จื่อเย่ยืนรอรับไป๋จงและคะนิ้งด้านหน้าหุบเขาที่ทำเป็นเหมือนค่ายทหารชั่วคราวมีการฝึกการต่อสุ้และการ ฝึกการใช้อาวุธ
“ไป๋จงคารวะจื่อเย่อ๋อง”
“สนมอี๋เซียง การเดินทางราบรื่นดีไหม” แววตาอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบคุณจือเย่ ไม่ได้ลำบากอะไร ไป๋จงกับเสี่ยวซุนดูแลข้าอย่างดี”
“ฝ่าบาทตอนนี้มีข่าวถูกจับกุมตัวขังอยุ่ในคุกหลวง ไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะ ซินเหยาจะไม่ปล่อยให้พ่อของนางทำเรื่องร้ายแรงอะไรตอนนี้แน่” คะนิ้งตั้งใจฟังอย่างมาก
“จื่อเย่ท่านทราบหรือยังบัดนี้ สนม อี๋เซียงทรงครรภ์ลูกของฝ่าบาทแล้ว” ไป๋จงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ จื่อเย่แววตาสลดลงเพียงครู่ แล้วก็ยิ้มเยือน
“ดีใจกับ สนมอี่เซียง” ประสานมือคารวะ
หันไปพูดกับไป๋จง
“ราษฎรส่วนมากเดินทางเข้ามาร่วม ใน กองกำลังของเราด้วย สำนึกในสิ่งที่ฝ่าบาทเคยทำไว้ให้พวกเขาและต่างรู้ว่าหากกู้เฉิน ขึ้นนั่งบัลลังก์ความทุกข์เข็ญย่อมเกิดขึ้นทั่วหัวระแหง”
“จือเย่ช่างปรีชา” คะนิ้งยิ้ม อย่างน้อยตอนนี้หลี่จวินก็ไม่โดดเดี่ยวในเมื่อมีพี่น้องที่รักเขาขนาดนี้
“อีกสองวัน เราจะเข้าไปชิงตัวฝ่าบาทและล้อมวังหลวงเพื่อปราบกบฏ กู้เฉิน” จือเย่ ตะโกนก้องเหล่านักรบ โห่ร้องยินดี
กู้เฉินยืนอยู่หน้าห้องขัง ไทเฮานั่งสงบอยู่ในห้องขัง ผมยาวรุงรังเสื้อผ้าเปรอะเปื้อน
“น้องสาว เหตุใดเจ้าไม่ดีใจในเมื่อข้ามา”
“จะดีใจได้อย่างไรในเมื่อข้าตอนนี้ข้าหมดสิ้นความศัทธาในตัวท่านแล้ว
“ฮึฮึ ความสัมพันธ์พี่น้องระหว่างเจ้ากับข้ามันสั้นขนาดนี้เลยหรือ”
“ท่านไม่เหมาะแก่การเป็นพี่ข้า สิ่งใดที่ข้าต้องการท่านทำให้ไม่ได้แต่กลับทำลายมัน”
“เพื่ออะไรเพื่อลูกนอกไส้ของเจ้าที่ตอนนี้มันกำลังตั้งกองกำลังมาจัดการกับพี่ชายเจ้าเช่นนั้นหรือ” ไทเฮาหน้าเสีย ถลามาเกาะลูกกรง
“ท่านพี่ท่านพี่อย่าทำอะไรเจ้าแฝดนะท่านพี่อภัยให้เขาหากขาดเขาไปข้าก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่”
“ข้ายัง จะบังอาจเป็นพี่ชายเจ้าอีกหรือ”
“ท่านพี่ได้โปรด”
“หนามยอกอกมันเป็นเสี้ยนหนาม เจ้าแฝดทั้งสอง ไม่พ้นต้องถูกข้ากำจัด” กู้เฉินสะบัดแขนเสื้อเดินหายไปลิบลับ