้หยางได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็ประกายแม้จะดูเป็คุณหนูที่สมบูรณ์แบบ แต่นางล้วนแต่เป็เด็กที่อยากรู้อยากเห็นอยู่ในวัยที่อยากต่อต้านเล็กๆ เมื่อมีคนมาเสนอทางนางจึงสนใจ
“ข้ามีที่ที่งดงามเราแอบออกไปกันได้นะ” ริมฝีปากบางเม้มแน่นราวกับสับสนทว่าแววตาของนางกลับตอบตกลงไปเรียบร้อยแล้ว
...... ...
สองหนุ่มสาวแอบออกไปจากจวนด้วยประตูข้างแม้บ่าวของจ้าวอี้หยางจะห้ามแล้วแต่จ้าวอี้หยางก็ดื้อรั้นตามประสาว่านางจะไปให้ได้ทั้งยังเตรียมพู่กันและสมุดภาพของตัวนางไปด้วยเพื่อจะไปสร้างสรรค์ผลงานที่นั่น
บุรุษที่ไม่รู้จักแม้แต่นามพานางออกมาจากจวนโดยที่นางไม่ได้ติดใจเื่ใดบนหลังม้า ช่วยไม่ได้ที่นางจะขยับโอบเอวของชายหนุ่มเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงไป
ทั้งที่รูปร่างท่าทางเหมือนบุรุษที่เป็ราวกับบัณฑิตแต่ชายหนุ่มกลับมีรูปร่างดีไร้ส่วนเกินพออยู่ใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายไหล่กว้างกว่าที่จันตนาการเอาไว้
ใบหน้าสวยรู้สึกร้อนขึ้นมาเมื่อได้ใกล้ชิดกับบุรุษผู้นี้
เมื่อถึงจุดที่ทางย่ำแย่มือหนาก็ขยับมาจับมือบางข้างหนึ่งให้
โอบเอวตัวเองให้แน่นขึ้นเพื่อไม่ให้ตกััของมือชายหนุ่มยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกร้อนกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็
หัวใจของนางเริ่มจะควบคุมไม่ได้แล้ว
ไม่นานนักก็ถึงที่หมายที่ด้านหลังเมืองห่างไกลผู้คนเสียงฝีเท้าของม้าค่อยๆ ช้าลงเป็จังหวะเมื่อเหยียบลงไปที่พื้นหญ้าจนกระทั่งหยุดที่ต้นไม้ใหญ่บนเนินที่สามารถเห็นทัศนียภาพได้ทั้งหมด
“คุณหนูจ้าว ถึงแล้ว”ใต้เท้าผู้นั้นเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ
ภาพตรงหน้าทำให้สตรีที่เกิดในเมืองเว่ยถึงกับตาค้างสถานที่นี้นางไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ในเมืองเว่ย ก็ไม่แปลกเดิมทีนางก็มักจะอยู่แต่ในเมืองกับสวนที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้นแต่ที่นี่ช่างแตกต่าง ธรรมชาติช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!
ทุ่งดอกไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ปรากฏดอกไม้หลากหลายสีหมู่มวลดอกไม้ต่างไหวเอนตามสายลมบางเบาที่ผ่านพัดแผ่กลิ่นหอมจางจากดอกไม้นับร้อยฟุ้งไปทั่วอาณาบริเวณทำให้ผู้มาเยือนหลงใหลไปกับความงดงามและบรรยากาศสงบนี้ตรงกลางเป็ทะเลสาบขนาดกลางอยู่อย่างพอดีราวกับถูกจับวางเอาไว้
หญิงสาวที่ถูกชายหนุ่มกึ่งอุ้มลงมาเมื่อเท้าของนางเตะพื้นนางก็ละความสนใจจากชายหนุ่มไปยังทัศนียภาพอันงดงามเบื้องหน้าแทน
“ใต้เท้านี่อยู่ในเมืองเว่ยจริงหรือ เหตุใดจึงไม่เคยมีใครพูดถึง”
ชายหนุ่มก้าวมายืนข้างๆ ก่อนจะตอบ
“ไม่ใช่ไม่มีใครพูดถึงแต่ผู้คนล้วนไม่อยากรบกวนธรรมชาติที่แสนงามนี่ต่างหาก อยากจะรักษามันไว้ไม่รุกล้ำเพื่อให้ความงดงามนี้อยู่ได้นานที่สุด”คำอธิบายของชายหนุ่มไม่อาจทำให้ความสนใจของหญิงสาวกลับมาได้สร้างรอยยิ้มให้กับคนตอบ
ส่วนหญิงสาวเมื่ออีกฝ่ายตอบจบสักครู่ก็หันมามองชายหนุ่มข้างกายที่มองทอดไปเบื้องหน้าด้วยสายตาอบอุ่นและรอยยิ้มมุมปากนั่นเมื่อรวมกับทัศนียภาพเบื้องหน้านั่น ช่างทำให้นางเข้าใจได้อย่างดีเลยว่าสิ่งใดเรียกว่างดงาม
ยามสายลมหอบเอาความหนาวเล็กๆมากระทบ ร่างบางสะท้านเบาๆ เนื่องจากนางไม่ได้มีเสื้อคลุมที่หนามากพอแขนทั้งสองขึ้นจึงยกขึ้นมากอดตัวเองโดยสัญชาตญาณเพื่อบรรเทาความหนาวลง
ยามจ้าวอี้หยางกำลังถูกายเพื่อบรรเทาก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่วางลงบนไหล่ของตนเองใต้เท้าผู้นี้นำเสื้อคลุมมาคลุงลงที่ไหล่ของนาง
จ้าวอี้หยางไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะแสดงความใส่ใจเช่นนี้อออกมาทำให้ร่างบอบบางใจเต้นแรง ใบหน้าของนางเริ่มขึ้นสีมากขึ้นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
... บุรุษผู้นี้ จะฆ่านางหรือยังไงเหตุใดต้องดีกับนางเช่นนี้ด้วย
หญิงสาวนึกในใจ
“คุณหนูอยากวาดรูปหรือไม่เราหาที่นั่งวาดกันดีๆ เถิด” ใต้เท้าผู้นั้นเสนอด้วยท่าทางอบอุ่นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกนางจึงพยักหน้ารับ
สองหนุ่มสาวเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ผูกม้าเอาไว้เ้าม้าหนุ่มยามนี้ได้ััถึงธรรมชาติที่สงบสุขหลังจากกินหญ้าเติมพลังก็นั่งลงพักผ่อนไม่สนใจมนุษย์ทั้งสองที่นั่งเคียงข้างกันอย่างเงียบเชียบ
ตราบนานเท่าที่จ้าวอี้หยาง้าหญิงสาวใช้พู่กันในมือพลางฝนหมึกออกมาเล็กน้อยเพื่อวาดสิ่งที่นาง้านางไม่ได้เก่งกาจศาสตร์สตรี แต่ศิลปะคงเป็สิ่งที่นางชื่นชมแม้ความจริงนางจะชอบเื่กฏหมายบ้านเมืองมากกว่า แต่พี่ๆมักจะพูดว่านั่นไม่ใช่กิจของสตรี รู้มากไปจะมีภัย นางเห็นด้วยเช่นท่านอาหญิงที่ต้องลี้ภัยออกไปที่อารามห่างไกลแต่นางก็ชื่นชมอาหญิงที่หาญกล้าเช่นนั้น
สายลมค่อยๆพัดพร้อมกับอากาศที่เริ่มอบอุ่นขึ้นทีละน้อยในที่สุดจ้าวอี้หยางก็รังสรรค์ผลงานออกมาอย่างพึงพอใจ จึงหันไปข้างๆหมายจะกล่าวกับใต้เท้าว่านางพอใจแล้วก็พบกับชายหนุ่มที่ยามนี้เข้าสู่หวงนิทราไปแล้ว
ริมฝีปากที่อ้าเล็กน้อยเพื่อกล่าวบางอย่างค่อยๆขยับเข้าหากันก่อนจะยกยิ้มบาง
... หน้าตางดงามจิตใจยังดีเช่นนี้ ทำไมเขาต้องแบ่งเวลาพักผ่อนของตนเพื่อพานางมายังที่นี่ด้วยนะ
นางรู้ว่าอีกฝ่ายเหน็ดเหนื่อยจากราชการจึงให้ชายหนุ่มพักต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน
“ใต้เท้า”
ผ่านไปสักพักดวงอาทิตย์เริ่มลดต่ำลงจ้าวอี้หยางจึงตัดสินใจปลุกอีกฝ่ายเมื่อมือบางขยับไปหมายจะเขย่าแขนชายหนุ่มก็ถูกมือหนาชิงจับเสียก่อน
ในวินาทีที่ดวงตาของทั้งสองคนสบเข้าหากันหัวใจของหญิงสาวเหมือนจะหลุดออกมาจากอก ใบหน้าหล่อหวานนั่นใกล้เสียเหลือเกินใกล้จนนางทำใจสงบไม่ไหว
“ขอโทษคุณหนูจ้าวด้วยข้าถูกฝึกให้ระวังตัวมาตลอด”
“มะ ไม่เป็อะไรเ้าค่ะ”
ทั้งสองคนค่อยๆ แยกออกจากกันต่างมองไปในทิศทางอื่น จ้าวอี้หยางไม่รู้เลยว่าเขากำลังรู้สึกหรือทำหน้าอย่างไรนางรู้แค่ว่านาง คงจะหยุดคิดถึงบุรุษผู้นี้ไม่ได้อีกแล้ว
“อู่หนานฟาง”เสียงนุ่มเอ่ยออกมาเบาๆ เรียกให้ทั้งสองคนกลับมาสบตากัน
“รุ่ยอ๋อง อู่หนานฟางนั่นคือชื่อจริงๆ ของข้า คุณหนูจ้าวโปรดเก็บไว้เป็ความลับด้วย”
นับั้แ่วันนั้นที่รุ่ยอ๋องเปิดเผยฐานะกับนางชายหนุ่มก็เข้าหาอย่างไม่ปิดบัง ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มขึ้นั้แ่วันนั้นในสายตาของผู้ใหญ่และญาติๆผู้ชายทุกคนด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ของรุ่ยอ๋องจึงไม่มีใครกล้าขัดขวางความสัมพันธ์ในครั้งนั้น
และจ้าวอี้หยางก็พึงระลึกไว้เสมอว่าตนเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รู้ชื่อจริงของรุ่ยอ๋องนามของราชวงค์ที่จะบอกแก่บุคคลที่สนิทใจเท่านั้น
...... ...
สุดท้ายรุ่ยอ๋องก็กล่าวว่าหลงรักจ้าวอี้หยางั้แ่แรกเห็นแต่ไม่ได้แสดงออกมาก เพราะจ้าวอี้หยางเป็สตรีที่นางดูไม่ได้สนใจเื่คู่ครองอีกทั้งนางยังดูหยิ่งจนรุ่ยอ๋องไม่มีความกล้า
ยามที่ค่อยๆเริ่มคุยก็ได้รู้ว่านางก็คือสตรีที่มีความสดใส ไม่ได้ยโสเช่นท่าทางที่แสดงทำให้ตัดสินใจเข้าหาทุกวัน ความรักระหว่างทั้งสองคนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างน่าตื่นใจมันเกิดขึ้นช้าๆ อย่างเป็ธรรมชาติ ไม่ได้มีความฝืนใจให้เกิดขึ้น
“หัดเอาเยี่ยงอย่างบ้างจะเฉินจือหานข้าจะได้มีหลานเร็วๆ” อู่หงถิงยกยิ้มเอ็นดูความรักของหนุ่มสาวและยิ่งรู้ว่าจ้าวอี้หยางต้องรักรุ่ยอ๋องมากแน่เพราะแววตาของหญิงสาวช่างดูอ่อนโยนและมีความสุขยามที่ได้มองรุ่ยอ๋อง
“ข้าก็พยายามอยู่แต่ดูเหมือนผู้หญิงเขาไม่เอาด้วย” เฉินจือหานพูดขึ้นมาลอยๆ พลางค่อยๆมองไปยังหญิงสาวอีกคนที่จ้องเฉินจือหานด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะค้อนเบาๆให้ลูกชายตัวดี
อู่หงถิงเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มก่อนทำหน้าแซวเ้าลูกชายตัวแสบช่างเข้าใจเลือกสะใภ้เสียจริง แต่นั่นก็ทำให้นางพอใจไม่น้อยอันที่จริงก็พอจับสังเกตได้ั้แ่ที่เข้ามาในห้องโถงนี้แล้วเพราะลูกชายคนดีมองจ้าวซินเยว่อย่างไม่คิดจะปิดบังสักนิด
“ผู้ชายที่อ่อนโยนไม่เป็ย่อมไม่ถูกสนใจอยู่แล้ว” อู่หงถิงสั่งสอน
“ใครว่าข้าอ่อนโยนไม่เป็ ท่านแม่ยามข้า ‘รักใคร’ ก็ย่อมต้องอ่อนโยนกับนางเป็ธรรมดาเพียงแต่ยามนี้มันยังไม่ถึงกับ ‘รักพันผูก’ ข้าเพียง ‘ชอบนาง’ที่ดูมีความคิดเป็ของตัวเองเท่านั้น” ทุกคำที่ลูกชายตอบนางรู้ว่าย่อมไม่ได้บอกนางแต่บอกสตรีอีกคนที่อยู่ในห้อง
หากเป็ปกติ หญิงใดถูกเฉินจือหานพูดด้วยขนาดนี้คงระหวยทั้งกายทั้งใจแต่ครั้งนี้ช่างแตกต่าง จ้าวซินเยว่กลับนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีใดออกมา
เ้าลูกชาย เจอของยากเสียแล้ว แต่แบบนี้แหละถึงจะเอาลูกชายนางอยู่...
รุ่ยอ๋องกับจ้าวอี้หยางทั้งรู้ทั้งได้ยินต่างก็แปลกใจโดยเฉพาะรุ่ยอ๋องที่ไม่คิดว่าเฉินจือหานจะเปิดเผยมากขนาดนี้ด้วยความที่รู้จักกันมานาน จึงรู้จักนิสัยกันดีเฉินจือหานไม่ใช่ผู้ชายที่มีความอดทนมาก ยิ่งกับสตรีเพียงชายตามองสตรีก็พร้อมเข้าหา
“เ้าว่าอย่างไรหรือจ้าวซินเยว่ อยากแนะนำสิ่งใดลูกชายข้าหรือไม่”อู่หงถิงชอบใจที่จ้าวซินเยว่ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่อยากได้ลูกชายนางจนดูไม่มีค่าเช่นนั้นแต่จ้าวซินเยว่รู้คุณค่าของตนเองและไม่ยอมให้ใบหน้าและฐานะทางสังคมของเฉินจือหานมามีผลกับความรู้สึก
“ผู้หญิงหลายคนไม่ได้หลงไหลไปกับรูปร่างหน้าตา หรือยศฐาของคนแต่อยากได้ความจริงใจจากบุรุษ บางทีท่านแม่ทัพอาจจะยังไม่ได้แสดงสิ่งเ่าั้ให้นางเห็น”เสียงหวานเอ่ยอย่างใจเย็นพลางหันไปมองคนที่นางต้องพูดด้วยทั้งสองคนสบตากันอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ได้มีความฟาดฟันเช่นก่อนๆ
อู่หงถิงมองจ้าวซินเยว่ด้วยความพึ่งพอใจจ้าวซินเยว่ไม่ใช่สตรีที่หลงไปกับรูปร่างและยศตำแหน่ง เยี่ยมยอดจริงๆ
“งั้นหรือ เข้าใจแล้ว งั้นข้าต้องแสดงความจริงใจให้นางเยอะกว่าเดิม”
อู่หงถิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาให้กับท่าทางของลูกชาย เก่งกาจทุกทางขึ้นชื่อเื่ผู้หญิง แต่พอเป็สตรีที่ตนเองสนใจกลับอ่อนหัดนัก
โชคดีที่จ้าวซินเยว่ไม่ได้กลัวลูกชายของนางจนหนีเตลิดดูแล้วจ้าวซินเยว่ก็เปิดใจให้ลูกชายของนางอยู่บ้าง แต่ติดที่ลูกชายของนางเห็นว่านั่นเป็ข้อได้เปรียบเลยไม่ยอมพูดความรู้สึกออกไปตรงๆเป็แน่
ไม่เป็ไรในเมื่อเฉินจือหานไม่รู้ว่าตนเองได้เปรียบและไม่เร่งมือทำอะไรสักทีนางจะทำให้เฉินจือหานรู้สึกร้อนใจเอง
“ซินเยว่ ข้าว่าเ้ายังเด็กใบหน้าก็สวย แต่งแบบนี้จะดีกว่า”
งานวันชมดอกไม้ จ้าวซินเยว่ต้องเป็สตรีที่งดงามที่สุดหากเ้าลูกชายไม่ร้อนใจก็ให้มันรู้ไปสิ!
จ้าวซินเยว่ต้องเป็สะใภ้ของนางเท่านั้น!
#####